หน้าแรก ประชาชื่น ‘บ้านดินเหราผ...

‘บ้านดินเหราผิง’ถึง‘บ้านตระกูลหวั่งหลี’ 2 บ้าน 2 บทชีวิตชาวแต้จิ๋วรุ่นอพยพ

24.07.26 | 12:53 น.

หากอยากเข้าใจว่าบรรพบุรุษชาวจีนแต้จิ๋วใช้ชีวิตอย่างไร ก่อนจะลงเรือสำเภาข้ามทะเลมาสร้างตัวในสยาม การเดินทางไปซัวเถาอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นที่วัดดังหรือถนนโบราณเสมอไป

บางครั้ง…คำตอบกลับซ่อนอยู่ใน “บ้าน”

บ้านหลังหนึ่ง เล่าเรื่องความยากจน การอยู่รอด และการพึ่งพากัน

ขณะที่อีกหลัง บอกเล่าเรื่องความสำเร็จของลูกหลานที่ออกไปสร้างฐานะไกลถึงต่างแดน ก่อนหวนกลับมาตอบแทนแผ่นดินเกิด

Advertisement

สองบ้านที่ว่านั้นคือ “บ้านดิน” หรือ “ถู่โหลว” ที่อำเภอเหราผิง และ “บ้านตระกูลหวั่งหลี” หรือ “คฤหาสน์ตระกูลเฉิน” ที่หมู่บ้านเฉียนเหม่ย เขตเฉิงไห่ เมืองซัวเถา บ้านทั้งสองแห่งนี้เปรียบเสมือน “ต้นทาง” และ “ปลายทาง” ของชีวิตชาวจีนโพ้นทะเลยุคบุกเบิก

เมืองซัวเถา (Shantou) ในมณฑลกวางตุ้ง คือบ้านเกิดของชาวแต้จิ๋วจำนวนมหาศาล และเป็นถิ่นฐานเดิมของคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากในเมืองไทย ทุกครั้งที่เดินอยู่บนแผ่นดินแห่งนี้ จึงเหมือนกำลังเดินอยู่บนร่องรอยของบรรพบุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยจากบ้านเกิด เพื่อลงเรือสำเภามุ่งหน้าสู่สยามในช่วงศตวรรษที่ 18-19

เมื่อบ้านหนึ่งหลังคือทั้งหมู่บ้าน

“บ้านดิน” หรือ “ถู่โหลว” หลายคนเข้าใจว่ามีเฉพาะในมณฑล ฝูเจี้ยน แต่ความจริงแล้ว อำเภอเหราผิงซึ่งอยู่ติดกันก็มีบ้านดินลักษณะเดียวกัน เพราะผู้คนสองพื้นที่นี้มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกันมายาวนานหลายร้อยปี

ทันทีที่ก้าวผ่านประตูไม้บานมหึมา ความรู้สึกแรกคือราวกับกำลังเดินเข้าไปในหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน…ที่ถูกซ่อนอยู่ภายในกำแพงบ้านใหญ่เพียงหลังเดียว…

ประตูทางเข้าบ้านแต่ละหลังจะมีลักษณะเดียวกัน

บ้านดินเหราผิงไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความสวยงาม หากแต่สร้างขึ้นเพื่อ “ความอยู่รอด” กำแพงดินอัดหนาเกือบสองเมตรช่วยรับมือทั้งโจรผู้ร้าย ความไม่สงบ และภัยธรรมชาติ ประตูไม้ขนาดใหญ่แข็งแรงปิดได้เหมือนป้อมปราการ ขณะที่ภายในกลับอบอุ่นอย่างน่าประหลาด

ตรงกลางเป็นลานกว้าง รอบลานคือบ้านที่ซอยเป็นหลังๆ เรียงตัวหันหน้าเข้าหาลานกลางบ้านกันทุกหลัง เพียงยืนอยู่กลางลานแล้วเงยหน้ามองขึ้นไป จะรู้สึกเหมือนสถาปัตยกรรมทั้งหลังโอบอุ้มผู้คนเอาไว้เป็นครอบครัวเดียวกัน ไกด์นำชมเล่าว่า บ้านดินแห่งนี้เคยมีผู้คนอาศัยอยู่ราว 600 คน ส่วนใหญ่ใช้นามสกุลเดียวกัน เป็นทั้งปู่ย่า ตายาย ลุง ป้า น้า อา พ่อแม่ ลูก หลาน และเหลน อยู่ร่วมกันหลายชั่ว
อายุคน

แต่ละครอบครัวมีพื้นที่เท่ากันทุกบ้าน เป็นห้องแนวตั้งสูงสามชั้น ชั้นล่างใช้เก็บข้าว เครื่องมือทำไร่ หรือเป็นครัว ชั้นสองเป็นห้องนอนของพ่อแม่ ส่วนชั้นบนสุดเป็นห้องของลูกๆ และใช้เก็บของมีค่า

