หน้าแรก ประชาชื่น ไม่ใช่ศัตรูแต...

ไม่ใช่ศัตรูแต่อย่าปล่อยให้เป็น‘นาย’ เปิดสูตรสร้างสกิล‘รู้ทัน’ เยาวชนไทย ไม่เป็นทาส AI

13.07.26 | 13:34 น.

การเลื่อนหน้าจอเพียงไม่กี่วินาที อาจทำให้เราได้รับเรื่องราวข่าวสารนับสิบ

แต่ความรวดเร็วไม่ได้เท่ากับ ‘ถูกต้อง’ เสมอไป

เมื่อการแชร์เกิดขึ้นก่อนการตรวจสอบ และอัลกอริทึมผลักให้เนื้อหาแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ‘ทักษะดิจิทัล’ จึงกลายเป็นสกิลสำคัญยิ่งกว่าใช้เทคโนโลยีเป็น

ในสังคมที่ข่าวสารไหลเวียนตลอดเวลา ต้อง ‘คิดเป็น’ วิเคราะห์ได้ รู้เท่าทันข้อมูลก่อนเชื่อหรือส่งต่อ

เพราะเหตุนี้ การสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชนจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญ กองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล

Advertisement

เปิดตัว ‘โครงการสร้างแรงจูงใจและพัฒนาเยาวชนให้มีศักยภาพด้านทักษะดิจิทัล’ เมื่อ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ ห้องอเนกประสงค์ ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ท่ามกลางผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายศาสตร์ ร่วมฉายมุมมองของก้าวต่อไปในการยกระดับ ทักษะดิจิทัลของเยาวชนไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับไว

พร้อมเชื้อชวน คนรุ่นใหม่ มาร่วมกันสร้างคอนเทนต์ดีๆ ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เท่าทันข้อมูลที่ท่วมท้นบนโซเชียล

ปั้นผู้ผลิตสื่อคุณภาพ
หนทางขับเคลื่อน ‘ซอฟต์พาวเวอร์ไทย’

นอกจากจะมีเป้าหมายสร้างแรงจูงใจและพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านการผลิตสื่อดิจิทัลแล้วนั้น

‘โครงการสร้างแรงจูงใจและพัฒนาเยาวชนให้มีศักยภาพด้านทักษะดิจิทัล’ ยังปักธง ในการช่วยส่งเสริมให้เยาวชนสามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การศึกษา การทำงาน และการพัฒนาชุมชน ในทางอ้อม

พร้อมผลักดันการสร้างผู้ผลิตสื่อคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมกระจายเสียงและโทรทัศน์

ใช้พลังของสื่อเป็นกลไกขับเคลื่อน ‘ซอฟต์พาวเวอร์ไทย’ สู่เวทีสากล

รศ.ดร.กมลพร สอนศรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า บอกเล่าถึงเป้าหมายโครงการ ที่มุ่งเน้นสร้างความตระหนักรู้ให้กับเยาวชนอายุ 15-22 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับการผลิตและบริโภคสื่อดิจิทัล

โดยให้เห็นคุณค่าและใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการคิดเชิงดิจิทัลการเล่าเรื่องด้วยข้อมูล การสื่อสาร และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ โครงการยังเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ผ่าน ‘การผลิตสื่อ’ เพื่อพัฒนาเป็นกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อในอนาคต

(จากซ้าย) รศ.ดร.พสชนัน นิรมิตรไชยนนท์ และรศ.ดร.กมลพร สอนศรี

AI ไม่ใช่ศัตรู
ถ้าใช้เป็น และ ‘เท่าทัน’

แม้เยาวชนคนเจนใหม่ จะเติบโตมากับเทคโนโลยีดิจิทัล และคุ้นเคยกับการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์

แต่ รศ.ดร.กมลพรมองว่า ความคุ้นเคย ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้งานได้อย่างมีวิจารณญาณ และมีความรับผิดชอบ

ก่อนอธิบาย ‘จุดอ่อนสำคัญของเยาวชนไทย’ ในปัจจุบันว่า ไม่ใช่การขาดทักษะการใช้เทคโนโลยี แต่ขาดทักษะการรู้เท่าทันสื่อ การตรวจสอบข้อมูล และการใช้สื่อดิจิทัลอย่างมีจริยธรรม ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดโครงการพัฒนาทักษะดิจิทัลในครั้งนี้

