แท็งก์ความคิด : มีชีวิตแบบอิคิไก
เปิดฟังหนังสือเสียงไปเรื่อยๆ พบหนังสือชื่อ “อิคิไก” จึงกดฟัง
อิคิไกเป็นปรัชญาการดำรงชีวิตของญี่ปุ่นที่คำนึงถึง “เหตุผลที่มีชีวิตอยู่”
มีหลักการ 4 ข้อ คือ สิ่งที่รัก สิ่งที่ถนัด สิ่งที่สร้างรายได้ และสิ่งที่โลกต้องการ
สี่ประการนี้หากวาดเป็นวงซ้อนเหลื่อมกันจะปรากฏพื้นที่ที่แตกต่าง
สิ่งที่รักซ้อนกับสิ่งที่ถนัด สิ่งที่ถนัดซ้อนกับสิ่งที่สร้างรายได้ สิ่งที่สร้างรายได้ซ้อนกับสิ่งที่โลกต้องการ เป็นต้น
ขณะที่อิคิไก เกิดขึ้นเมื่อพื้นที่ของหลักการทั้งสี่ทับซ้อนกัน
นั่นคือ สิ่งที่รัก สิ่งที่ถนัด สิ่งที่สร้างรายได้ และสิ่งที่โลกต้องการทับซ้อนกัน
เรื่องนี้อ่านทฤษฎีแล้วอาจไม่เข้าใจ จนกว่าจะได้เห็นหรือได้ฟังตัวอย่าง
หนังสือเสียงได้หยิบยกตัวอย่างมาเล่าให้ฟัง ทำให้เข้าใจมากขึ้น
หนังสือเสียงแนะนำให้รู้จักวัฒนธรรม และปรัชญาของชาวญี่ปุ่น 2-3 อย่าง
อย่างแรกคือ วัฒนธรรมของชาวโอกินาวาที่มีแนวคิดเรื่อง Moai หรือโมไอ
“โมไอ” คือ กลุ่มคนที่มีความสนใจร่วมกัน และคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
สมาชิกในกลุ่มคอยดูแลกันและกัน ทำให้ไม่มีใครรู้สึกโดดเดี่ยว
นอกจากนี้ ชาวโอกินาวายังไม่รู้จักคำว่าเกษียณ
ผู้สูงอายุทุกคนที่ตื่นเช้าขึ้นมา ล้วนมีเป้าหมายที่ต้องทำ
บางคนปลูกผัก บางคนเปิดร้านขายของเล็กๆ บางคนอาสาเลี้ยงลูกหลาน
ผู้สูงอายุที่นั่นจึงลุกขึ้นมาทุกเช้าอย่างมีความหมาย
ชีวิตที่มีอะไรทำ กับชีวิตที่อ้างว้าง ย่อมแตกต่างกัน
จึงไม่แปลกที่คนบนเกาะดังกล่าวมีอายุยืนยาว
ชาวโอกินาวานอกจากจะมีเรื่องการตื่นแล้ว ยังมีเคล็ดลับเกี่ยวกับการกิน
เคล็ดลับที่แนะนำคือ เวลากินให้กินเพียง 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องกินอิ่มแปร้
อาหารที่กินเน้นพืชผักผลไม้ ปริมาณการกินก็ไม่ต้องเยอะมาก
เวลากินก็กินช้าๆ ไม่ต้องรีบ วิธีนี้ทำให้รู้รสชาติอาหาร
ทำให้กินอย่างมีสติ แล้วยังอิ่มเร็วขึ้น
ส่วนเวลาที่ใช้ชีวิต ต้องขยับร่างกายสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน
หนังสือเสียงไม่แนะนำให้ออกกำลังกายหักโหม ขอแค่ขยับร่างกายตลอดวันก็พอแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการเดินไปบ้านเพื่อน การทำสวนพรวนดิน การถอนวัชพืช การทำความสะอาดบ้าน
รวมทั้งการบริหารร่างกายประกอบจังหวะแบบง่ายๆ
การขยับร่างกายนี้จะให้ผลตรงกันข้ามกับการนั่งอยู่เฉยๆ
หนังสือเสียงเล่าว่า หากเรานั่งอยู่นานๆ ติดต่อกัน จะกลายเป็น Sitting is The new smoking หรือเป็นบุหรี่ชนิดใหม่ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง
ดังนั้น เพียงแค่ขยับร่างกายสม่ำเสมอ อะไรๆ ก็ดีขึ้น
อีกอย่างที่สำคัญ คือ การหาสมดุลในการทำกิจกรรม ค้นหาภาวะลื่นไหล หรือ Flow ให้พบ
ภาวะลื่นไหลเกิดขึ้นได้ ต้องหาสมดุลระหว่าง “ความท้าทายของงาน” กับ “ทักษะที่เรามี” ให้เจอ
งานง่ายไปเราจะเบื่อ แต่หากงานยากไปเราจะเครียด และวิตก
กระทั่งปรับจูนกิจกรรมให้เข้ากับทักษะกระทั่งเกิดภาวะลื่นไหล
สมดุลนั้นจะทำให้กิจกรรมที่ลงมือทำประสบความสำเร็จ
ภาวะลื่นไหลดังกล่าวเกิดขึ้นได้ทุกวัน
กิจกรรมใดที่เราทำแล้วรู้สึกลื่นไหล ไม่อยากหยุด ทำแล้วลืมเวลา
ภาวะเช่นนี้ช่วยให้ความเครียดลดลง ความพึงพอใจเพิ่มขึ้น
ชีวิตเช่นนี้ย่อมมีความสุข
แต่หากทุกชีวิตใช่ว่าจะมีความสมบูรณ์แบบ
ญี่ปุ่นจึงมีวิธีมองความไม่สมบูรณ์ ยกตัวอย่างปรัชญาที่เรียกว่า Wabi-sabi หรือวะบิ-ซะบิ
ปรัชญานี้สอนให้มองเห็นความงดงามในความไม่สมบูรณ์
เพราะทุกสรรพสิ่งไม่สมบูรณ์ ไม่เที่ยงแท้
แต่ความไม่สมบูรณ์ และไม่เที่ยงแท้ก็ยังมีความงดงามอยู่
วะบิ-ซะบิ ชวนให้มองเห็นความงามของถ้วยชาที่มีรอยบิ่น
เห็นความงามของดอกไม้ที่กำลังร่วงโรย หรือความงามริ้วรอยของความชรา
การยอมรับความไม่สมบูรณ์ คือ เกราะป้องกันทางจิตใจ
ช่วยให้เราก้าวเดินไปข้างหน้า แม้ชีวิตต้องเผชิญกับมรสุมขนาดไหนก็มองเห็นความสวยงามของชีวิต
เมื่ออ่านตัวอย่างชีวิตจากหนังสือเสียง แล้วย้อนกลับไปที่ “อิคิไก”
พอทำให้เราเข้าใจเหตุผลของการมีชีวิตอยู่
นฤตย์ เสกธีระ



