‘ฐากร’ พาทัวร์ ‘ซัวเถา’
สักการะเจ้าพ่อเสือ-ไหว้สุสานไต้ฮงกง
ขอพรให้คนไทย ประเทศไทย
หลังหายหน้าจากบทบาททางการเมืองและงานสาธารณะไปพักใหญ่ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ อดีตเลขาธิการ กสทช. และอดีตประธานกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้ฤกษ์ชวนคณะสื่อมวลชนออกเดินทางสู่ “ซัวเถา” เมืองชายฝั่งของมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ตามคำสัญญาที่ให้ไว้ว่า “วันหนึ่งจะพาทุกคนไปสัมผัสแผ่นดินบรรพบุรุษของชาวแต้จิ๋วด้วยกัน”
สำหรับฐากร การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงทริปท่องเที่ยว แต่เป็นการกลับไปยัง “รากเหง้า” ของครอบครัวด้วย
เดิมทีครอบครัวใช้นามสกุลจีนว่า “แซ่ตั้ง” ก่อนจะเปลี่ยนเป็น “ตัณฑสิทธิ์” ในประเทศไทย บรรพบุรุษอพยพจากซัวเถามาตั้งหลักปักฐานที่อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ประกอบกิจการค้าพืชผลทางการเกษตรและเครื่องใช้ในครัวเรือน จนสร้างฐานะมั่นคง ดังนั้น การได้กลับมายังบ้านเกิดของบรรพบุรุษ จึงเป็นเสมือนการคารวะผู้ล่วงลับ และย้อนรอยเส้นทางของคนรุ่นก่อนที่เคยจากแผ่นดินแห่งนี้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศไทย

แม้เดือนกรกฎาคมจะเป็นฤดูฝนของซัวเถา ทั้งอากาศร้อนและฝนตกชุก แต่คณะของเรากลับโชคดี ท้องฟ้าเปิดตลอดการเดินทาง ทำให้การขึ้นเขาไปยัง “วัดหยวนซาน” เป็นไปอย่างราบรื่น จุดหมายสำคัญของทริปคือ สักการะสถานที่ซึ่งคนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “ศาลเจ้าพ่อเสือ” แต่เมื่อมาถึงที่นี่ หลายคนกลับพบว่า สิ่งที่เคยเข้าใจมาตลอด อาจไม่ใช่ทั้งหมดของเรื่องราว


แท้จริงแล้ว ศาลแห่งนี้ไม่ได้มี “เทพเสือ” เป็นองค์ประธาน หากแต่เป็น “เสวียนเทียนซั่งตี้” หรือที่ชาวแต้จิ๋วเรียกว่า “เฮียงเทียงเสี่ยงตี่” เทพผู้พิทักษ์ทิศเหนือและผู้ปราบสิ่งชั่วร้าย ส่วน “เสือ” เป็นเพียงสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ผู้พิทักษ์ จึงเป็นที่มาของชื่อ “เจ้าพ่อเสือ” ที่คนไทยเรียกกันติดปาก
ขณะที่ชาวแต้จิ๋วเอง แทบไม่มีใครเรียกที่นี่ว่า “ศาลเจ้าพ่อเสือ” พวกเขารู้จักสถานที่แห่งนี้ในชื่อ “เฮียงบู้ซัว” หรือ “ภูเขาเสวียนอู่” ซึ่งไม่ได้หมายถึงศาลเจ้าเพียงแห่งเดียว แต่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งภูเขา ที่ประกอบด้วยวัด ศาล สำนักปฏิบัติธรรม และสถานที่ประกอบพิธีจำนวนมาก ที่สำคัญ เฮียงบู้ซัวยังเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวแต้จิ๋วที่กำลังจะออกเดินเรือในอดีต ก่อนจะล่องสำเภาไปยังสยาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย พ่อค้าและผู้เดินเรือจำนวนมากจะแวะมากราบขอพรที่นี่ จนเกิดคำกล่าวที่สืบต่อกันมาว่า “ออกทะเล ต้องลาเฮียงบู้ซัว” เพราะเชื่อว่าเสวียน
