‘คุก’ใกล้ตัวกว่าที่คิด
เมื่อคนไทยไม่รู้กฎหมาย
ประเทศจ่าย (ค่าเสียโอกาส) ปีละ 3 แสนล้าน?
เป็นยุคสมัยที่ไม่ว่าใครก็เสี่ยง ‘ติดคุก’
ด้วยข้อหาอันเนื่องมาจากความกดดัน เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
เมื่อเงินในกระเป๋าสตางค์เริ่มถดถอยไม่พอจ่าย สวนทางเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอย่างรุดหน้า สื่อถูกผลิตเพื่อการบริโภคอย่างรวดเร็วไม่หยุดยั้ง จนไม่ทันชั่งใจ
สิ่งที่ดูเป็นกิจวัตร อาจเปลี่ยนสถานะให้เราเป็น ผู้ต้องหา
กระทำความผิดในฐานรับพัสดุแทนเพื่อนบ้าน ยืมรถเพื่อนสนิทมาใช้ โพสต์ รีวิวสินค้า บริการที่พักแบบแย่ๆ รับสายเบอร์ที่ไม่รู้จัก หรือแม้แต่จ้างหิ้วสัมภาระข้ามประเทศ จนกลายเป็นอาชญากรเพียงข้ามคืน
ในวาระที่ ธรรมศาสตร์ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ 1 ของโลก มหาวิทยาลัยด้านความยั่งยืน ตามเป้าหมาย SDG 16 (สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง) ปี 2026 ฝ่ายงานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พาอัพเดตชุดข้อมูล ‘กฎหมายเบื้องต้น 101’ ที่ประชาชนควรต้องรู้
ในวงเสวนา “หลังพิงฝา หน้าพิงกรง : ก้าวพลาด หรือโดนผลัก!? เมื่อ ‘คุก’ ใกล้ตัวกว่าที่คิด” เมื่อ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา
พาสำรวจเส้นทางความเปราะบาง ตีแผ่สถานการณ์จริงเรือนจำประเทศไทย
แนะปรับบทบาทฟื้นฟู
แยกผู้ต้องขังเด็ดขาด เวิร์กกว่าสร้างคุกเพิ่ม
แล้วคุกบ้านเราล้นจริงไหม?
รศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด คณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. หยิบยกตัวเลขจากฐานข้อมูลระบบราชทัณฑ์ ระบุว่า ไทยมีผู้ต้องขังราว 301,020 คน ซึ่งเกินกว่าความจุเรือนจำ 240,000 คน
สาเหตุเป็นเพราะอะไร?
คีย์เวิร์ดคือว่า ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ที่เรามักพูดถึงการขาดรายได้ แต่สำหรับ รศ.ดร.สุปรียา ยังเห็นประเด็นขาดโอกาส ถูกกีดกัน เข้าไม่ถึงบริการ ตัดสินใจผิดพลาดจากการขาดซึ่งข้อมูลที่เพียงพอ
โดยชี้ว่าผู้ต้องขังประมาณ 70% มาจาก ‘คดียาเสพติด’ อีกทั้งยังมีประเด็นปัญหา ‘สุขภาพจิต’
ดังนั้นการ ‘ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อลดความเปราะบาง’ คือวิธีตัดวงจรติดคุกซ้ำ ตั้งแต่ต้นทาง
“ธรรมศาสตร์ เราประสบความสำเร็จในฐานะมหาวิทยาลัย แต่สอบตกในระดับประเทศ จะทำอย่างไรให้สถานการณ์ผู้ต้องขังดีขึ้นได้ อาจต้องหันกลับมาเปลี่ยนมายด์เซตว่า ‘เรือนจำควรทำหน้าที่อะไร?’”
