หน้าแรก ประชาชื่น ทะเลสีดำ พื้น...

ทะเลสีดำ พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งสุดท้าย เมื่อปลา ปู ปะการัง ส่งสัญญาณฉุกเฉิน ‘โลกป่วย’ เราต้องเปลี่ยน

11.07.26 | 12:46 น.
ทะเลสีดำ พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งสุดท้าย เมื่อปลา ปู ปะการัง ส่งสัญญาณฉุกเฉิน ‘โลกป่วย’ เราต้องเปลี่ยน

ทะเลสีดำ พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งสุดท้าย
เมื่อปลา ปู ปะการัง ส่งสัญญาณฉุกเฉิน
‘โลกป่วย’ เราต้องเปลี่ยน

บรรยากาศในงาน-Nature-Cinema-Cafe-จัดขึ้นระหว่าง-26-27-มิ.ย.  (ภาพจาก-ghosting)

เป็นเรื่องเป็นราว หลายข่าวคราวน่าสนใจ

เมื่อจู่ๆ ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ออกมาแจ้งเตือนเรื่อง ‘ให้เช่าเรือประมงเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์’ (29 มิ.ย.) หวั่นนำเสนอเนื้อหาอ่อนไหวเกี่ยวกับแรงงานผิดกฎหมาย

ทำเอาชาวเน็ตแห่คอมเมนต์ไม่หวาดไม่ไหว ‘ลื้อดูร้อน’

Advertisement

บ้างก็ว่าซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ เป็นเหตุ แต่ที่น่าสังเกตคือสังคมเริ่มเกิดคำถามตัวใหญ่ๆ

ยังไม่นับประเด็น ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และภาคใต้ (SEC) อีกสารพัดโครงการพัฒนา

ล่าสุดไม่วาย ตามมาด้วยภาพเจ้าหน้าที่รัฐปราบผู้ชุมนุมในภาคเหนือ เพียงเพื่อปกป้องแม่น้ำกก คัดค้านการทำเหมืองแร่ของกลุ่มทุนข้ามชาติ ที่อาจเปิดทางนำเข้ามลพิษข้ามพรมแดน นับถอยหลังสู่ ‘หายนะทางทรัพยากรธรรมชาติ’

เหล่านี้อาจดูเป็นคนละเหตุการณ์ หากแต่มีเส้นเรื่องที่เชื่อมถึงกัน

คือคำถามว่า เรากำลังยอมแลกอะไรกับคำว่า ‘การพัฒนา’?

ไม่นานมานี้ บ้านสวนสุดาวรรณ (BTS กรุงธนบุรี) ผันตัวเป็นพื้นที่ Micro Cinema ขนรายการสารคดีที่คว้ารางวัลในเทศกาลหนังสั้นโลกป่วยเราต้องเปลี่ยน (CCCL Film Festival) มาชวนแลกเปลี่ยนสไตล์เพื่อน(มา)บ้าน ในงาน ‘Nature Cinema & Cafe’

พาสำรวจเบื้องหลังคนทำหนังสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพื่อบันทึกความงามตามธรรมชาติ แต่ย้ำเตือนว่าหายนะบางอย่างกำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบงันก่อนสังคมจะทันสังเกต

สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อาจใกล้ตัวกว่าที่คิด

ไม่แปลกใจกับภาพผู้คนในยุโรป พังประตูซุปเปอร์มาเก็ต เพื่อหนีตายจากฮีตสโตรก

เมื่อได้ยินเสียงปริร้าวของธารน้ำแข็งในไอซ์แลนด์ ผ่านเรื่อง ‘Fading Frequencies’ คล้ายซาวด์น้ำมันเดือดในกระทะ

ได้เห็นสภาพแดดแผดเผาใน ‘The last Climber’ กับอาชีพปีนต้นตาล ที่หายไปในเมียนมา

ฟากฟิลิปปินส์เจอพายุฝนไหลหลาก ไม่มีใครคาดคิดว่าจะท่วมบ้าน

วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ในเรื่อง ‘Tuktuit : Caribou’ คือเครื่องบ่งชี้ผลกระทบต่อทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะผู้คน กวางคาริบู หรือแม้แต่ไลเคนในผืนดินของแคนาดา

‘โลก’ กำลังบอกเราว่า ‘ป่วย’

กระซิบผ่านสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ทั้งเห็น และไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเนื้อ

ทรัพยากรหาย ประเพณีมลายสิ้น
เพียงจินตนาการ ถ้าสภา (อนุมัติ) ให้ผ่าน?