“ใช้เป็น กับใช้อย่างมีสติ อย่างรู้เท่าทัน มันค่อนข้างต่างกัน” รศ.ดร.กมลพรเน้นย้ำ ถึงความจำเป็นจะต้องพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับเยาวชน

จินตนาการว่าหากคนรุ่นต่อๆ ไปสามารถใช้สื่อต่างได้ดี ก็อาจกลับไปช่วยชุมชน ท้องถิ่นบ้านเกิด ด้วยการถ่ายคอนเทนต์เผยแพร่องค์ความรู้ต่างๆ ให้กับพี่ๆน้องๆ ในชุมชน

รวมถึงต่อยอดไปยังผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชน ให้มีความรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลมากขึ้น

นอกจากนั้น รศ.ดร.กมลพรยังให้มุมมองจากกระแสถกเถียงเรื่องการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการเรียนและการทำงาน

โดยมองว่า AI ไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกปฏิเสธ เพราะเทคโนโลยีมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้วิธีใช้อย่างถูกต้องและรู้ทันมัน

แม้เจ้าตัวยอมรับว่า ในฐานะอาจารย์ผู้สอน ย่อมพบปัญหานักศึกษานำคำตอบจาก AI มาส่งเป็นผลงานโดยไม่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ ทำให้ผู้เรียนขาดทักษะการกลั่นกรองข้อมูล ทั้งที่ AI เองก็อาจให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดได้

แต่เป้าหมายของโครงการคือการสอนให้เยาวชนใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ ไม่ใช่ใช้แทนกระบวนการคิดของมนุษย์

ทั้งยังฝากถึงเยาวชนที่สนใจเป็นครีเอเตอร์อีกด้วยว่า การผลิตสื่อในยุคดิจิทัล รู้เท่าทัน สำคัญกว่าใช้เป็น ใช้อย่างมีจริยธรรม และตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคม หากได้รับการพัฒนาทักษะอย่างถูกต้อง ก็เชื่อว่าเยาวชนจะสามารถนำผลงานที่สร้างสรรค์ไปใช้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมได้ไม่แพ้ใคร

“เราต้องรู้เท่าทัน AI และต้องเป็นนาย AI ไม่ใช่ปล่อยให้ AI มาเป็นนายเรา” รศ.ดร.กมลพรให้มอตโตไว้เตือนใจ

พัฒนา ‘ฟรี’
พร้อมซัพพอร์ต เยาวชน-ผู้พิการ

นับเป็นโครงการเปิดโอกาสให้เยาวชนทุกกลุ่มเข้าร่วม

ด้าน รศ.ดร.พสชนัน นิรมิตรไชยนนท์ อาจารย์ประจำภาควิชา ศึกษาศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นักศึกษามหาวิทยาลัย หรือเยาวชนผู้พิการ ก็พร้อมต้อนรับ

“โดยผู้พิการจะมีผู้เชี่ยวชาญ พี่เลี้ยง และล่ามภาษามือคอยสนับสนุนตลอดการเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม”

สำหรับผลลัพธ์ที่คาดหวังคือการให้ผู้เข้าร่วมสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ได้อย่างถูกต้อง รู้เท่าทัน และนำไปประยุกต์ใช้ทั้งในการศึกษา ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ผ่านการผลิตสื่อที่มีคุณภาพและความรับผิดชอบ

โดยเปิดรับสมัครเยาวชนจากทั่วประเทศ ก่อนคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมค่ายอบรม 3 วัน 2 คืน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งโครงการจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด

“ภาคเหนือ ที่เรามองไว้จะเป็นจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรามองไว้เป็นขอนแก่น คือเป็นจังหวัดหลัก ที่มีสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่

ถ้าภาคใต้จะเป็นสงขลา ส่วนภาคกลางกําลังตัดสินใจอาจจะเป็นปทุมธานี หรืออยุธยา และกรุงเทพมหานคร” รศ.ดร.พสชนันเผย

ในส่วนของความพร้อมด้านอุปกรณ์เทคโนโลยี มั่นใจว่าไม่มีปัญหาแน่นอน

“ปัจจุบันเยาวชนส่วนใหญ่มีสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์ดิจิทัลที่สามารถใช้เรียนรู้และผลิตสื่อได้อยู่แล้ว เท่านั้นก็เพียงพอต่อการเข้าร่วมกิจกรรม ทางโครงการ พร้อมที่จะสนับสนุนองค์ความรู้และการฝึกอบรมอย่างเต็มที่”