ระเบียงบ้านจะอยู่ที่ชั้นสอง แต่ก็แคบจนคนแทบเดินสวนกันไม่ได้ชวนให้หลายคนสงสัยว่าเหตุใดจึงสร้างเล็กนัก นักวิชาการจีนบางส่วนอธิบายว่า คนแถบแต้จิ๋ว ฮากกา และฝูเจี้ยนในอดีต มีรูปร่างเล็กกว่าปัจจุบัน เพราะเติบโตท่ามกลางภาวะขาดแคลนอาหารและความยากจน การออกแบบพื้นที่จึงพอเหมาะกับวิถีชีวิตของคนในยุคนั้น บวกกับแนวคิดที่ว่า ระเบียงไม่ใช่ที่นั่งเล่นหรือใช้ชีวิต แต่เป็น “ทางสัญจร” ชีวิตประจำวันจะอยู่ที่ลานกลางบ้าน ระเบียงมีหน้าที่เดินไปห้องต่างๆ ขนของ เฝ้ายาม ตากของบางอย่าง แค่ให้ออกมาจากห้อง เดินลงบันได แล้วไปเจอกันที่ลานกลางบ้าน จึงไม่จำเป็นต้องกว้างเหมือนระเบียงบ้านสมัยใหม่ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าขนาดของบ้านและระเบียง คือ… แนวคิดที่ซ่อนอยู่

ระเบียงทางเดินบนชั้น 2 ของคฤหาสน์ตระกูลเฉิน ที่เชื่อมต่อกันทุกอาคาร

บ้านทุกหลังหันหน้าเข้าหาลานกลางบ้าน เพื่อให้สมาชิกทุกคน “มองเห็นกัน” เด็กๆ วิ่งเล่นอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ผู้เฒ่านั่งหน้าห้องก็เห็นความเคลื่อนไหวทั่วทั้งลาน ผู้หญิงนั่งเย็บผ้า คัดข้าว พูดคุยกัน ชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องนอน หากเกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนกลาง เมื่อถึงเทศกาลสำคัญ ไม่ว่าจะตรุษจีน เช็งเม้ง งานแต่ง หรือพิธีไหว้บรรพบุรุษ โต๊ะอาหารจะถูกยกมาตั้งเรียงเต็มลาน เด็กๆ วิ่งเล่นเสียงดัง ผู้ใหญ่พูดคุยดื่มชา ผู้หญิงช่วยกันทำอาหาร ลานกลางบ้านจึงไม่ใช่แค่พื้นที่ว่าง หากเป็นหัวใจของครอบครัว

อีกคำถามที่นักท่องเที่ยวแทบทุกคนสงสัยคือ “ห้องน้ำอยู่ไหน?”

คำตอบคือ…ไม่มี

ในอดีต บ้านดินไม่มีห้องน้ำอยู่ภายในอาคาร แต่จะสร้างส้วมรวมไว้ริมกำแพงด้านนอก เพื่อลดกลิ่นและรักษาความสะอาด บางแห่งยังนำของเสียไปหมักทำปุ๋ย เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามภูมิปัญญาชาวบ้าน บ้านดินหรือถู่โหลวจึงไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรมเก่าแก่ หากเป็นภาพสะท้อนของการเอาชีวิตรอด การแบ่งปัน และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่แน่นแฟ้นอย่างน่าทึ่ง

บ้านที่สร้างจากเมล็ดข้าวของสยาม

จากเหราผิง เดินทางต่อสู่หมู่บ้านเฉียนเหม่ย เขตเฉิงไห่ เพื่อชม “คฤหาสน์ตระกูลเฉิน” หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “บ้านตระกูลหวั่งหลี”

ภาพบรรพบุรุษในคฤหาสน์ตระกูลเฉิน

มีคำพูดที่ชาวบ้านเล่าต่อกันมาว่า “บ้านหลังนี้สร้างด้วยเมล็ดข้าวจากเมืองไทย” แม้จะเป็นเพียงคำเปรียบเปรย แต่ก็สะท้อนความจริงได้อย่างงดงาม เพราะความมั่งคั่งของตระกูลนี้เกิดจากการค้าข้าวระหว่างสยามกับจีน พูดอีกอย่างคือ ทุกย่างก้าวที่เดินอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้ มีส่วนหนึ่งของความรุ่งเรืองที่ถือกำเนิดขึ้นจากแผ่นดินไทย

คฤหาสน์หลังมหึมานี้สร้างขึ้นโดย “เฉินฉือหง” หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตั่งฉื่อฮ้วง” บรรพบุรุษของตระกูลหวั่งหลี ที่เดินทางมาค้าขายในสยาม

