ธนพงษ์ ณ ระนอง นักปั้น…ฟินเทค

11.06.17 | 17:11 น.

คร่ำหวอดอยู่ในวงการโทรคมนาคมและเทคโนโลยีมากกว่า 20 ปี หากเอ่ยถึงผู้บริหารระดับสูงที่เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดัน สตาร์ตอัพไทย ในยุคแรกเริ่มให้เกิดขึ้น ชื่อของเขาย่อมมาเป็นที่นึกถึงในลำดับแรก

โดยเฉพาะช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ยุคที่ธุรกิจสตาร์ตอัพในไทยเบ่งบานและขยายตัวอย่างรวดเร็วไปในหลากหลายธุรกิจ ซึ่งข้อมูลจากแฟนเพจเฟซบุ๊ก ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันสตาร์ตอัพ มีอยู่ 9 สาขา ได้แก่ กลุ่มธุรกิจภาครัฐและการศึกษา (GovTech/EdTech) กลุ่มการเกษตรและอาหาร (AgTech/FoodTech) กลุ่มนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ (HealthTech) กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตแห่งอนาคต (IndustryTech) กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีบริการ (Servicetech) กลุ่มไลฟ์สไตล์และความบันเทิง (Lifestyle/Entertainment/Gaming) กลุ่มเทคโนโลยีท่องเที่ยว (TravelTech) กลุ่มเทคโนโลยีอสังหาริมทรัพย์ (Propertytech-UrbanTech) และกลุ่มเทคโนโลยีการเงิน (FinTech) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมากในขณะนี้

กำลังพูดถึง ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด บริษัทในเครือของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งธนาคารกสิกรไทยถือหุ้น 100%

ธนพงษ์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะวิศวกรรมศาสตร์ (สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโท MBA จาก Sasin Graduate Institute และ executive program certificate ด้าน Venture Capital จาก Haas School of Business, University of California Berkeley

สมรสกับ กนกพร ณ ระนอง (สุนทรบุระ) มีบุตร 2 คน คือ ธนัท ณ ระนอง กำลังศึกษาระดับปริญญาตรีที่แคนาดา และ ธีร์ ณ ระนอง ศึกษาอยู่ชั้นประถมปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตเกษตรศาสตร์

Advertisement

ธนพงษ์เริ่มต้นทำงานแรกหลังจากที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทำงานเซลส์เอ็นจิเนียร์ขายอุปกรณ์ควบคุมในโรงงาน ในยุคที่ปิโตรเคมีกำลังเฟื่องฟู ทำอยู่ราว 2 ปี จากนั้นได้ไปศึกษาระดับปริญญาโท และได้เข้ามาทำงานวงการด้านโทรคมนาคม เริ่มต้นไทยคม ทำด้านพัฒนาธุรกิจ ทำอะไรใหม่ๆ ให้หน่วยงาน ย้ายไปทำซีเอสล็อกซอินโฟ ตั้งแต่ตั้งบริษัทเลย ตั้งแต่ซีเอสอินเตอร์เน็ต ไปรวมกับล็อกซอินโฟ กลายเป็น ซีเอสล็อกซอินโฟ

ราวปี 2536 ได้เข้าสู่วงการโทรคมนาคม ที่สำนักพัฒนาธุรกิจ บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการธุรกิจดาวเทียมเชิงพาณิชย์ ที่ได้รับสัมปทานจากกระทรวงคมนาคม ดำเนินการจัดส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรและให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียม รวมถึงบริหารงานโครงการดาวเทียมไทยคม (THAICOM)

ก่อนที่ปี 2537 ดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการโครงการดาวเทียมไอโค (ICO) และปี 2540 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ซีเอสล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน)

“ผมเริ่มต้นทำงานที่ไทยคม ในด้านพัฒนาธุรกิจ ได้ตั้งบริษัทใหม่ 2-3 แห่ง และพัฒนาบริการใหม่ๆ ให้บริการแก่ลูกค้า ก่อนจะย้ายไปบริหารซีเอสล็อกซอินโฟ เริ่มตั้งแต่ตั้งยังเป็นบริษัทซีเอสอินเตอร์เน็ต ก่อนจะควบรวมกับบริษัทล็อกซอินโฟ กลายเป็นซีเอสล็อกซอินโฟ งานที่ทำขณะนั้นคล้ายกับเรื่องสตาร์ตอัพในปัจจุบัน แต่ยุคนั้นยังไม่มีคำศัพท์เรียกเฉพาะ หรือเรียกว่าสตาร์ตอัพ”