คณะบดีคณะนิติศาสตร์เสนอเรือนจำปรับบทบาทใหม่
‘มาตรการในการฟื้นฟู การลงโทษในเชิงทางเลือก และการทำระบบการคืนคนดีสู่สังคม’ ควรเป็นที่ทิศทางในอนาคต
โดยอาจเริ่มจากปรับ ‘ตัวชี้วัด’ เป็นมองว่า ‘จะฟื้นฟูได้อย่างไรบ้าง’ รวมถึงการมีระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น ดูแลปัญหาในเชิง ‘สุขภาพจิต’ มีมาตรการเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังที่มีลักษณะแตกต่าง ทั้งเด็ก ผู้หญิง ผู้สูงอายุ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ
“พอยต์สำคัญคือ ควรแยกระหว่างคนที่มีคำพิพากษาถึงสุดที่กับคนที่ยังไม่มีคำพิพากษา เพื่อให้ไม่เกิดแพตเทิร์นเรียนรู้การกระทำผิดที่แอดวานซ์”
คณบดีนิติฯยังแนะลงทุนงบประมาณไปกับ ‘ระบบติดตาม’ ช่วง 6 เดือนอันตรายหลังพ้นโทษ มากกว่าการ ‘สร้างคุก’ หรือหามาตรการเพิ่ม เพราะ cost เกิดขึ้นกับความปลอดภัยของสาธารณะ ที่ทั้งสังคมต้องช่วยกันแบก
รวมถึงเพิ่มการลงทุนในมุม ‘ทุนมนุษย์’ เพื่อเตรียมพร้อมในการกลับคืนสู่สังคม หยุดวงจรกระทำผิดซ้ำ
ถอดบทเรียนคดีแอร์สาว-หมอนโดเรมอน
ปลุกปชช.รู้กฎหมาย ในยุคที่ใครก็เสี่ยงคุก
ทางด้าน ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ. เริ่มจากยกข้อมูล ‘WJP Rule of Law Index’ ซึ่งจัดทำโดย World Justice Project ที่วัดความมีหลักนิติธรรม ซึ่งไทยอยู่อันดับ 76 สอบผ่านแบบคาบเส้น
หมวดที่น้อยที่สุดคือ ‘กระบวนการยุติธรรม’ ได้ 42 เต็ม 100 คะแนน
น้อยที่สุดคือ ‘ราชทัณฑ์’ 27 เต็ม 100
“เขาเช็กเอาต์ออกมา แล้วเช็กอินกลับเข้าไปใน 3 ปี สูงถึง 80% หมายถึงว่าเราส่งคนเข้าไปในคุก ข้างในไม่สามารถแก้ไขฟื้นฟูเขาได้ จึงวนกลับเข้าไป”
เรามีความคิดในใจว่า คนบางคนอาจทำผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ เรามีแอร์สาว แป้งก็คือแป้ง อาจไม่รู้ว่าสิ่งอยู่ในถุงคืออะไร แต่กฎหมายไม่สนใจ สนใจว่าคุณตั้งใจถือของสิ่งนั้นหรือไม่” ผศ.ดร.รณกรณ์เน้นย้ำ
จากนั้นหยิบกรณี ‘หมอนโดเรมอน’ ถ้าเป็นสามีเราก็คงอยากประจาน แต่ในสายตานักกฎหมาย เงินที่จะได้จากการฟ้องชู้ ไม่เพียงพอให้ชนะการสู้คดี ‘หมิ่นประมาทและ PDPA’
“การที่เราไปรุมด่าดารา ถ่ายคลิปวิจารณ์ เส้นกฎหมายมันบางมาก เราจะผิดเมื่อขาย ส่งออกนอกประเทศ หรือจำหน่ายจ่ายแจกให้กับประชาชน ถ้าส่งในกลุ่มไลน์ไม่ผิด แต่ถ้าเป็นคลิปเด็กเมื่อไหร่ แค่กดเซฟไว้ก็ผิดแล้ว”
ผศ.ดร.รณกรณ์ยกเคสจริง เพื่อตอกย้ำถึงเหตุผลที่ทุกคนควรเรียนรู้ข้อกฎหมาย
ซึ่งยังเป็นหนึ่งในมิชชั่นของคณะ นอกจากอบรมข้อกฎหมาย ยังมี ‘ศูนย์นิติศาสตร์’
“เรียกได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยเดียวในประเทศ ที่ไม่เพียงให้คำปรึกษา แต่ ‘มีทนายความไปว่าความในชั้นศาลให้กับประชาชน’ ถ้าคุณเปราะบาง ไม่มีค่าใช้จ่าย คุณมาที่เรา”
คือสิ่งที่คณะพยายามทำ แน่นอนว่าไม่ได้สตางค์จากเรื่องนี้ แต่เป็นอีกแรงที่ช่วยให้เรือนจำแออัดลดลง
ไม่รีรอเช็กข้อมูลเรียลไทม์ ปัจจุบันมีนักโทษกว่า 320,000 คน ในจำนวนนี้ยังไม่มีคำพิพากษา 100,399 คน
“ถ้าเราเอาคนกลุ่มนี้ออกได้ ทำให้คนเหล่านี้รู้กฎหมาย ผมเชื่อว่าจะทำให้สังคมใช้เม็ดเงินไปในสิ่งที่ควร และผลักดันสังคมไปได้ไกลกว่านี้ เดินหน้าสู่เป้าหมาย SDG 16 ไปด้วยกัน”
“แรงบีบอัดของราชทัณฑ์ งบตกอยู่ที่ประมาณ 70,000 บาทต่อคนต่อปี ในขณะที่นอร์เวย์ คุกโล่งมาก เขาใช้เงินลงทุนนักโทษต่อคน 4.5 ล้านบาท”
ผศ.ดร.รณกรณ์กำลังอธิบายด้วยความเข้าใจว่า ด้วยจำนวนเงินที่ลงไป ย่อมคาดหวังผลลัพธ์ที่แตกต่างได้เหมือนกับการจ้างผู้รับเหมา
“เราใช้วิธีการ ‘อภัยโทษ’ ในเดือน ก.ค.-ส.ค. เพื่อให้ตัวเลขกลับมาดี แล้ววงจรนี้ก็จะวนกลับมาอีก แต่ยังไม่ทันแก้ไขเขาเสร็จ ถึงเวลาต้องเอาออก”
ไทยใช้โมเดลพ่อ ญี่ปุ่นใช้โมเดลแม่ เขามี ‘บ้านกึ่งวิถี’ มีอาหารให้กิน มีงานให้ฝึกก่อน ตั้งอยู่ใจกลางเมืองชินจูกุ ในขณะที่ไทย ‘บ้านกึ่งวิถี’ ได้งบปีล่าสุด 1 ล้านบาททั่วประเทศ โดยวิธีการขอที่วัด รับคนเหล่านี้เข้าไปอยู่ ออกมาโดยที่ยังไม่พร้อม แล้ววนกลับเข้าไป”
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญา พาตั้งคำถามใหม่ว่า เราจะทำให้คนกลุ่มนี้กลับมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ โดยไม่ตกหล่น ได้อย่างไร?
“เราปกป้องไม่ให้เกิดเหยื่อซ้ำในอนาคตได้มากแค่ไหน? ถ้าเราต้องการตัวเลข อาชญากรเยอะๆ ผมว่าเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด แล้วไทยจะไม่มีวันไปถึง SDG 16 ได้เลย” ผศ.ดร.รณกรณ์ทิ้งท้ายด้วยข้อห่วงใย
เล่าเคส ‘บัญชีม้า-นายหน้า’
เมื่อทุกคนเสี่ยงเปราะบาง-ชวนร่วมสร้าง ‘ระบบคุ้มครอง’
เพื่อตัดวงจรติดคุกซ้ำ รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวินคณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ.
ชวนมอง Journey ตั้งแต่ก่อนก้าวขาเข้าเรือนจำ
จากประสบการณ์ที่เคยสัมภาษณ์ พบว่าหลายร้อยคนทรุดในช่วงที่เกิดโควิด
จากที่เคยทำงานปกติ วันหนึ่งค่าใช้จ่ายยังอยู่ แต่ไม่มีรายได้อีกต่อไป จึงผันตัวไปเป็นนายหน้าให้ญาติที่ขายบริการทางเพศ เก็บค่าหัวละ 500 บาท
“วันหนึ่งมีน้องอายุต่ำกว่า 18 ปีถูกตำรวจจับ ต้องติดคุก 18 ปี อีกคนหนึ่งได้รับการแนะนำจากญาติหลายๆ คนให้ ‘เปิดบัญชีม้า’ ติดคุก 16 ปี”
“อีกเคส ข้าราชการเอาเรือพาชาวโรฮีนจาข้ามมาไทย เขาได้รับการสั่งจากผู้บังคับบัญชา ใครจะคิดว่า ‘นายทหาร’ เป็นกลุ่มเปราะบางได้เหมือนกัน เมื่อไม่มีอำนาจตัดสินใจด้วยตัวเอง” รศ.ดร.อัจฉราชวนมองให้ลึกถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา
ก่อนฉายภาพเรือนจำใน จ.ลำปาง ซึ่งส่วนมากเป็นผู้ที่มีอายุ 60-69 ปี นอกจากมีปัญหาสุขภาพกาย-ใจ บางคนมียังมีภาวะพิการ ซึ่ง facility ในเรือนจำไม่เอื้อ
“เขาควรมีสิทธิรักษา ดูแลสุขภาพร่างกาย อาหารและยา รวมถึงในเรื่องการติดต่อญาติ บางทีมีหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องโทษ ไม่มีโอกาสได้เจอลูก ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง ‘นอร์เวย์’ จะมีห้องให้แม่และลูกได้เจอกันเป็นครั้งคราว รวมถึงมี Caregiver ที่ดูแล”
ที่ผ่านมา คณะได้เข้าไปช่วยจัดโครงการ‘โรงเรียนผู้สูงอายุในเรือนจำกลางลำปาง’ ให้ความรู้ในการทำงาน เตรียมตัวเตรียมใจ แต่ก็ต้องอาศัยการร่วมมือกันเพื่อให้มีระบบติดตาม
“เพราะบางคนออกไป มันครึ่งชีวิตของเขาแล้ว เขาไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อไปยังไง ทำให้เกิดปัญหากระทำผิดซ้ำ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากเป็นคนดี แต่โครงสร้างสังคมไม่เอื้อ” รศ.ดร.อัจฉราระบุ
ค่าเสียโอกาสปีละ 3 แสนล้าน
