การกลับมามีชีวิตของ‘เครื่องตีเหรียญจากอังกฤษ ค.ศ.1900’
ผ่านการซ่อมบำรุงจนกลับมาเดินเครื่องจริง
ณ โรงกษาปณ์

เรื่องราวอันน่าทึ่งเริ่มขึ้นบริเวณสวนภูมิทัศน์ด้านหน้าอาคารโรงกษาปณ์ รังสิต สถานที่ตั้งอันโดดเด่นของสัญลักษณ์ในอดีต เครื่องตีเหรียญ Uhlhorn Presse ที่ถูกนำมาตั้งแสดงไว้ในฐานะหมุดหมายแห่งประวัติศาสตร์การผลิตเงินตราของชาติ แต่ใครจะเชื่อว่าหนึ่งในสัญลักษณ์ที่หลับใหลไปตามกาลเวลา จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาไขลานประวัติศาสตร์ ซ่อมบำรุงจนสามารถกลับมาเดินเครื่องได้จริงอีกครั้งผ่านกาลเวลาที่ล่วงเลยมากว่า 126 ปี
กองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ หรือที่รู้จักในนาม “โรงกษาปณ์ รังสิต” ถือเป็นโรงกษาปณ์แห่งที่ 5 ของประเทศไทย นับตั้งแต่โรงกระสาปน์สิทธิการ ซึ่งเป็นโรงกษาปณ์แห่งแรกของไทย ถือกำเนิดขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2403 โรงกษาปณ์อยู่คู่ประเทศไทยและผ่านตามกาลเวลามายาวนานกว่า 166 ปี ปัจจุบันโรงกษาปณ์ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการผลิตเงินตราเพียงอย่างเดียว แต่ได้พลิกโฉมสู่แหล่งเรียนรู้ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เหตุผลสำคัญที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ดึงดูดให้ต้องมาเยือน คือการผสานเรื่องราวทางประวัติศาสตร์การผลิตเหรียญกษาปณ์แห่งอดีต สู่การผลิตเหรียญด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ควบคู่กับการอนุรักษ์งานช่างฝีมือโบราณในปัจจุบัน
หากคุณมีโอกาสเดินทางมาเยือนอาคารโรงกษาปณ์ รังสิต สิ่งแรกที่จะต้อนรับผู้มาเยือนคือ เงินพดด้วงจำลอง ประติมากรรมทางประวัติศาสตร์ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณสวนภูมิทัศน์ด้านหน้าของโรงกษาปณ์ ขนาบข้างด้วยเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ 2 เครื่อง คือเครื่องตีตราเหรียญ Uhlhorn Presse ที่ใช้ตีตราเหรียญกษาปณ์ไทย มีอายุยาวนานถึง 126 ปี ซึ่งปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่อนุสาวรีย์แห่งการเวลา ทว่าได้รับการ “ชุบชีวิต” ผ่านการซ่อมบำรุงจนกลับมาทำงานและเดินเครื่องได้จริงอีกครั้ง การปลุกเครื่องจักรที่มีอายุย้อนไปตั้งแต่ปี ค.ศ.1900 ให้กลับมาได้อีกครั้ง จึงเปรียบเสมือนการปลุกตำนานเครื่องตีเหรียญโบราณให้กลับมามีชีวิตและลมหายใจ

ย้อนรอยต้นกำเนิดเครื่องตีตรา Uhlhorn Presse
สู่โรงกระสาปน์สิทธิการ
ก่อนที่เราจะไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของโรงกษาปณ์แห่งที่ 5 ของประเทศไทย มาทำความรู้จักก่อนว่าเครื่องตีตราเหรียญ Uhlhorn Presse มีความสำคัญอย่างไรต่อหน้าประวัติศาสตร์ไทย ข้อมูลสำคัญจากกองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ระบุว่า เครื่องตีตรา Uhlhorn Presse ผลิตขึ้นในปี พ.ศ.2443 (ค.ศ.1900) โดยโรงกษาปณ์เบอร์มิงแฮม จำกัด (The Mint, Birmingham, LTD.) ค.ศ.1860-2003 (พ.ศ.2403-2546) (ซึ่งเดิมมีชื่อว่า โรงกษาปณ์ราล์ฟ ฮีตัน และบุตร (Ralph Heaton & Sons Mint) ค.ศ.1817-1860 (พ.ศ.2360-2403) เป็นเครื่องจักรที่ทำงานโดยอาศัยพลังงานจากไอน้ำในการขับเคลื่อนจักรเพื่อส่งแรงกดไปตีตราเหรียญ ด้วยระบบแรงจักรไอน้ำ ผู้ออกแบบคือ ดีดรีช อูลฮอร์น (Diedrich Uhlhorn) มีช่วงเวลาที่ออกแบบราวปี ค.ศ.1817-1830 (พ.ศ.2360-2373) และผลิตในปี ค.ศ.1900 (พ.ศ.2443)