เทียนซั่งตี้จะคุ้มครองให้เดินทางปลอดภัย และเมื่อชาวจีนอพยพมาตั้งถิ่นฐานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความศรัทธานี้ก็เดินทางข้ามทะเลมาพร้อมกับพวกเขา จนกลายเป็นต้นกำเนิดของศาลเจ้าพ่อเสือหลายแห่งในประเทศไทย
หากจะตีความแบบในคติเต๋า “เสวียนเทียนซั่งตี้” เป็นเทพนักรบ ผู้ปราบสิ่งชั่วร้าย มากกว่าเป็นเทพประทานทรัพย์ มีเกร็ดที่น่าสนใจมาก และแทบไม่ค่อยมีการกล่าวถึง “ทำไมเสวียนเทียนซั่งตี้ถึงมีงูพันเต่าอยู่ใต้พระบาท?” คนไทยมักคิดว่าเป็นสัตว์พาหนะ แต่ความหมายเดิมลึกกว่านั้น…
ในคติเต๋า งูและเต่าคือ “เสวียนอู่” สัญลักษณ์ของทิศเหนือ ธาตุน้ำ และการมีอายุยืน บางตำนานเล่าว่าเป็นปีศาจที่เทพปราบได้ บางตำนานก็ถือว่าเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกับองค์เทพ จึงเห็นรูปงูพันเต่าอยู่แทบทุกศาลที่บูชาเสวียนเทียนซั่งตี้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางความศรัทธาของภูมิภาคแต้จิ๋ว

ในแต้จิ๋ว ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเรียกองค์เสวียนเทียนซั่งตี้ว่า “ฝอ จู่” ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า แต่เป็นคำยกย่องเชิงภาษาถิ่น ใช้เรียกเทพผู้เป็นใหญ่ด้วยความเคารพ สะท้อนการผสมผสานของคติเต๋า พุทธ และความเชื่อพื้นบ้าน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของวัฒนธรรมแต้จิ๋ว งานศึกษาร่วมสมัยของจีนไม่ได้เน้นว่า
“ศาลนี้ศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน” แต่สนใจว่า “เหตุใดศาลแห่งนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางความทรงจำร่วมของชาวแต้จิ๋วทั่วโลก”
นักวิชาการเสนอว่า เมื่อชาวแต้จิ๋วอพยพไปอยู่ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือสิงคโปร์ การกลับมาของเฮียงบู้ซัวไม่ใช่แค่การไหว้เทพ แต่เป็นการ “กลับบ้าน” ในเชิงวัฒนธรรม เป็นการเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับบ้านเกิดและบรรพบุรุษ

ก่อนออกจากวัดหยวนซาน “ฐากร” ยืนมองยอดหลังคาวัดเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่ากำลังคิดอะไร แต่สำหรับคนที่มีบรรพบุรุษจากแผ่นดินแห่งนี้ การได้กลับมายืนตรงจุดที่บรรพชนเคยเดิน เคยกราบไหว้ และเคยอธิษฐานก่อนออกเรือไปสร้างชีวิตใหม่ ย่อมมีความหมายมากกว่าการมาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง
เมื่อถูกถามถึงการขอพร เขากล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ผมได้ตั้งจิตอธิษฐานและขอพร ขอให้คนไทยและประเทศไทยพบแต่ความสุขและความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป”
เมื่อรถค่อยๆ เคลื่อนออกจากเชิงเขา ภาพของวัดหยวนซานก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากสายตา แต่ความเข้าใจเกี่ยวกับรากเหง้าของชาวแต้จิ๋วกลับชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

จากศาลเจ้าพ่อเสือสู่ “สุสานไต่ฮงกง” ที่หมู่บ้านตงแจ่ ตำบลหั่วเพ้ง เขตเตี่ยเอี๊ย เมืองซัวเถา ความน่าสนใจของสุสานแห่งนี้เชื่อมโยงกับคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก เนื่องมาจากเมื่อชาวจีนแต้จิ๋วอพยพมายังประเทศไทยในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ได้นำความศรัทธาต่อไต่ฮงกงติดตัวมาด้วย และยังโยงไปถึง “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ในประเทศไทย ทางมูลนิธิได้อัญเชิญองค์ไต่ฮงกงมาประดิษฐานเป็นองค์ประธาน และยึดถืออุดมการณ์ของท่านเป็นหลักในการดำเนินงาน ทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัย การเก็บศพไร้ญาติ การบรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ งานกู้ภัยและสาธารณกุศล จึงไม่น่าแปลกที่เมื่อพูดถึง “ไต่ฮงกง” คนไทยจำนวนมากจะนึกถึง “ป่อเต็กตึ๊ง” ทั้งที่ต้นกำเนิดความศรัทธาอยู่ที่แผ่นดินจีน
คำถามว่า “ไต่ฮงกง” คือใคร? หากดูตามประวัติที่เมืองซัวเถา ท่านเป็นพระภิกษุในช่วงปลายราชวงศ์ซ่งถึงต้นราชวงศ์หยวน (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 13) เชื่อกันว่า
ไต่ฮงกงเดินธุดงค์เผยแผ่ธรรมะอยู่ในแถบแต้จิ๋ว ปัจจุบันอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง สิ่งที่ทำให้ผู้คนเคารพท่านเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพียงการสอนธรรมะ หากเป็นการอุทิศตนช่วยเหลือผู้คนอย่างไม่เลือกฐานะ ทั้งเรื่องรักษาผู้ป่วย การแจกจ่ายอาหารและยาแก่ผู้ยากไร้ เก็บศพผู้ไร้ญาติและจัดการฌาปนกิจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและผู้ยากลำบาก เป็นต้น
เอกสารท้องถิ่นของแต้จิ๋ว บันทึกว่า มีพระภิกษุชื่อ “ต้าเฟิง” เดินทางจากมณฑลฝูเจี้ยนมายังแถบเฉาหยางในช่วงปลายราชวงศ์ซ่ง และได้รับความเคารพจากชาวบ้านอย่างมาก ตรงนี้ถือเป็นหลักฐานที่ทำให้นักวิชาการจีนจำนวนมากเชื่อว่า “ท่านมีตัวตนจริง” ไม่ใช่บุคคลที่ถูกสร้างขึ้นภายหลัง
เอกสารระบุคล้ายกันหลายฉบับว่า ไต่ฮงกงทำการรักษาโรคด้วยสมุนไพร แจกยาและอาหารแก่ผู้ยากไร้ ดูแลแหล่งน้ำให้สะอาดเพื่อลดโรคระบาด ช่วยเก็บศพผู้เสียชีวิตจากโรคระบาด และริเริ่มสร้างสะพานเพื่อไม่ให้ชาวบ้านเสียชีวิตจากการข้ามแม่น้ำ