แนะให้โอกาส ‘ผู้ก้าวพลาด’ ร่วมกู้เศรษฐกิจชาติ
เพื่อพิชิตเป้า SDG สร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนได้ตามภารกิจของประเทศ ในเวทีสากล
ผศ.ชล บุนนาค ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน มธ. ชวนมองจุดที่ไทยต้องทำงานเพิ่ม โดยเริ่มจาก ไม่ทิ้งกลุ่มเปราะบางไว้ข้างหลัง
แม้ที่ผ่านมาเห็นความก้าวหน้า เช่น ‘สัดส่วนการคุมขังก่อนได้รับคำพิพากษา’ และ ‘ความสามารถในการเข้าถึงระบบยุติธรรม’ ที่ดีขึ้นบางช่วง แต่ยังมีอะไรที่ต้องทำอีกค่อนข้างมาก เช่น ‘อัตราการติดเชื้อวัณโรค’ ที่สะท้อนสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำ
ในแง่บวกเราเห็น ‘ตั้งต้นดี วิสาหกิจเพื่อสังคม’ ที่ภาคเอกชนอย่าง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เข้ามาร่วมมือในลักษณะเป็น ‘บัฟเฟอร์’ ระหว่างผู้ก้าวพลาดกับงานที่มีคุณค่า
แต่ยังมีข้อเราอยู่ในสถานะวิกฤต (สีแดง) คือ 1.คอร์รัปชั่น 2.การเวนคืนที่ดิน ที่เป็นไปอย่างถูกกฎหมายและได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม และ 3.การก่ออาชญากรรม ซึ่งเป็นรากแท้จริงของหลายปัญหา
“แม้มีความพยายามของหน่วยงานรัฐ แต่ก็ยังอยู่ในระดับวิกฤต ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงเป้าหมายหลายตัว เช่น SCG 5 เป็นเรื่องผู้หญิงและครอบครัว และ SDG 16 เรื่องของอาชญากรรมและผู้ต้องขัง
หากมองในมุมของสหประชาชาติ ซึ่งสะท้อนกลับมาว่า แล้ว หน่วยงานรัฐจะจัดการเรื่องความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างไร? เพราะเป็นรากฐานของปัญหาหลายตัว”
มองในมุมนักเศรษฐศาสตร์ ข้อมูลเชิง Labor Productivity เฉลี่ยใน 1 ปี แรงงาน 1 คน (รวมทุกเซ็กเตอร์) ผลิตมูลค่าทางเศรษฐกิจ ได้ประมาณ 1.1 ล้านบาทต่อปี
“ลองคิดดูว่าถ้าคน 320,000 คนออกมา จะสามารถสร้างรายได้คูณเข้าไป ประมาณ 300,000 ล้านบาท/ปีเลยทีเดียว ดังนั้นมันเป็น ‘ปัญหาด้านเศรษฐกิจ’ ถ้าเราไม่สามารถพาเขากลับเข้ามาสู่ระบบ เป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพ”
“ถ้าลดลงมาหน่อยก็คือ 1.5 แสนล้านบาทต่อปี คือค่าเสียโอกาสที่ประเทศเผชิญอยู่ ในสถานะที่การคลังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เก็บภาษีไม่ค่อยได้ นี่อาจเป็นสิ่งที่เราต้องมาให้ความสำคัญจริงๆ” ผศ.ชลเน้นย้ำ
โจทย์คือ ‘จะทำอย่างไรให้ชุมชนมีศักยภาพ’? เพื่อช่วยกันเป็นหูเป็นตา ถึงเวลาต้องมองทางเลือกอื่น ให้ภาคประชาสังคม มหาวิทยาลัย อสม. ช่วยกันเป็นตัวกลาง จะเพิ่มแรงกระเพื่อมที่กว้างขวางกว่าเดิม
“สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Public Awareness เรื่องนี้มีน้อยมากๆ เมื่อคนตื่นรู้น้อย ก็จะส่งผลต่อสิ่งที่สังคมส่งให้ ‘นักการเมือง’ ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย”
‘เราทำงานกับสังคมน้อยเกินไป’ เป็นทั้งโจทย์และบทเรียนที่มองเห็น
“การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่การสอนเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ต้องทำให้คนเป็นคนที่เข้าใจในสังคมและโลก มี Empathy และมีหลักสิทธิมนุษยชนอยู่ในใจ
‘ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงความต้องการพื้นฐาน’ ถ้ามีแนวคิดแบบนี้อยู่ในใจ จึงจะขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า สู่หลักสากลได้ในทุกภาคส่วน” ผศ.ชลชี้ชวนให้เริ่มจากปรับฐานคิด