ความสำคัญของเครื่อง Uhlhorn Presse อายุกว่า 126 ปีเครื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่กลไกอันซับซ้อนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ผลงานซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเงินตรา โดยสันนิษฐานว่าได้ถูกใช้งานเพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ ณ โรงกระสาปน์สิทธิการ แห่งที่ 2
ซึ่งเปิดใช้งานในช่วงปี พ.ศ.2418-2445 และต่อเนื่องมายังโรงกระสาปน์สิทธิการ แห่งที่ 3 บริเวณริมคลองหลอด ใน พ.ศ.2445-2515 หรือปัจจุบันคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า) ซึ่งในยุคหลังสันนิษฐานว่าเครื่องจักรนี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนจากระบบแรงจักรไอน้ำมาเป็นระบบไฟฟ้าเพื่อให้ทันต่อยุคสมัย

เหรียญกษาปณ์จากโรงกษาปณ์โรงที่ 2 และโรงกษาปณ์โรงที่ 3
ในรัชกาลที่ 5 และ รัชกาลที่ 6
เหรียญกษาปณ์ที่ผลิตในสมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านโรงกษาปณ์แห่งที่ 2 และ 3 ในช่วงเวลาดังกล่าวที่สำคัญ มีทั้งเหรียญกษาปณ์หมุนเวียน พระบรมรูปรัชกาล-พระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน (ตราอาร์ม) ชนิดราคา 1 บาท, 1 สลึง และเฟื้อง ปี พ.ศ.2443 เหรียญกษาปณ์หมุนเวียน พระบรมรูป-พระสยามเทวาธิราช ประเภททองแดง ชนิดราคา เสี้ยว และอัฐ ปี พ.ศ.2445 รวมถึงชนิดราคา โสฬส ปี พ.ศ.2448
จนถึง ในรัชกาลที่ 6 ยังคงมีการผลิตผ่านโรงกษาปณ์แห่งที่ 3 ที่สำคัญ เช่น เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนพระบรมรูปรัชกาลที่ 6-ไอราพต ชนิดราคา1 บาท ปี พ.ศ.2456 ชนิดราคา 2 สลึง และ 1 สลึง ปี พ.ศ.2458
วิสัยทัศน์ ผอ.กองกษาปณ์
จากแลนด์มาร์กหน้าอาคารโรงกษาปณ์
สู่การชุบชีวิต “เครื่องตีตรา Uhlhorn Presse”

นายชลทิตย์ ไชยจันทร์ ผู้อำนวยการกองกษาปณ์ ผู้บริหารลำดับที่ 25 นับตั้งแต่โรงกระสาปน์สิทธิการ โรงกษาปณ์แห่งแรกของไทย เปิดดำเนินการเมื่อปี พ.ศ.2403 ผู้ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่และเป็นผู้ที่เห็นถึงความสำคัญของการฟื้นชีวิตเครื่องตีเหรียญที่มีมูลค่าทางประวัติศาสตร์โดยการซ่อมบำรุงด้วยส่วนวิศวกรรมเครื่องกลและวิศวกรรมไฟฟ้า จนสามารถใช้งานได้จริง แม้ว่าปัจจุบันเครื่องตีเหรียญนี้จะถูกตั้งเป็นสัญลักษณ์อยู่บริเวณด้านหน้าของโรงกษาปณ์
จุดเริ่มต้นมาจากการมองเครื่องตีเหรียญมีมูลค่าทางประวัติศาสตร์มากกว่าการเป็นอนุสาวรีย์ที่ตั้งอยู่เฉยๆ จริงอยู่ที่เครื่องตีตรา Uhlhorn Presse ทั้ง 2 เครื่องจัดแสดงอยู่บริเวณสวนภูมิทัศน์ด้านหน้าอาคารโรงกษาปณ์ มีความสง่างามและเป็นสัญลักษณ์ของโรงกษาปณ์ แต่ในมุมมองของการบริหารจัดการ อยากให้ทั้งเยาวชน บุคคลทั่วไป รวมถึงนักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึง ‘ชีวิต’ ของเครื่องตีตราที่ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1900 ซึ่งเคยผ่านยุคสมัยของระบบแรงจักรไอน้ำ ที่ใช้ผลิตเหรียญกษาปณ์ในช่วงรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 จึงเกิดความท้าทายว่าจะดีแค่ไหนถ้าสามารถไขลานประวัติศาสตร์ นำสัญลักษณ์ที่ตั้งอยู่กลับมาเดินเครื่องให้คนรุ่นหลังได้เห็นกลไกที่แท้จริงของมันอีกครั้ง