และตั้งกิจการชื่อ “ฮ่งลี่” เมื่อถอดเสียงแต้จิ๋วในประเทศไทย จึงกลายเป็นชื่อ “หวั่งหลี” ที่รู้จักกันจนถึงปัจจุบัน

ว่าไปแล้วเรื่องราวของตระกูลเฉินฉือหงมีน้อยกว่าที่คิด ทั้งที่เป็นตระกูลใหญ่ ที่พบส่วนใหญ่เป็นผังตระกูลที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และหนังสือท้องถิ่นของเฉิงไห่ เป็นการแสดงสายสืบทอดหลัก ไม่ได้ลงรายละเอียดลูกหลานทุกคน สิ่งที่ปรากฏในเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร คือ “เฉิน ฮ่วนหรง” เป็นผู้เริ่มธุรกิจเดินเรือและการค้าระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมา “เฉินฉือหง” รับช่วงต่อ และก่อตั้งบริษัทฮ่งลี่ ในปี 1871 ผู้ที่รับช่วงธุรกิจต่อมาคือ “เฉิน ลี่เหม่ย” ซึ่งเป็นลูกชายคนที่ 2 ของเฉินฉือหง และเป็นคนที่มาสร้างรากฐานในไทย ต่อมากลายเป็นตระกูลหวั่งหลีนั่นเอง

ห้องรับแขกในคฤหาสน์ตระกูลเฉิน

เมื่อเฉินฉือหงประสบความสำเร็จ เขาไม่ได้เลือกใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเพียงลำพัง แต่กลับสร้างคฤหาสน์อันยิ่งใหญ่ และลงทุนพัฒนาบ้านเกิด

สำหรับชาวจีนในยุคนั้น การสร้างบ้านใหญ่ไม่ได้มีไว้เพื่อโอ้อวดฐานะ แต่เป็นการประกาศให้คนทั้งหมู่บ้านรู้ว่า “ลูกหลานของตระกูลได้กลับมาตอบแทนแผ่นดินที่ให้กำเนิดแล้ว”

ธุรกิจของตระกูลหวั่งหลีเติบโตจากการค้าข้าว โรงสี การเดินเรือ ประกันภัย และธนาคาร เชื่อมเครือข่ายการค้าระหว่างสยาม ซัวเถา ฮ่องกง สิงคโปร์ และไซ่ง่อน นับว่าเป็นเครือข่ายธุรกิจระดับนานาชาติที่ก้าวหน้าอย่างมากในยุคนั้น หลายคนคิดว่าความมั่งคั่งทั้งหมดเกิดจากธุรกิจในจีน แต่แท้จริงแล้ว เงินทุนจำนวนไม่น้อยถือกำเนิดขึ้นจากสยาม ก่อนจะไหลย้อนกลับมาสร้างบ้านหลังนี้

เมื่อเข้าไปในบ้านจะเห็นว่า “บ้านนี้ไม่ใช่จีนล้วน” แต่มีเสายุโรปซุ้มโค้งแบบตะวันตก กระจกสี ลูกกรงเหล็กหล่อ กระเบื้องลวดลายจากต่างประเทศ และเมื่อเดินลึกเข้าไปชั้นในกลับมีลานแบบจีน ศาลบรรพบุรุษ และงานแกะสลักไม้แบบแต้จิ๋ว ตามเอกสารวิชาการนักประวัติศาสตร์เรียกสถาปัตยกรรมแบบนี้ว่า “สถาปัตยกรรมลูกผสมของชาวจีนโพ้นทะเล” พูดง่ายๆ คือ คนไปเห็นโลกข้างนอก เมื่อกลับมาบ้านก็เอาสิ่งที่ชอบมาผสมกับบ้านจีน ยังมีนักวิชาการจีนบางกลุ่มมองว่าบ้านหลังนี้คือ “อนุสาวรีย์ของการอพยพ” ไม่ใช่อนุสาวรีย์ของเศรษฐี

เพราะถ้าไม่มีการอพยพไปต่างประเทศ ก็ไม่มีบ้านหลังนี้ เจ้าของบ้านจึงอยากให้ทุกคนเห็นว่า “ฉันยังเป็นคนจีน” แต่ “ฉันได้เห็นโลกมาแล้ว” บ้านหลังนี้จึงเป็นเหมือนภาพถ่ายของยุคที่ชาวแต้จิ๋วเริ่มออกสู่โลกกว้าง มีคำพูดของนักอนุรักษ์ชาวจีนบอกว่า “ถ้าบ้านดินเล่าถึงการอยู่รอดของคนแต้จิ๋ว บ้านตระกูลเฉินก็เล่าถึงความรุ่งเรืองของคนแต้จิ๋ว” ลูกหลานเติบโตออกไปค้าขายทั่วโลก แล้วนำความมั่งคั่งกลับมาพัฒนาบ้านเกิด บ้านสองแห่งนี้อยู่ไม่ไกลกันนัก แต่กลับสะท้อนคนละช่วงของประวัติศาสตร์