เรียกว่าเขาเป็นลูกหม้อไทยคมเลยทีเดียว แต่ช่วงปี 2550 ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้การสนับสนุนทั้งด้านเงินทุนและช่วยพัฒนาขีดความสามารถของบริษัทที่จัดทำซอฟต์แวร์โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ก่อนจะกลับมานั่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ ของไทยคม

ด้วยผลงานที่เข้าตาผู้ใหญ่ จึงได้มาบริหารบริษัทในเครือ โดยเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในปี 2555 พร้อมควบตำแหน่ง หัวหน้าโครงการธุรกิจร่วมลงทุน (Venture Capital หรือ VC) ภายใต้ชื่อ InVent (อินเวนท์) ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ลงทุนในสตาร์ตอัพเป็นรายแรกในประเทศไทย

ภายใต้การนำของ ธนพงษ์ ที่ผ่านมาโครงการอินเวนท์ได้เข้าไปลงทุนสตาร์ตอัพหลายราย อาทิ บริษัท ซินโนส จำกัด ผู้พัฒนาเกมส์ Thapster บนสมาร์ทโฟน บริษัท เพลย์เบสิส จำกัด ให้บริการและพัฒนาระบบสร้างการเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคให้มีความผูกพันกันมากขึ้น หรือดิจิทัลเกมมิฟิเคชั่น ถือเป็นนวัตกรรมการตลาดในยุคดิจิทัลนี้ รวมทั้งบริษัท กอล์ฟดิกก์ จำกัด พัฒนา Golfdigg แอพพลิเคชั่นสำหรับจองสนามกอล์ฟพร้อมทั้งการชำระเงินผ่านมือถือ บริษัท ชอปสปอท โมบิลิตี้ จำกัด พัฒนาแอพพลิเคชั่น ShopSpot5 ซื้อขายของออนไลน์ บริษัท วงใน มีเดีย จำกัด พัฒนาเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นรีวิวร้านอาหาร นอกจากในไทย ยังลงทุนต่างประเทศ ในบริษัท Social Nation บริษัทคนไทยที่เริ่มต้นธุรกิจในซิลิคอนวัลเลย์ สหรัฐอเมริกา พัฒนาเทคโนโลยีด้านการโฆษณาเป็นแพลตฟอร์มการกระจายโฆษณาแบบเสมือนจริง และโฆษณาแบบวิดีโอ 360 องศา เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ธนพงษ์ได้ตัดสินใจก้าวออกจากบ้านที่อยู่มายาวนาน มาร่วมงานกับธนาคารกสิกรไทย บ้านหลังใหม่ เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2560 ที่ผ่านมา

– ทำไมจึงตัดสินใจลาออกและมาร่วมงานกับธนาคารกสิกรไทย

ตัดสินใจมาทำงานที่ บีคอน เวนเจอร์ฯ ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย เพราะอยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ มองว่าขณะนี้ธุรกิจธนาคารพาณิชย์มีความท้าทายมาก เห็นการปรับตัวของธนาคารพาณิชย์ในยุคดิจิทัล ซึ่งธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างจริงจัง จึงมองว่าเป็นองค์กรที่มีความน่าสนใจ ทั้งนี้ งานที่ได้ทำมีเรื่องใหม่ให้เรียนรู้ตลอดเวลา จึงไม่น่าเบื่อแต่อย่างใด

ในแต่ละปีธนาคารกสิกรไทยจะตั้งงบประมาณด้านเทคโนโลยีและไอที ประมาณปีละ 4,000 ล้านบาท ส่วนนี้เป็นงบเพื่อการพัฒนานวัตกรรมใหม่ราว 1,000 ล้านบาท และยังได้จัดตั้งบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด (KBTG) ธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้ถือหุ้น 100% ประกอบด้วย 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท กสิกร เทคโนโลยี กรุ๊ป เซเครเทเรียต จำกัด, บริษัท กสิกร แล็บส์ จำกัด, บริษัท กสิกร ซอฟต์ จำกัด, บริษัท กสิกร โปร จำกัด และบริษัท กสิกร เซิร์ฟ จำกัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานและบริการด้านไอที และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงินในตลาดโลก

รวมทั้งยังได้จัดตั้งบริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด โดยธนาคารกสิกรไทยถือหุ้นในสัดส่วน 100% ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจร่วมลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพ

– มองสตาร์ตอัพในกลุ่มธุรกิจการเงิน หรือที่เรียกกันว่า FinTech (ฟินเทค) อย่างไรบ้าง

ฟินเทคเริ่มต้นมาจากต่างประเทศ และมีการพูดถึงเป็นอย่างมากในไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งฟินเทคจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนนั้น ขึ้นกับบริบทแต่ละประเทศ โครงสร้างเศรษฐกิจ โครงการการเงิน ในบางประเทศฟินเทคอาจจะประสบความสำเร็จจนสามารถโค่นธนาคารพาณิชย์ได้ ส่วนของฟินเทคไทยต้องติดตามพัฒนาการว่าจะเป็นอย่างไร

– กังวลว่า ฟินเทคจะส่งผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์อย่างไร

ฟินเทคก้าวเข้ามาทุกคนมองผลกระทบในส่วนของธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม มองว่า ฟินเทคมี 2 ฝั่ง ฝั่งหนึ่ง คือ จะเข้ามาสร้างผลกระทบรุนแรง (Disrupt) ให้กับธนาคารพาณิชย์ เพราะเข้ามาปิดช่องว่างบริการทางการเงินที่ธนาคารพาณิชย์เข้าไม่ถึง หรือไม่ได้มีการทำตลาด ซึ่งเหล่านี้กำลังจะเกิดขึ้น ทั้ง Peer To Peer Lending หรือการยืมเงินระหว่างบุคคลธรรมดา รวมทั้งการระดมทุนผ่าน CrowdFunding เป็นต้น แต่ฟินเทคกลุ่มนี้ที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ต้องมีกฎเกณฑ์กำกับดูแลและต้องขออนุญาตเพื่อดำเนินการ ขณะนี้เชื่อว่ามีคนเริ่มดำเนินการแล้ว แต่คงต้องรอความชัดเจนทางกฎหมายก่อน

ขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง คือ ฟินเทคที่อยู่นอกเหนือการกำกับดูแล ซึ่งเป็นการพัฒนาด้านบริการทางการเงินให้สะดวกและรวดเร็ว ซึ่งฟินเทคนี้จะเข้ามาช่วยสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ ให้มีประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น และช่วยส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยที่ปัจจุบันที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางด้านการเงิน (Under Bank) สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะทำให้ธนาคารพาณิชย์สามารถขยายตลาดและให้บริการได้มากขึ้น

ในฐานะที่อยู่ในภาคธนาคารพาณิชย์ เราเชื่อว่า FinTech จะมาช่วยสนับสนุนบริการของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งจะร่วมมือสนับสนุนฟินเทคเต็มที่ เป็นการสร้างพันธมิตรและสร้างการเติบโตไปด้วยกัน ส่วนที่มา disrupt ก็ไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง เพราะเขาเข้ามาเสริมในตลาดที่ธนาคารไม่ได้โฟกัสอยู่แล้ว ทำให้ตลาดนั้นๆ เติบโตขึ้น และในอนาคตลูกค้าในตลาดนั้นจะเติบโตมากลายมาป็นลูกค้าของธนาคารได้

– ทำไมต้องบีคอน เวนเจอร์ฯ

ตราสัญลักษณ์ของบีคอน เวนเจอร์ฯ คือ ประภาคารที่ส่องแสงนำทางให้สตาร์ตอัพและฟินเทคที่เป็นพันธมิตร และเมื่อรวมกับเทคโนโลยีดิจิทัลของ KBTG ผนวกกับความร่วมมือของธนาคารกสิกรไทยในรูปแบบดิจิทัล พาร์ตเนอร์ชิพ (Digital Partnership) ที่มีฐานข้อมูลลูกค้าของธนาคารกว่า 14.2 ล้านรายจะสามารถนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ทันสมัย เหมาะกับความต้องการของลูกค้า ในระยะเวลา (time to market) ที่รวดเร็ว