การซ่อมบำรุงเครื่องจักรที่ข้ามผ่านกาลเวลามากว่าศตวรรษไม่ใช่เรื่องง่าย ความท้าทายที่สุดคือคำว่า ‘อายุ 126 ปี’ เครื่องจักรนี้ผลิตโดยบริษัท The Mint, Birmingham, LTD. ตั้งแต่ปี พ.ศ.2443 เทคโนโลยีและวิศวกรรมที่ใช้ในการออกแบบโดยคุณดีดรีช อูลฮอร์น นั้น แม้จะล้ำสมัยมากในศตวรรษที่ 19 แต่ในปัจจุบัน “คุณต้องเข้าใจว่านี่คือเครื่องจักรที่ใช้ระบบแรงจักรไอน้ำในยุคแรกเริ่ม อะไหล่แทบทุกชิ้นไม่มีผลิตที่ไหนในโลกอีกแล้ว” ความท้าทายของการซ่อมบำรุงเครื่องจักรที่มีอายุถึง 126 ปี ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเปิดคู่มือแล้วทำตามได้ ทีมวิศวกรและช่างเทคนิคของโรงกษาปณ์ต้องทำงานกันอย่างหนักในการศึกษาโครงสร้างทางวิศวกรรม วิเคราะห์กลไกของเครื่องจักรนี้ และต้องใช้ทักษะช่างฝีมือในการซ่อมแซมกลไกที่เคยถูกดัดแปลงมาเป็นระบบไฟฟ้า อย่างระมัดระวัง เพื่อให้คงสภาพดั้งเดิมให้มากที่สุด
ความคาดหวังว่าการกลับมามีชีวิตของเครื่องตีเหรียญประวัติศาสตร์เครื่องนี้ คือการยกระดับโรงกษาปณ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ด้านประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการกระบวนการผลิตเหรียญกษาปณ์ ที่จะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในหนังสืออีกต่อไป แต่ผู้มาเยี่ยมเยือนจะได้สัมผัสเครื่องตีตราเหรียญจากประเทศอังกฤษที่มีอายุตั้งแต่ ปี 1900 กลับมาเดินเครื่องโชว์ได้จริงๆ อีกครั้ง ตอกย้ำว่าประวัติศาสตร์ของเรายังมีชีวิตอยู่ วิวัฒนาการของเครื่องจักรตีตราเหรียญในอดีตที่ตีเหรียญออกมาในอัตรา 60 เหรียญ/นาที เทียบกับเครื่องจักรในปัจจุบันที่ตีตราเหรียญในอัตรา 750 เหรียญ/นาที ต้องผ่านวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ยาวนานและมีคุณค่าขนาดไหน
“ปัจจุบันเครื่องตีเหรียญตั้งเป็นสัญลักษณ์อยู่บริเวณด้านหน้าของโรงกษาปณ์ แต่ความตั้งใจคือ การซ่อมบำรุงเสร็จสมบูรณ์จะสามารถเดินเครื่องให้ทำงานได้จริง เราอยากให้เด็กๆ ที่มาทัศนศึกษาที่ศูนย์การเรียนรู้วิวัฒนาการการผลิตเหรียญกษาปณ์ฯ ได้ยินเสียงแท่นเหล็กกระแทกลงบนแผ่นโลหะ ได้เห็นถึงพลวัตที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างเหรียญ 1 บาท หรือเหรียญ 1 เฟื้อง คือการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ไม่ใช่แค่การอ่านตัวหนังสือ”
ตอนที่เหรียญที่ระลึกเหรียญแรกในรอบหลายสิบปี ร่วงหล่นลงมาจากเครื่อง Uhlhorn Presse เครื่องนี้ เรากำลังปลุกจิตวิญญาณของโรงกระสาปน์สิทธิการให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง และปัจจุบัน เราภาคภูมิใจมากที่เครื่องตีเหรียญที่ตั้งเป็นสัญลักษณ์อยู่บริเวณด้านหน้าของโรงกษาปณ์เครื่องนี้ ไม่ได้เป็นแค่อนุสาวรีย์ที่ตายไปแล้ว แต่เป็นกลไกที่ขยับเขยื้อนได้” ผอ.กองกษาปณ์เน้นย้ำเป้าหมายสำคัญ

ตีตราด้วย Uhlhorn Presse อัตราเฉลี่ย 60 เหรียญ/นาที
หมุดหมายใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงการศึกษา
ณ ศูนย์การเรียนรู้ฯ
การกลับมามีลมหายใจอีกครั้งของเครื่องตีตรา Uhlhorn Presse ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางด้านวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำให้ “โรงกษาปณ์ รังสิต” ก้าวขึ้นเป็นหมุดหมายปลายทาง (Landmark) ที่สมบูรณ์อีกแห่งหนึ่งสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้และศิลปวัฒนธรรม (Educational and Cultural Tourism) เหตุผลสำคัญที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ก้าวข้ามจากหน่วยผลิตเงินตราสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ที่ทรงคุณค่า คือการสร้างประสบการณ์แบบ “พิพิธภัณฑ์มีชีวิต” (Living Museum) โรงกษาปณ์ รังสิต มี “ศูนย์การเรียนรู้วิวัฒนาการการผลิตเหรียญกษาปณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์” ที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานราชการ เอกชน บุคคลทั่วไป รวมทั้ง นักเรียน นักศึกษา สามารถเข้ามาเยี่ยมชมวิวัฒนาการการผลิตเหรียญของโรงกษาปณ์ไทย ตั้งแต่โรงกษาปณ์แห่งที่ 1-โรงกษาปณ์แห่งที่ 5 สัมผัสบรรยากาศการตีเหรียญด้วยเครื่องจักรทันสมัย การเปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และผู้ที่หลงใหลในอดีต ได้มายืนอยู่เบื้องหน้าจักรกลปี 1900 ได้มองเห็นกลไก และได้ยินเสียงฟันเฟืองประวัติศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง จึงเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่กระตุ้นให้ผู้มาเยือนได้เชื่อมโยงอดีตเข้ากับบริบทของโลกยุคปัจจุบัน ผ่านการมองเห็นและสัมผัสด้วยตาตนเอง เรื่องราวของเครื่องตีตรา Uhlhorn Presse จากประเทศอังกฤษ ปี 1900 จึงเป็นมากกว่าสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับการซ่อมเครื่องจักร แต่คือปรัชญาของการมองคุณค่าในสิ่งที่เรามี หากเราปล่อยให้อดีตเป็นเพียงสิ่งที่ตั้งอยู่เฉยๆ ให้คนมองผ่าน อดีตก็จะค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา แต่หากเราเลือกที่จะ “ไขลาน” ให้ฟันเฟืองของมันกลับมาทำงาน ประวัติศาสตร์ก็พร้อมที่จะส่งเสียงและเล่าเรื่องราวของมันให้คนรุ่นใหม่ได้รับฟังอีกครั้ง
ท้ายที่สุดการบูรณะเครื่องตีเหรียญโบราณ จึงไม่ใช่แค่การซ่อมแซมเครื่องจักรโบราณแต่คือการ ‘ซ่อมแซมและสืบสานความทรงจำ’ และรับรู้เรื่องราวของเหรียญกษาปณ์ ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ‘นวัตกรรมในอดีตยังคงมีพื้นที่และมีบทบาทสำคัญในโลกอนาคต’

สำหรับใครที่สนใจอยากไปสัมผัสเครื่องตีตราประวัติศาสตร์เครื่องนี้ หรืออยากเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวิวัฒนาการของเงินตราไทย สามารถไปเยี่ยมชมได้ที่ ศูนย์การเรียนรู้วิวัฒนาการการผลิตเหรียญกษาปณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (The Royal Thai Mint Learning Centre) ซึ่งตั้งอยู่ภายในกองกษาปณ์ ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เปิดให้เข้าชมในวันและเวลาราชการ
กัญญารินทร์ ไชยจันทร์
นักวิจัยชำนาญการพิเศษ
สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