เริ่มจากเรื่องราวที่เคยอยู่บนหน้าข่าว

เหมือนดาว กมลธรรม ผู้กำกับ Up and Gone พาสารคดีเรื่องแรกในชีวิต คว้ารางวัล Honorable Mention ในเทศกาล CCCL ซึ่งมีอินสไปเรชั่นจากเรื่องจริง

อวนตามุ้ง มันมีตาที่ถี่มาก เหมือนมุ้งที่เราใช้นอนกัน เป็นข่าวเมื่อปีที่แล้วว่า สภาจะอนุมัติให้ใช้อวนนี้ได้ในการจับปลา”

ด้วยการปรับเนื้อความตาม ม.69 ในร่างกฎหมายประมงฉบับใหม่ (พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558) เปลี่ยนไปอนุญาตให้ใช้ช่องตาอวนเล็กกว่า 2.5 ซม. ล้อมจับในเขต 12 ไมล์ทะเล ตอนกลางคืนได้

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่กฎหมาย เกือบสร้างหายนะใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศทางทะเล

เพราะนอกจากประชากรปลาจะลด วัยอ่อนไม่มีโอกาสได้โต ยังทำลายทั้งห่วงโซ่อาหาร

โชคดีที่สภาไม่โหวตผ่าน ทำให้ยังรอด

“ถ้าชาวประมงใช้ ‘อวนตามุ้ง’ มันจะรวบเอาทุกอย่างที่อยู่ใต้น้ำ เราไม่อยากให้เกิดขึ้น เลยพยายามทำหนังประเด็นนี้ อยากให้คนรู้ว่ามันมีปัญหานี้อยู่”

แม้ เหมือนดาว ไม่ได้ผูกพันลึกซึ้งกับทะเล เป็นเพียงคนที่รักการดำน้ำ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม

“มันเป็นความรู้สึกที่เวลาเราดำน้ำแล้วเห็นอะไรสวยๆ ลูกหมึก ลูกปลาตัวเล็กๆ เลยไม่อยากให้มันหายไป”

นอกจากซีน ‘เด็กสองคน’ ถ่ายทำที่จันทบุรี ยังมีฉาก ประเพณีลอยเรือ ของชาวเลที่ภูเก็ต และ ระบำรองเง็ง ที่เข้มข้นในอารมณ์

ผู้กำกับใช้เวลาลงพื้นที่ คลุกคลีกับชุมชน จนเกิดความไว้วางใจและยินดีที่จะให้ถ่ายทอดเรื่องราว

“พอเป็นเรื่องอวนและประมง ภาพแรกในหัวเลยคือ Visual สุดท้าย ‘ไฟเขียว’ คือไฟที่ใช้ล่อปลาให้เข้ามาตอนกลางคืน ส่วนความเป็นแพ เปรียบเป็นอวน” เหมือนดาวแง้มซีนท้ายสุดที่สุดตราตรึงใจ

มันเกิดขึ้นได้กับเราเหมือนกัน ไม่ใช่แค่กับปลา

“เรื่องนี้พูดทั้ง ‘วัฒนธรรมและวิถีชีวิต’

ถ้าเกิดอวนนี้มันผ่านสภาขึ้นมา มันจะคลุมพวกเราเหมือนอวนที่รวบปลาใต้น้ำ ถ้าเราโดนรวบบ้าง? ปลาหาย วัฒนธรรมหาย วิถีชีวิตชาวเลก็หายไปเหมือนกัน”

ตรงตัวเหมือนชื่อสารคดี ทันทีที่ยกอวนนั้น Up ปลามันจะ Gone หายไป

“เรื่องของเรา มันก้ำกึ่งการเมือง เกี่ยวเนื่องกับกฎหมาย จะได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบอกเสียงให้เห็นว่า ‘วิถีชาวบ้าน’ มันควรจะบาลานซ์กับการมีอยู่ของธรรมชาติ” เหมือนดาวทิ้งท้าย

‘แหล่งชุ่มน้ำ’ แห่งสุดท้าย?
ท่ามกลางโครงการ ‘พัฒนา’

สำหรับอินสไปเรชั่นแรกของ กวิน สิริจันทกุล ผู้กำกับ Hidden Paradise

เกิดจากความหลงใหลในการเดินทางไปสังเกตธรรมชาติ ทั่วฟ้าเมืองไทย

“เราชอบดูข้างทาง เวลาเดินทางบนเส้นทางเดิมแล้วเห็นว่า บางอย่างมันค่อยๆ หายไป แล้วแบบนี้จะส่งผลอะไรหรือเปล่า?”