– แผนการดำเนินงานของบีคอน เวนเจอร์ฯ เป็นอย่างไร

นโยบายการลงทุนของบีคอน เวนเจอร์ฯ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่การลงทุนโดยตรง (Direct Investment) ทั้งสตาร์ตอัพไทยและต่างประเทศ และการลงทุนผ่านกองทุนเงินร่วมลงทุน สำหรับในปี 2560 บริษัทมีแผนการลงทุนโดยตรงในฟินเทคสตาร์ตอัพประมาณ 3-5 แห่ง และลงทุนผ่านกองทุนเงินร่วมลงทุนประมาณ 2-3 แห่ง โดยบริษัทบีคอน เวนเจอร์ ถือเป็นคอร์ปอเรท เวนเจอร์ แคปิตัล ของธนาคารแห่งแรกของไทยที่ได้เลือกลงทุนในรูปแบบร่วมลงทุนในสตาร์ตอัพไทย ได้แก่ บริษัท FlowAccount เป็นฟินเทคที่พัฒนาระบบบัญชีออนไลน์ ให้บริการเป็นรายเดือน โดยฐานข้อมูลอยู่บนคลาวด์ เน้นจับกลุ่มลูกค้าที่เริ่มต้นทำธุรกิจและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

การลงทุนครั้งนี้บีคอน เวนเจอร์ฯ จะเป็นผู้ลงทุนหลัก (Lead Investor) พร้อมกับนักลงทุนอื่นอีก 3 ราย ซึ่ง FlowAccount เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพที่ได้ร่วมงานกับทางธนาคารอยู่แล้ว ซึ่งระบบบัญชีของ FlowAccount สามารถเชื่อมข้อมูลบัญชีของบริษัทเข้ากับบัญชีเงินฝากธนาคาร และบริการธนาคารทางมือถือสำหรับนิติบุคคล (K-PLUS SME) ได้ด้วย จึงเป็นความร่วมมือที่ลงตัวทั้งธนาคาร ลูกค้า และบริษัทที่เป็นสตาร์ตอัพ และทางบีคอน เวนเจอร์ฯ ยังมีการลงทุนผ่านกองทุนเงินร่วมลงทุนในสิงคโปร์ชื่อ Dymon Asia ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนเงินร่วมลงทุนชั้นนำของเอเชียที่เน้นลงทุนทางด้านฟินเทค นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีแผนลงทุนที่อยู่ระหว่างการดำเนินการอีก 2 ดีล รวมมูลค่าการลงทุนทั้งหมดกว่า 200 ล้านบาท

– วัตถุประสงค์การลงทุนในฟินเทค

วัตถุประสงค์หลักในการลงทุนของบีคอน เวนเจอร์ฯ คือ การสร้างผลกำไรที่ยั่งยืนให้แก่ธนาคาร โดยมีกลยุทธ์ คือ การเพิ่มคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคาร การลดระยะเวลาหรือต้นทุนในการพัฒนานวัตกรรม การใช้ประโยชน์จากการเป็นผู้บุกเบิกการลงทุน เพื่อเป็นการเข้าถึงและสร้างความเป็นผู้นำทางนวัตกรรมให้แก่ธนาคาร และการพัฒนาความเชี่ยวชาญให้กับบุคลากรและพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของธนาคาร

– ร่วมลงทุน หรือปล่อยสินเชื่อดีกว่ากัน

สำหรับธุรกิจสตาร์ตอัพ การเข้าไปร่วมลงทุนสะดวกกว่าปล่อยสินเชื่อ เพราะแม้ว่าธนาคารจะอยากปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ แต่ตามกฎของธนาคารแห่งประเทศไทย ธุรกิจเหล่านั้นต้องมีสินทรัพย์หลักประกันและประวัติการประกอบการ ซึ่งธุรกิจสตาร์ตอัพที่เกิดขึ้นมาไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ เพราะเริ่มเกิดขึ้น 1-2 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น และเกิดจากไอเดียเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม การร่วมลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพต้องมีความระมัดระวัง ธนาคารกสิกรไทยจะไม่ลงทุนแบบหว่านแหหรือลงทุนในทุกบริษัท ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา พบว่าสตาร์ตอัพที่มีศักยภาพที่สามารถลงทุนได้จาก 1,000 ราย มีเพียง 10 รายเท่านั้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 1% เท่านั้น อย่างบริษัทเดิมแม้ไม่ได้เป็นแบงก์ แต่ก็มีการประเมินความเสี่ยงธุรกิจโดยมีการคัดเลือกลงทุนในสตาร์ตอัพเพียง 10 ใน 1,000 ราย หรือคิดเป็นประมาณ 1% ซึ่งเมื่อมีการลงทุนเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปแล้วจะไม่มีการลงทุนซ้ำ ดังนั้น ธนาคารจึงจะทยอยใส่เงินลงทุนในบริษัทสตาร์ตอัพ เพราะธุรกิจสตาร์ตอัพ “Do fast, Fail fast, Lean fast” โดยจะติดตามความคืบหน้าของธุรกิจและจะไปช่วยดูแลระหว่างการพัฒนาธุรกิจ

– เป้าหมายในชีวิต

สมัยเด็กๆ วางแผนอนาคตไว้ว่าอยากเป็นวิศวกร หรือนักประดิษฐ์ ที่ผ่านมาได้ทำงานหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งล่าสุดได้เข้ามาร่วมงานกับธนาคารกสิกรไทย แม้จะไม่ได้เป็นวิศวกรดังที่ตั้งใจไว้ แต่งานที่ทำในขณะนี้เป็นการสนับสนุนคนอื่นทำตามฝัน ถือว่าตอบโจทย์ได้พอสมควร ทั้งนี้ หากอายุน้อยกว่านี้อยากจะเรียนเขียนโปรแกรม เป็นโปรแกรมเมอร์ และอยากทำธุรกิจสตาร์ตอัพเอง แต่ด้วยยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เปลี่ยนเร็วตนเองอาจจะวิ่งตามไม่ทัน

– วิธีผ่อนคลายจากการทำงาน

ผมเป็นคนชอบเทคโนโลยี ชอบการทดลองนวัตกรรมใหม่ๆ ดังนั้น การอ่านหนังสือไม่ใช่ทางเลือก ไม่แน่ใจว่าจะแปลกเกินไปหรือไม่ เพราะเวลาว่างชอบเล่นเกมส์ที่ใช้ความคิดในการแก้ปัญหา โดยเล่นพร้อมกับลูกบ้าง อย่างเกมส์ Minecraft เหมือนการต่อเลโก้ต้องใช้จินตนาการ เป็นต้น หลายคนอาจจะมองว่าเล่นเกมส์กับลูกจะทำให้ติดหรือไม่ ส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับการควบคุมดูแลจากผู้ปกครองที่เหมาะสม เล่นแล้วต้องไม่กระทบการเรียน อย่างมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก

เขาก็บอกว่าเล่นเกมส์ตั้งแต่เด็ก ถ้าไม่เล่นเกมส์คงคิดเฟซบุ๊กออกมาไม่ได้ ตอนนี้เขามีลูกเขาก็ให้เล่นเกมส์

ถ้าเราเล่นเกมส์เราจะเข้าใจ ว่าแต่ละเกมส์มีกลไกของเกมส์ที่ทำให้เราติดใจในการเล่น ซึ่งสามารถนำเรื่องนี้มาประยุกต์ได้กับธุรกิจทุกประเภท เพื่อพัฒนาบริการให้ตรงกับความต้องการลูกค้าและลูกค้าต้องกลับมาใช้ซ้ำ เช่น เมื่อเล่นเกมส์แล้วได้พอยต์ อยากได้พอยต์เพิ่มขึ้นก็ต้องเล่น พอยต์นี้ก็สามารถนำไปแลกของได้

ถ้าไม่เล่นเกมส์ก็จะท่องโซเชียลมีเดีย เพื่อหาความรู้ใหม่ๆ โดยผมได้สรุปสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นมา ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่มีความน่าสนใจแชร์ผ่านเฟซบุ๊กของผม “Thanapong Na Ranong” รวมทั้งยังเป็นที่ปรึกษาให้กับน้องๆ สตาร์ตอัพที่กำลังเริ่มธุรกิจ ผ่านทางเฟซบุ๊กด้วย ซึ่งน้องๆ เหล่านี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเศรษฐกิจประเทศต่อไป