หน้าแรก ประชาชื่น ถอดสูท (สูตร)...

ถอดสูท (สูตร) บริหารฉบับแบงเกอร์ ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ แห่งธนาคารกรุงเทพ

13.06.17 | 18:24 น.

ในแวดวงการเงินไทยมีผู้บริหารที่จบมาจากหลากหลายสาขา ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ที่จบการศึกษาจากสาขาเศรษฐศาสตร์ บัญชี หรือการเงินเท่านั้น ผู้บริหารระดับสูงบางคนจบสาขาวิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ นิติศาสตร์ หรือสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ต่างมีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับ และประสบความสำเร็จโดยเฉพาะในการเป็นแบงเกอร์ (Banker) ได้อย่างดียิ่ง

บุคคลที่กำลังจะพูดถึงเป็นหนึ่งในแบงเกอร์ของธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL ธนาคารที่มีขนาดสินทรัพย์สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ที่ระดับคือ 2.95 ล้านล้านบาท

กำลังพูดถึง ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ปัจจุบันอายุ 49 ปี

จบการศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท 2 ใบ นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมิชิแกน และนิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยชิคาโก จากสหรัฐอเมริกา การศึกษาสูงสุด ปริญญาเอก นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยชิคาโก

“เลือกเรียนนิติศาสตร์ เพราะผมมองว่ากฎหมายเป็นวิชาชีพ หากไม่ทำงานในหน่วยงานภาครัฐ สามารถทำอาชีพส่วนตัวเป็นทนายความได้ ทั้งนี้ มองว่ากฎหมายมันเป็นโซเชียลเอนจิเนียร์ ด้วยสภาพสังคมที่มีความซับซ้อนขึ้นกลไกสำคัญที่จะใช้จัดระเบียบ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากกฎหมาย เกณฑ์และระเบียบ นอกจากใช้ความรู้ตามทฤษฎีจากหนังสือแล้ว ยังต้องสนใจบริบทสังคมเปลี่ยนไป ซึ่งกฎหมายมันทำให้ได้คิดอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้ก็คิดว่าไม่เลวที่เลือกเรียนสาขานี้ หากย้อนเวลากลับได้ไปก็คงไม่เปลี่ยนใจ” ดร.ทวีลาภบอก

Advertisement

อย่างไรก็ตาม เขาได้สะท้อนถึงการศึกษาในประเทศไทยให้ฟังว่า ระบบการศึกษามหาลัยไทย ย้อนหลังไป 30 ปีที่แล้ว ตัวเลือกการเรียนมหาวิทยาลัยมีจำกัด อีกทั้งการเรียนการสอนแบบสอนยังเป็นเหมือนโรงงาน ช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ผ่านมา ทำให้สังคมถูกปฏิวัติ กำหนดว่าสังคมต้องมีฟังก์ชั่นต่างๆ เช่น นักบัญชี วิศวกร นิติกร แพทย์ เป็นต้น ซึ่งการศึกษาก็สอนให้ออกไปทำฟังก์ชั่นเหล่านี้ แต่ผมคิดว่าระบบการศึกษาไทยควรจะต้องปรับปรุง และต้องทำให้คนสามารถทำอาชีพได้หลากหลาย ถึงเวลาเราต้องเปิดใจเรียนรู้เรื่องใหม่

หลังจากจบการศึกษา ดร.ทวีลาภได้เริ่มทำงานตามสาขาที่ร่ำเรียนมา เริ่มจากการเป็นนิติกร สำนักกฎหมาย ที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ราวปี 2532-2535

ก่อนที่จะมีโอกาสย้ายมาทำงานร่วมกับธนาคารกรุงเทพ กว่า 24 ปี ตั้งแต่ปี 2536-ปัจจุบัน เริ่มจากการทำหน้าที่เป็นฝ่ายกฎหมาย และเขายังได้ทำหน้าที่หลากหลายในธนาคาร ทั้งเป็นผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ สาขานิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการของธนาคารกรุงเทพ

ปัจจุบัน เขาดูแลฝ่ายผลิตภัณฑ์และช่องทางบริการของธนาคารกรุงเทพ ที่ผ่านมามีผลิตภัณฑ์และบริการออกมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าหลากหลายกลุ่ม อาทิ บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท ทีพีเอ็น ยูเนี่ยนเพย์ บัตรเดบิตชิพการ์ดบนเครือข่ายระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ ยืนยันการใช้จ่ายผ่านรหัส 6 หลัก แทนการเซ็นลายเซ็นใช้บริการร้านค้าในไทยที่มีเครื่องหมาย TPN และร้านค้าในต่างประเทศอีกกว่า 34 ล้านแห่งใน 157 ประเทศทั่วโลก ที่มีเครื่องหมาย UnionPay

หรือเอาใจคอกีฬาฟุตบอล ด้วยสมุดคู่ฝาก และบัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท แรบบิท เชลซี บัตรเดบิตบัตรแรกในประเทศไทยที่ออกลายบัตร Limited Edition ร่วมกับสโมสรฟุตบอลเชลซี

รวมทั้งบัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท ทีพีเอ็น แรบบิท ศิริราช ซึ่งทุกการสมัครบัตรใหม่ ธนาคารกรุงเทพจะร่วมบริจาค 100 บาท การชำระค่าธรรมเนียมรายปีทุกปีต่อไป ธนาคารร่วมบริจาค 50 บาท และทุกๆ ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตร ณ ร้านค้าต่างๆ ธนาคารร่วมบริจาค 0.2% ของยอดการใช้จ่าย ให้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นต้น

ทำไมจึงเลือกทำงานสายการเงิน

ผมคิดว่าแกนกลางของการศึกษาทุกสาขาวิชาเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นสาขาใด ซึ่งจากเดิมที่สังคมต้องการคนในแต่ละสาขามาทำฟังก์ชั่นต่างๆ ในสังคม แต่เวลาที่เปลี่ยนไป คนในแต่ละวิชาชีพก็สามารถทำงานข้ามกันได้ แม้ว่าผมซึ่งเป็นนิติกรอาจจะไปทำหน้าที่เป็นหมอไม่ได้ แต่วันดีคืนดีเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอาจจะมีหุ่นยนต์ทำบางอย่างอย่างหมอได้ สำหรับธุรกิจธนาคารนั้นเป็นธุรกิจเปิดโอกาสให้คนหลากหลายพื้นฐานสามารถจะเข้ามาทำงานได้ การที่เราได้รับโอกาสได้ทำงานข้ามสายงาน เป็นเรื่องที่ทำให้ได้เปิดมุมมองใหม่ ซึ่งผมไม่ใช่คนแรกแน่นอน เพราะยังมีแบงเกอร์คนอื่นๆ ที่มีพื้นฐานที่ต่างออกไป ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อได้รับโอกาสเราใช้โอกาสนั้น ในการเรียนรู้แล้วใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรามีมากน้อยแค่ไหน และสามารถเชื่อมโยงความรู้ที่มีอยู่และความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำมาพัฒนาตนเอง พัฒนาผลงานได้อย่างไร

“เมื่อเราได้โอกาส เราปฏิเสธที่จะเรียนรู้ไม่ได้ก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้ความรู้ใหม่กันไป ทั้งนี้ ในแวดวงการเงินมีตัวอย่างมากมายและมีคนที่มีแบ๊กกราวด์หลากหลาย อย่างคุณระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ก็เป็นคุณหมอ ธนาคารกรุงเทพ สาขาลอนดอน มีผู้จัดการสาขาที่เป็นสถาปนิก คุณวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัดก็เป็นสถาปนิก จริงๆ แล้วในธุรกิจการเงินเปิดโอกาสให้คนหลากหลายสายงานเข้ามาทำได้”

ธุรกิจการเงินมีความน่าสนใจอย่างไร

ผมว่าธุรกิจการเงินมีพลวัต หรือมีการเปลี่นแปลงอยู่เสมอ สมัยก่อนคนที่อยากจะทำงานการเงินอาจจะหวังได้เป็นผู้จัดการสาขาของธนาคาร เพราะการงานมีความน่าเชื่อถือ แต่วันนึงรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนไปเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ งานที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า อย่างผู้ดูแลความสัมพันธ์ลูกค้า หรือ RM ได้รับความนิยม จะเห็นว่าธุรกิจการเงินมีการผลัดเปลี่ยนรูปแบบ ทำให้ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

อีกทั้งปัจจุบันธนาคารไม่ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่ออย่างเดียว แต่เรื่องการลงทุน ประกัน เข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น พนักงานก็ต้องเข้าใจลูกค้าและความต้องการของลูกค้า ซึ่งลูกค้าที่จะต้องเจอมีความต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้ากลุ่มผู้มีรายได้น้อย ลูกค้าชนชั้นกลาง ลูกค้าที่มีความมั่งคั่ง ซึ่งธนาคารยินดีต้อนรับคนหลากหลายทั้งในส่วนของลูกค้า และพนักงาน

มองธุรกิจธนาคารในอนาคตจะมีรูปแบบอย่างไร

ในยุคนี้ที่เป็นยุค Digitalization ทุกอย่างกำลังเคลื่อนเข้าสู่ดิจิทัล ทั้งในบริบทของประเทศ ธุรกิจทุกธุรกิจ รวมทั้งธุรกิจการเงิน ซึ่งความจำเป็นที่สังคมและประเทศชาติต้องเปลี่ยน เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันประเทศ เชื่อว่าดิจิทัลจะช่วยผลักดันระบบเศรษฐกิจ นโยบายต่างๆ ที่ภาครัฐออกมาเป็นเรื่องที่ดีและเป็นการวางพื้นฐานประเทศในระยะยาว ทั้งโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) การจัดการสวัสดิการรัฐ การดูแลสังคมสูงอายุ เหล่านี้ดิจิทัลเข้ามาช่วยทำให้เกิดประสิทธิภาพด้านการใช้งบประมาณ และจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสังคม โดยเฉพาะเรื่องความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นปัญหาโครงสร้างสังคมไทยได้ ดังนั้นจึงจำเป็นและต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล แม้ในระยะสั้นคนในสังคมจะไม่เข้าใจ ก็ต้องช่วยกันสื่อสารและทำความเข้าใจด้วยการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสม

การเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัล ทำให้เห็นการพัฒนาด้านเทคโนโลยี มีคนที่คิดค้นนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้เห็นกระแส FinTech หรือ Financial Technology ที่เข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจการเงิน ดังนั้น บทบาทของธนาคารในระยะต่อไป จะเห็นการทำงานของธนาคารร่วมกับ FinTech ซึ่งจะทำให้ธนาคารน้องใหม่เกิดเป็นธุรกิจใหม่ที่เชื่อมโยงระหว่างธุรกิจเดิมของธนาคารได้ จะเห็นการชำระเงินรูปแบบใหม่ เช่น QR Code E-wallet หรือบริการสินเชื่อที่เทคโนโลยีจะช่วยให้กระบวนการอนุมัติสินเชื่อเร็วขึ้น เป็นต้น

ส่วนธุรกิจธนาคารในระยะต่อไปนั้นจะแตกต่างจากเดิมไปโดยสิ้นเชิงหรือไม่นั้น อาจจะยังไม่เห็นภาพชัดเจนในระยะใกล้นี้ เพราะธุรกิจธนาคารเป็นธุรกิจที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีความเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่ ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องคำนึงเรื่องความปลอดภัยและความเสถียรภาพของระบบการเงิน

ความปลอดภัยจากเทคโนโลยีไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง

ผมมอง 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก องค์กรธุรกิจอย่างธนาคารต้องให้ความรู้กับลูกค้า รวมทั้งการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการมีการดูแลความเสี่ยงให้รอบด้าน ส่วนที่สอง การดูแลจากองค์กรกลาง อย่างสมาคมธนาคารไทย และ ธปท.ที่ให้ความสำคัญ มีศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน และส่วนสุดท้าย ส่วนของผู้ใช้บริการต้องเรียนรู้ในการสร้างความปลอดภัยตนเอง เช่น การทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์และบริการ การเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวของตนเอง เป็นต้น

“เชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีมีด้านบวกมากกว่าด้านลบแน่นอน แต่ความเข้าใจของคนใช้บริการเป็นเรื่องสำคัญ และเรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ ซึ่งต้องช่วยกันป้องกันทุกฝ่าย เหมือนคนขับรถก็ต้องซื้อประกันรถยนต์ เพราะไม่ว่าเราจะขับอย่างระมัดระวัง แต่บางครั้งอุบัติเหตุไม่ได้เกิดขึ้นจากเรา แต่รถฝั่งตรงข้ามวิ่งมาชนเราเอง เป็นเรื่องที่ป้องกันไม่ได้ แต่หากเราป้องกันไว้ก่อนก็จะช่วยลดความเสียหายได้”

ธนาคารกรุงเทพจะเป็นอย่างไรในอนาคต

ในมุมมองของเราเอง ธนาคารกรุงเทพถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นธนาคารขนาดใหญ่ และมีความสัมพันธ์กับลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกรูปแบบ ธนาคารโพซิชั่นตัวเองว่าต้องสามารถให้บริการกับลูกค้าในทุกรูปแบบและทุกประเภทได้ มีความเข้าใจทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ธุรกิจบุคคล รวมทั้งการที่ธนาคารเป็นธนาคารในภูมิภาคต้องมีการเชื่อมโยงไทยกับภูมิภาคด้วย โดยยึดมั่นเจตนารมณ์ความเป็น ‘เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน’