ไม่ใช่สารคดีที่นั่งสัมภาษณ์จ๋าๆ แต่เป็นแนว Observe ติดตามนักวิจัย ไปตามหาระบบนิเวศดั้งเดิมที่ยังเหลืออยู่ท่ามกลางการ ‘พัฒนา’ ผ่านการเดินทางสำรวจของ ว่าน จิตรทิวัส พรประเสริฐ ช่างภาพสารคดี และ รศ.ดร.กิติเชษฐ์ ศรีดิษฐ นักนิเวศวิทยา ดูได้ทุกวัย แต่สำหรับคนที่สนใจธรรมชาติผิวๆ ชอบเที่ยวป่า เขา อุทยาน บอกเลยว่าสะกิดใจ!

“ผมเชื่อว่าพื้นที่เหล่านี้มันเคยผ่านตาทุกคนมาก่อน ในอีกมุมก็สะท้อนว่า เอ้ย! โครงการนี้ฉันเคยเห็นรัฐโฆษณา พื้นที่นี้มันอยู่ทางบ้านเราหนิ” กวินกำลังพูดถึง เวียงหนองหล่ม ใน จ.เชียงราย

Hidden Paradise สำหรับกวิน มันคือโมเมนต์ที่ได้หลีกจากผู้คน หนีความวุ่นวาย

“เราเกิดและเติบโตในกรุงเทพฯ มีความสุขที่สุด คือได้ไปอยู่กับธรรมชาติ ไม่มีเสียงคนมานั่งคุยกัน แล้วแสงสวย อากาศดี ที่เพิ่งค้นพบใหม่คือ ปากพลี (จ.นครนายก) แค่ใส่สน็อกเกิลลิ่ง นอนลงไปเฉยๆ แล้วดูปลาว่ายน้ำมา เหมือนอยู่ในอควาเรียม”

เมื่อถามถึง ดอกบัว ชูช่อใต้น้ำ และ ปลาซิวสมพงษ์หนึ่งในสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างวิกฤต ตั้งใจจะเล่าแต่แรก หรือเจอระหว่างถ่ายทำ?

กวินเล่าว่า จุดปากพลี เป็นเหมือนพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่บังเอิญอยู่ร่วมกับทุ่งนาของชาวบ้าน ด้วยความที่ปลูกข้าวสายพันธุ์โตตามน้ำ ใช้เมล็ด จึงไม่ได้ปรับสภาพพื้นที่

“กลายเป็นว่า ระบบนิเวศมันยังคงอยู่ ค้นพบมาประมาณ 4 ปีแล้ว ‘ปลาซิวสมพงษ์’ ถูกเจอที่เยอรมนี เหมือนโดนพวกส่งออกปลาสวยงามจับไป แล้วอนุรักษ์ที่นั่นไปค้นพบว่า นี่คือชนิดใหม่ของโลก แล้วก็หายไปจากไทยเลยนับแต่นั้นมา จนมาเจอที่จุดนี้”

“มันเป็นเหมือน Indicator Species ถ้ามีตัวนี้อยู่ แปลว่าสภาพพื้นที่ยังคงความออริจินัล เพราะมันเซนซิทีฟมาก เมื่อก่อนอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่กรุงเทพฯก็มี แต่ตอนนี้หายไป เพราะเปลี่ยนกิจกรรม” กวินเล่าด้วยความอิน

กว่าจะได้มาแต่ละภาพไม่ง่าย อย่างช็อตที่ต้นไม้โต ตั้งกล้องถ่ายไทม์แลปส์ใช้เวลา 1 เดือนเต็ม เจอทั้งเลนส์พัง แบตระเบิด ต้องควักงบตัวเองเพิ่ม แต่สุดท้ายก็พางานชิ้นนี้ คว้า Jury Prize และ SPECIAL AWARD Audience Award ในสายประกวดประเภทสารคดี

หนึ่งในผู้ชมแลกเปลี่ยนความประทับใจ เพิ่งได้รู้ว่ามีอะไรแบบนี้ ว้าวมาก เพราะชื่นชอบไลเคน อยากไปเที่ยวใช้เวลาเงียบๆ ในที่ลุ่มน้ำแบบนี้บ้าง 

พร้อมหยิบข่าว The Eye Thailand (จ.ปทุมธานี) มาชวนคิด ว่านับเป็นที่ลุ่มน้ำด้วยไหม?

“ผมว่ามันเกิดได้หลายรูปแบบ เป็นซากอินทรีย์ที่ทับถมกันเหมือนเกาะลอย อย่างเวียงหนองหล่ม ตอนหน้าแล้งจะแห้งเหมือนสาหร่าย แต่พอน้ำนองจะมีเศษซากใบไหม้ กองเป็นเกาะเล็กๆ ลอยไปลอยมา ว้าวมาก! ผมว่า The Eye Thailand เป็นแบบนั้นเหมือนกัน เมื่อก่อนพื้นที่ลุ่มภาคกลางทั้งหมดของไทย เป็น Wet Land”

กวินแอบเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องยากในการเข้าถึง เพราะไม่ถูกรับรู้ อย่าง ‘เวียงหนองหล่ม’ ถ้าไม่ใช่นักดูนก น้อยคนจะรู้จัก

“ประเทศไทย พื้นที่ชุ่มน้ำ มักจะถูกโปรโมตหลังจากเกิดโครงการมีงบฟื้นฟู เราจะเห็น ‘กว๊านพะเยา’ หรือพวกอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่เขาโปรโมต เมื่อก่อนเคยเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติทั้งนั้นเลย แล้วก็เข้าไปขุด เปลี่ยนเป็นที่ท่องเที่ยว สวนสาธารณะ”

หายไปเมื่อไหร่ก็ได้
เหนือการรับรู้ อยู่นอกการคุ้มครอง

เพราะ ‘ไม่มีคนเห็นว่าสำคัญ’ จึงแทบไม่มีการศึกษา

“อย่างระบบนิเวศที่ปลาซิวสมพงษ์อยู่ ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าทำไมมันถึงชอบอยู่ตรงนี้ หรือเพราะมันมีพืชนี้พืชนั้น นักวิทย์ อพวช.ก็ตามไปด้วย เก็บตัวอย่างน้ำมาเช็กค่า PH ซึ่งก็พบว่าเป็น ‘กรด’ มันสะอาดแบบกินได้เลย” กวินยกวิทยาศาสตร์มาร่วมหาคำตอบ

หรืออย่าง ‘ปากพลี’ ที่ดูแห้งแล้ง แม้จะเข้าฤดูฝนน้ำก็ยังไม่กลับมา เขาพบว่าไม่ใช่น้ำหลักตามธรรมชาติ แต่ผุดขึ้นจากใต้ดิน

“ระบบน้ำตรงนั้น ยังไม่มีใครรู้เลยว่ามันมาจากไหน ใกล้เคียงสุดก็น่าจะเป็นทะเลน้อย ที่ จ.สงขลา หรือบึงละหาน”

ถามถึงประเด็นที่ค้นพบ ทางภาครัฐรับรู้แล้วหรือไม่? กวินเผยว่าล่าสุดส่งตีพิมพ์แล้ว กำลังจะถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของโลก ว่าสปีชีส์นี้ได้ถูกค้นพบในไทย

ชวนให้คิดต่อถึงบทบาทของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่ดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำด้วยไหม?

กวินมองว่า ส่วนมากเป็นพื้นที่เอกชน ของชาวบ้านอย่าง ‘เวียงหนองหล่ม’ ก็ไม่ได้ถูก Recognize ว่าอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เสี่ยงสูงมากอยู่เหมือนกัน ใครหรือหน่วยงานไหนจะเข้าไปทำอะไรกับมัน เมื่อไหร่ก็ได้ โดยไม่ต้องทำ EIA

“มีแต่ชาวบ้านบางส่วน ที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเข้าไปทำงานร่วม เขารู้สึกว่าตรงนี้ต้องอนุรักษ์ไว้”

บอกตามตรง แอบหวั่นๆ เหมือนกันว่าพื้นที่นี้จะหายไป

“เพราะใกล้ๆ ‘ปากพลี’ เพิ่งมีการขยายถนน จาก 2 เป็น 4 เลน คิดว่าน่าจะเพื่อรองรับอุตสาหกรรม ไม่มั่นใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของ EEC ไหม แต่ทางไปปราจีนบุรี”

การค้นพบนี้ ถือเป็นการค้นพบสายพันธุ์ใหม่ๆ ได้มีการประกาศแล้วหรือยัง?