อธิษฐาน จันทร์กลม
คำชี้แจงจากราชทัณฑ์
“ตามที่มีการจัดงานเสวนาทางวิชาการและมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ผู้ต้องขังในเรือนจำไทย รวมถึงประเด็นอัตราการกระทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษนั้น
กรมราชทัณฑ์น้อมรับและเปิดกว้างพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาควิชาการ นักวิจัย และทุกภาคส่วน ในสังคม เกี่ยวกับสถานการณ์ผู้ต้องขังและแนวทางการลดการกระทำผิดซ้ำ เพื่อนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบราชทัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะเป้าหมายของงานราชทัณฑ์คือการทำให้ผู้ก้าวพลาดสามารถกลับมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ลดการกระทำผิดซ้ำ และสร้างความปลอดภัยให้แก่สังคม โดยตระหนักดีว่าปัญหาคนล้นเรือนจำและวงจรการทำผิดซ้ำนั้น เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างระดับมหภาคที่เชื่อมโยงกับมิติต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันแก้ไขทั้งระบบอย่างเป็นองคาพยพ ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ขอเรียนชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกันว่า ข้อมูลสถิติที่มีการระบุว่าผู้พ้นโทษกลับมากระทำผิดซ้ำสูงถึงร้อยละ 80 นั้น มีความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงค่อนข้างมาก เนื่องจากตัวเลขสถิติตามมาตรฐานสากลที่กรมราชทัณฑ์ได้จัดเก็บระบบข้อมูลในปี พ.ศ.2568 ที่ผ่านมา พบว่าอัตราการกระทำผิดซ้ำของผู้พ้นโทษเฉลี่ยจริงอยู่ที่เพียงร้อยละ 17.50 เท่านั้น
โดยปัจจุบันกรมราชทัณฑ์ได้พลิกโฉมและปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานให้ทันสมัย แตกต่างจากในอดีตที่เน้นเพียงการคุมขัง โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังผ่านมาตรการทางการศึกษาและการพัฒนาพฤตินิสัยอย่างเข้มข้น พร้อมทั้งขับเคลื่อนนโยบายสำคัญอย่าง “บ้านก้าวใหม่ให้โอกาส” สถานพักพิงชั่วคราวสำหรับผู้พ้นโทษที่ไร้ที่อยู่อาศัย เพื่อให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการ “ตั้งสติก่อนสตาร์ต” ก่อนกลับคืนสู่ชุมชน โดยภายในบ้านก้าวใหม่ให้โอกาสนี้ จะมีการจัดหางานและฝึกทักษะวิชาชีพที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานจริง เพื่อสร้างเกราะป้องกันและเตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดทั้งด้านร่างกายและจิตใจให้พวกเขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง
กรมราชทัณฑ์ยืนยันว่าจะเดินหน้าพัฒนาระบบการแก้ไข ฟื้นฟูผู้ต้องขังบนพื้นฐานของหลักวิชาการ หลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมเปิดรับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันยกระดับระบบราชทัณฑ์ไทยให้สามารถสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสังคม การคืนคนดีสู่สังคม และการลดการกระทำผิดซ้ำได้อย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่การสร้างความปลอดภัย ความสงบสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนโดยรวม”
19 กรกฎาคม 2569