“แรงผลักจากการแข่งขันในอุตสาหกรรม และแรงผลักจาก FinTech ธนาคารก็ต้องปรับตัว เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจไหน ซึ่งต้องคิดเร็วต้องทำเร็วขึ้น เพราะดิจิทัลทำให้ความคาดหวังของคนใช้บริการเร็วขึ้น และต้องการการตอบสนองรวดเร็ว ทั้งนี้ ในส่วนข้อจำกัดหรือค่าธรรมเนียมที่จะลดลง ธนาคารก็ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้มีความแตกต่างและพิเศษกว่าบริการทั่วไป เพื่อให้ลูกค้าเห็นประโยชน์และเต็มใจที่จะจ่าย อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีจะทำให้มีผู้เล่นใหม่ๆ เข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่เคยเป็นขอบเขตธุรกิจของระบบธนาคาร แต่ระบบธนาคารอาจจะยังไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ของธุรกิจอื่น แต่การที่มีผู้เล่นใหม่ๆ มาสนใจพื้นที่เราเยอะเพราะฉะนั้น ส่วนระยะต่อไปจะเห็นธนาคารรุกขยับเข้าไปในพื้นที่คนอื่นหรือไม่นั้น ก็ไม่ได้ปิดโอกาส แต่ต้องมีความระมัดระวังและประเมินความเสี่ยงที่เหมาะสม”

ความร่วมมือของธนาคารและ FinTech

ธนาคารจะเข้าไปเป็นผู้เล่นและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี โดยตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา ธนาคารได้เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตร R3 (R3 Consortium) ที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญในด้าน FinTech ผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มอุตสาหกรรมการเงิน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และผู้ประกอบการเทคโนโลยีรุ่นใหม่ มีสถาบันการเงินชั้นนำของโลกกว่า 55 แห่งเป็นสมาชิก และธนาคารกรุงเทพถือเป็นองค์กรและธนาคารแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มดังกล่าว เพื่อความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรม แอพพลิเคชั่น และเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ๆ สำหรับรองรับอุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงินในอนาคต

ขณะที่ช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา ธนาคารยังได้ร่วมมือกับบริษัท เนสท์ จัดโครงการ ‘Bangkok Bank InnoHub’ เพื่อค้นหาและคัดสรรผู้ประกอบการ FinTech จากทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก จำนวน 8 ทีม เพื่อเข้าอบรมระยะเวลา 12 สัปดาห์ หลักสูตรระดับสากลที่จะเน้นเนื้อหาที่เป็นประโยชน์โดยตรงกับ FinTech ในด้านเทคโนโลยีด้านการชำระเงิน ด้านกระบวนการรู้จักลูกค้าผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-KYC) การพัฒนาเทคโนโลยีด้าน Machine Learning และปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมทั้งยังได้จัดตั้งบริษัท บัวหลวง เวนเจอร์ส จำกัด ซึ่งธนาคารถือหุ้น 100% ทุนจดทะเบียน 2,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนใน Startup หรือ SMEs ในธุรกิจต่างๆ เช่น MedTech, AgiTech รวมทั้ง FinTech ที่มีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่อง โดยการเข้าไปลงทุนจะถือหุ้นไม่เกิน 10% ตามข้อกำหนดของ ธปท. ทั้งนี้ จะช่วยให้คำแนะนำรวมทั้งจับคู่ธุรกิจ สร้างเครือข่าย เพื่อให้บริษัทนั้นมีการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วย

มีวิธีการจัดการความเครียดจากการทำงานอย่างไร

ผมมองว่า การทำงานกับความเครียดเป็นเรื่องที่อยู่คู่กัน หนีกันไม่ได้ ซึ่งความเครียดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ แต่อยู่ที่ว่าจะสามารถจัดการความเครียดอย่างไร ผมเคยได้ยินคำพระท่านสอนว่า “ถ้าเป็นปัญหาต้องแก้ได้ ถ้าแก้ไม่ได้ต้องไม่ใช่ปัญหา” เมื่อนำมาพิจารณา แม้ว่าประโยคอาจจะดูแปลก แต่ท้ายที่สุดแล้วเป็นการสอนให้รู้จักปล่อยวาง เพราะหากเราคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปัญหา ใจเราก็จะหาวิธีการแก้ปัญหาจนได้ แต่หากวันหนึ่งเรายอมรับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาก็จะสามารถปล่อยวางได้

“การจัดการความเครียดจำเป็นต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเอง ต้องจับจังหวะชีวิตตัวเองให้เหมาะสม ซึ่งไม่มีสูตรสำเร็จ บางคนมีหน้าที่ต้องดูแลครอบครัวอาจใช้กิจกรรมครอบครัวเป็นการคลายเครียด เช่น ไปวิ่งกับครอบครัว หรือไปทานข้าวกับครอบครัว”