เท่าที่ทราบ กวินบอกว่าจะมีการประชุมประจำปีว่ามีการค้นพบสปีชีส์ใหม่อะไรบ้าง

“แต่การที่เขาจะเลือกประกาศ บางทีก็เป็นเรื่องการเมืองเหมือนกันนะ เพราะจะมีนักวิจัยภายใต้กรมอุทยานกับนักวิจัยในหน่วยงานอื่น จะมีคำบ่นเหมือนกันหมดเลยว่า กรมอุทยานไม่ให้เข้าไปวิจัย ให้แต่คนในอุทยานกันเอง มันกลายเป็นการเมือง ซึ่งมันไม่ควร อันนี้มันเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์”

“มีข่าวนึงตลกมากเลย ที่เข้าไปบริจาคของในห้วยขาแข้ง ตรงลำธาร ซึ่งในเฟซบุ๊กผมเป็นเพื่อนกับนักวิจัยเยอะ ก็ออกมาคอมเมนต์เลย ‘เนี่ย ขอเข้าไปวิจัยไม่ให้เข้าไป ทีอย่างนี้ให้’ คือความย้อนแย้งมันเยอะมาก”

ผู้กำกับเล่าอินไซต์ ที่อาจเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งให้ ‘ความรู้’ ถูกปิดกั้นกระจายออกไป

ทะเลสีดำ ปะการังฟอกขาว
เสียงเตือนภัย ระบบนิเวศวิปริต

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยเห็น

เจ้า ปูทหาร ตัวเล็กจิ๋ว ทำงานอย่างแข็งขัน

ปั้นก้อนกลมๆ เรียงรายบนชายหาด

เกิดเป็นไอเดียให้ อิสรีย์ อรุณประเสริฐ ผู้กำกับ Chronicle of Blue (เรื่องราวสีดำจากทะเลสีคราม) จับกล้องบันทึกเรื่องราว เล่าเรื่องโดยเสียงและ Ambient

“ไปเดินริมชายหาดกับน้องสาว แล้วเหลือบไปเห็น ‘ปูทหาร’ ตั้งคำถามขึ้นมาทันทีเลยว่า ปูแบบนี้เราไม่ได้เห็นมันมานานแค่ไหนแล้ว? แล้วคนอื่นที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือไม่อยู่ใกล้ชายทะเล เขาจะยังเคยเห็นไหม?”

เมื่อเสิร์ชหาข้อมูล ก็พบว่ามันคือตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายหาด จึงนำประเด็นมาเล่นต่อ

ใช้ความใจเย็นและหูตาไว ไปนั่งจ่อมแถวหาดปากบารา จ.สตูล อยู่ 2 ครั้ง ไปที 5-6 วัน รอจังหวะปูออกมา คอยสังเกตว่ามันเดินทางไหน อยู่เป็นกลุ่มก้อนยังไง

“บางที ปูตั้งแก๊งตีกัน อยู่ๆ ก็วิ่งหนี ท้าทายพอสมควรในการถ่ายทำ ใช้ทั้งกล้องและมือถือ”

“ส่วน ‘ปะการัง’ ที่ลงไปถ่ายใต้น้ำ ก็เป็นการ observe เพราะตอนที่ไปเป็นฤดูที่ ปะการังฟอกขาว หมดเลย”

ภาพที่ชวนให้สตั๊น คือความเปลี่ยนแปลงใต้ท้องมหาสมุทร ชนิดที่ยากจะย้อนกลับคืน

เช่นเดียวกับปูทหาร ปั้นทรายเม็ดกลมๆ หลังคัดแยกอาหาร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ใช้เป็นหนึ่งในสัญญาณวัดความอุดมสมบูรณ์ของชายหาด

การที่มันไม่ค่อยปรากฏตัวกำลังตอกย้ำว่า สิ่งก่อสร้าง พฤติกรรมของมนุษย์ ล้วนมีผลกับไม่ต่างกับการที่บ้านถูกรุกล้ำ เซฟโซนถูกทำให้หายไป

หนึ่งในความชื่นใจ คือการได้รับการซัพพอร์ตสปอนเซอร์จากคนโลคัล ทั้งที่พักและค่าใช้จ่ายดำน้ำที่ จ.สตูล

“จริงๆ เรามองว่าการทำสารคดี มันเป็นเรื่องการหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์มากกว่า” อิสรีย์ทิ้งท้าย

คือส่วนหนึ่งของหนังสั้นอาร์ตเฮาส์ แม้พูดหลายภาษา หลากสไตล์ แต่จุดมุ่งหมายเดียวกันคือการ ‘สร้างบทสนทนา’

ทำหน้าที่ทันทีหลังฉายจบ เมื่อชาวสมุทรสาครสนใจขอไปฉาย และเชื่อว่าสถาบันการศึกษาที่สอนเรื่อง Seafood Science น่าจะสนใจดู แน่นอนว่าทางฟิล์มเมกเกอร์ยินดียิ่ง

ด้วยอยากให้เกิดบทสนทนาสาธารณะ เพราะคือหนทางพา ‘สาร’ ไปสู่ประชากรโลก

อธิษฐาน จันทร์กลม