ที่น่าสังเกตจะเห็นบนหลังคามีสัตว์ มังกร หงส์ ปลาคาร์ป ดอกโบตั๋น และค้างคาว ทุกอย่างมีความหมาย นอกจากนี้ตามวงกบหรือคานไม้มีการแกะสลักและมีภาพจากวรรณกรรมจีน เช่น สามก๊ก ไซอิ๋ว ฯลฯ
คนจีนโบราณเชื่อว่า บ้านสามารถสอนลูกหลานได้ เด็กเดินผ่านลายแกะสลักทุกวัน เห็น กตัญญู ซื่อสัตย์ ขยัน สามัคคี จนซึมซับโดยไม่รู้ตัว บ้านจึงไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็น “หนังสือศีลธรรม”
เล่มใหญ่

ปัจจุบันบ้านตระกูลเฉินยังมีหลายส่วนไม่ได้เปิดให้เข้าชมทั้งหมด เนื่องจากมีการบูรณะและจัดการพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์

คนจีนท้องถิ่นเล่าว่า เจ้าของบ้านแม้จะเป็นเศรษฐีแต่ก็ใช้ชีวิตแบบคนแต้จิ๋ว เฉินฉือหงค่อนข้างประหยัด กินอยู่เรียบง่ายไม่ได้ฟุ่มเฟือย เหตุผลเพราะคนแต้จิ๋วมีค่านิยมอย่างหนึ่งคือ “เงินหามายาก อย่าใช้ไปกับของไร้ประโยชน์” บ้านตระกูลเฉินไม่ได้มีแค่ครอบครัวเดียว แต่มีคนอยู่เป็นร้อย เพราะลูกชายหลายคน สะใภ้หลายคน หลาน เหลน ญาติ คนรับใช้ พ่อครัว คนสวน ครูสอนหนังสือ ผู้ดูแลบัญชี แทบจะเป็น “บริษัท” มากกว่าครอบครัว ลูกสาวของตระกูลเฉินหลายคนได้รับการศึกษา เพราะเจ้าของบ้านเคยเดินทางไปต่างประเทศ เห็นโลกภายนอก จึงให้ความสำคัญกับการเรียนมากกว่าตระกูลจีนทั่วไปในยุคนั้น เด็กผู้ชายไม่ได้มีหน้าที่แค่เรียนหนังสือ แต่ต้องเรียนการค้าขาย การคิดเลข การเขียนพู่กัน มารยาท การรับแขกตั้งแต่เล็ก เพราะวันหนึ่งต้องออกไปดูแลกิจการของตระกูล หลังปี 1949 เมื่อจีนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ลูกหลานจำนวนมากอยู่ต่างประเทศ บางคนกลับไม่ได้ บางคนไม่กล้ากลับ บ้านจึงค่อยๆ เงียบลง ห้องที่เคยมีคนหัวเราะ ค่อยๆ ว่าง โต๊ะกินข้าวที่เคยนั่งกันหลายสิบคน เหลือเพียงฝุ่น น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสเห็นภาพเหล่านั้นแล้ว

บริเวณคฤหาสน์ตระกูลเฉินมีอาคารหลายหลังเชื่อมต่อกัน

เมื่อเดินออกจากคฤหาสน์แล้วหันกลับไปมองอีกครั้ง จะรู้สึกว่าบ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมอันงดงาม หากเป็นอนุสาวรีย์แห่งความกตัญญูของชาวจีนโพ้นทะเล หากบ้านดินที่เหราผิง บอกเราว่าบรรพบุรุษต้องรวมตัวกันเพื่อความปลอดภัย บ้านตระกูลหวั่งหลี ก็บอกเราว่า เมื่อลูกหลานเติบโตและประสบความสำเร็จ พวกเขาไม่เคยลืมที่จะหันกลับมาตอบแทนบ้านเกิด ค่านิยมของคนแต้จิ๋วบอกว่า “คนจะไปไกลแค่ไหน ก็ต้องรู้ว่าตัวเองมาจากไหน” นี่อาจเป็นเหตุผลที่ลูกหลานชาวจีนจำนวนมากในไทยที่ยังเดินทางกลับไปแต้จิ๋ว แม้จะผ่านมาหลายชั่วอายุคนแล้วก็ตาม ไม่ใช่เพื่อไปหาบ้านของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อไปหาความรู้สึกว่า รากของครอบครัวเคยอยู่ตรงนั้น และ

ยังทำให้เราเข้าใจว่า ผู้คนรุ่นก่อนผ่านอะไรมาบ้าง กว่าจะสร้างรากฐานให้ลูกหลานมีชีวิตอย่างทุกวันนี้

กรรณิการ์ ฉิมสร้อย