เรื่อง “สร้างสะพาน” นี่ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดของประวัติไต่ฮงกง เล่ากันว่าระหว่างก่อสร้างสะพาน ท่านมรณภาพก่อนสร้างเสร็จ แต่ชาวบ้านและเศรษฐีท้องถิ่นร่วมกันสร้างต่อจนสำเร็จ เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของท่าน หลังจากนั้น ชาวบ้านเริ่มสร้างศาลและบูชาท่านในฐานะผู้มีเมตตา ชาวจีนจำนวนไม่น้อยมองว่าไต่ฮงกงคือ “บิดาแห่งการกุศล” ผู้เป็นต้นแบบของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และเป็นเหตุผลที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งยกย่องท่านเป็นองค์ประธานแห่งการช่วยเหลือผู้ยากไร้ เรื่องราวของไต่ฮงกงแพร่หลายมายาวนาน ศาลเจ้าหลายแห่งในแถบซัวเถาและพื้นที่ใกล้เคียงสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงท่าน และยังมีผู้คนเดินทางไปสักการะอยู่เสมอ โดยเฉพาะลูกหลานชาวแต้จิ๋วที่อพยพไปทั่วโลก

ตอนเดินออกจากสุสาน ไม่มีใครพูดอะไรมากนัก ทุกคนต่างเก็บภาพ เก็บความรู้สึกของตัวเองไว้เงียบๆ ลมอ่อนๆ พัดผ่านแนวสนและต้นไม้ใหญ่ เสียงนกดังแว่วเป็นระยะ ราวกับสถานที่แห่งนี้ไม่ต้องการคำอธิบายใดเพิ่มเติม สำหรับบางคน การเดินทางมาซัวเถาอาจเป็นการท่องเที่ยว แต่สำหรับอีกหลายคน โดยเฉพาะลูกหลานชาวแต้จิ๋ว มันคือการได้มายืนอยู่บนผืนดินที่บรรพบุรุษจากมา และได้เข้าใจว่าความศรัทธา ความกตัญญู และการแบ่งปันนั้นเป็นอย่างไร
ซัวเถา…จึงไม่ใช่เพียงเมืองปลายทางของการเดินทาง หากเป็นเมืองที่ทำให้เรื่องเล่าของบรรพบุรุษยังคงเดินทางต่อไป พร้อมกับลูกหลานที่กลับมาเยือนแผ่นดินแห่งนี้คนแล้วคนเล่า!!
กรรณิการ์ ฉิมสร้อย
‘ศาลเจ้าพ่อเสือ’ที่เสาชิงช้าเกิดขึ้นอย่างไร?
หลักฐานไทยระบุว่า ศาลแห่งนี้สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยชาวแต้จิ๋ว เดิมอยู่บริเวณถนนบำรุงเมือง ก่อนจะย้ายมายังถนนตะนาวในสมัยรัชกาลที่ 5
เพราะการขยายถนน แสดงว่าผู้สร้างคือชุมชนชาวแต้จิ๋วในกรุงเทพฯ ไม่ใช่คณะจากศาลแม่ที่ประเทศจีนเดินทางมาสร้าง
แล้วทำไมคนไทยเรียกว่า “เจ้าพ่อเสือ”?
ภายในศาลมีองค์ประธานคือ “ตั่วเหล่าเอี๊ย” หรือ “เสวียนเทียนซั่งตี้” แต่มีรูปเสือและความเชื่อเรื่องเสือผู้พิทักษ์อยู่ด้วย
คนไทยออกเสียงชื่อ “ตั่วเหล่าเอี๊ย” ไม่ถนัด จึงเรียกตามสิ่งที่เห็นเด่นที่สุด คือ “เสือ” จนกลายเป็นชื่อ “ศาลเจ้าพ่อเสือ” และใช้เรียกสืบมาจนทุกวันนี้
ประเด็นที่คนไทยไม่ค่อยพูดถึง สิ่งที่โยงศาลเจ้าพ่อเสือกรุงเทพฯกับเฮียงบู้ซัว ไม่ใช่แค่เทพองค์เดียวกัน แต่คือเครือข่ายของชาวแต้จิ๋วโพ้นทะเล
สำหรับชาวแต้จิ๋วในอดีต การสร้างศาลในต่างแดนมีความหมาย 3 อย่างพร้อมกัน คือ 1.เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนจากบ้านเดียวกัน 2.เป็นที่ประกอบพิธีในเทศกาลสำคัญ และ 3.เป็นสัญลักษณ์ว่าชุมชนแห่งนั้นยังเชื่อมโยงกับบ้านเกิดที่แต้จิ๋ว
เพราะเหตุนี้ เวลาชาวไทยเชื้อสายแต้จิ๋วเดินทางกลับไปไหว้ที่เฮียงบู้ซัว หลายคนจึงรู้สึกว่าเป็นการ “กลับไปหาต้นราก” ของความศรัทธา