ด้วยให้ความสำคัญกับการเข้าถึงของผู้พิการ ทางโครงการจึงจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม

ไม่ว่าจะเป็นล่ามภาษามือ อุปกรณ์สำหรับผู้พิการทางสายตา ตลอดจนสื่อการเรียนรู้ที่ออกแบบให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

รศ.ดร.พสชนันแย้มว่า ในส่วนของ ‘ผู้พิการทางสายตา’ สามารถใช้แอพพลิเคชั่นเฉพาะเพื่อช่วยในการเรียนรู้ได้ ขณะที่สื่อการเรียนการสอนและคลิปประชาสัมพันธ์ของโครงการจะจัดทำคำบรรยาย (Caption) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมทุกกลุ่ม สามารถเข้าถึงเนื้อหาได้อย่างเท่าเทียม

ไม่ใช่แค่เรียกยอด
ครีเอเตอร์ยุคใหม่ ใส่ใจคุณภาพ

รศ.ดร.พสชนัน ยังแชร์ทริกในการใช้ AI ที่ในปัจจุบันมีให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย

มีทั้งแบบใช้ฟรีและแบบเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์ม มีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเรียนรู้คุณสมบัติของเครื่องมือแต่ละประเภท จะช่วยให้เยาวชนเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมกับงาน

“ช่วงแรกๆ อาจมีแรงต่อต้านอยู่บ้างตอนที่ AI เข้ามา เพราะเรารู้สึกว่ายังรับมือกับการจัดการเรียนการสอนไม่ได้ เด็กหลายคนนำAI มาใช้ทำงานส่งเลย เช่น ส่วนตัวถ้าเป็นภาษาไทย เราจะจับได้
ค่อนข้างง่ายว่านี่เป็นภาษาที่ AI เขียน ไม่ใช่ภาษาตามธรรมชาติของผู้เรียนแต่เราสอนหลักสูตรนานาชาติ ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษ และ AI ก็เขียนภาษาอังกฤษได้ ‘So smooth’ มาก จนแยกได้ยากว่าการบ้านที่เด็กส่งมานั้น เกิดจากความรู้ความเข้าใจของเขาจริงๆ หรือเป็นคำตอบที่ AI ช่วยสร้าง”

แต่ก็พอจะสังเกตได้ว่า ปกติเด็กแต่ละคนมีสำนวนการเขียนประมาณไหน” เป็นข้อค้นพบจากอาจารย์ผู้สอน ที่พร้อมปรับตัวไปกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เช่นเดียวกัน

รศ.ดร.พสชนันยังแสดงความห่วงใย เนื่องจากปัจจุบันสื่อบนโลกออนไลน์จำนวนไม่น้อยมุ่งสร้างยอดผู้ชมด้วยการใช้ถ้อยคำรุนแรง การบูลลี่ หรือการล่าแม่มดบนโลกออนไลน์ ซึ่งอาจสร้างผลกระทบต่อบุคคลและสังคมโดยรวม แต่เชื่อว่าหลักสูตรของโครงการจะช่วยให้เยาวชนเรียนรู้วิธีสร้างสรรค์เนื้อหาที่น่าสนใจโดยไม่ละทิ้งจริยธรรม

พร้อมพิสูจน์ว่า ‘คอนเทนต์คุณภาพ’ สามารถดึงดูดผู้ชมได้ไม่แพ้การสร้างกระแสจากความเกลียดชังหรือความขัดแย้ง

สิ่งที่ทำให้สื่อมีคุณค่าเหนือยอดเอ็นเกจจากผู้ชม คือ ‘ความรับผิดชอบของผู้ผลิต’

เพราะความคิดสร้างสรรค์ที่มาพร้อมสติและจริยธรรม จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมดิจิทัลที่ดีขึ้นกว่าเดิม

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้จนถึงวันที่ 25 กรกฎาคมนี้ ผ่านทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก : ‘โครงการสร้างแรงจูงใจและพัฒนาเยาวชนให้มีศักยภาพด้านทักษะดิจิทัล’ โดยส่งคลิปแนะนำตัวความยาวไม่เกิน 3 นาที พร้อมบอกเล่าเหตุผลที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ และแนวทางการนำความรู้ด้านดิจิทัลไปต่อยอด

พรหมพร เจริญกิจชัชวาล