หน้าแรก ประชาชื่น 13 ปี 7 อธิบด...

13 ปี 7 อธิบดีกรมศิลป์ วัดพระมหาธาตุฯ กว่าจะเป็นมรดกโลก

29.07.26 | 11:07 น.
วัดพระมหาธาตุฯ นครศรีธรรมราช มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งล่าสุดของไทย

13 ปี 7 อธิบดีกรมศิลป์
วัดพระมหาธาตุฯ
กว่าจะเป็นมรดกโลก

คนไทยเฮลั่นไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อยูเนสโกประกาศรับรองวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยนับเป็นแห่งที่ 6 ของไทย และแห่งแรกของภาคใต้

กว่าจะถึงวันนี้ ต้องบากบั่นมายาวนานถึง 13 ปี นับแต่วันที่ได้รับการรับรองคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลโดยคณะกรรมการมรดกโลก เป็นผลให้มีการประกาศบรรจุในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2556 ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สนธยา คุณปลื้ม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และสหวัฒน์ แน่นหนา ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร

ยังไม่นับช่วงศึกษาค้นคว้า จัดทำเอกสารเพื่อให้ได้ขึ้นแท่นอยู่ในบัญชีดังกล่าว

Advertisement

จังหวัดแอ๊กชั่น
ผนึกกรมศิลป์-ภาคประชาชน

ย้อนกลับไปในปี 2552 จังหวัดนครศรีธรรมราช ในยุค ภาณุ อุทัยรัตน์ นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ มีคำสั่ง ที่ 904/2552 ณ วันที่ 1 เมษายน แต่งตั้งคณะทำงาน โครงการนำเสนอพระบรมธาตุเจดีย์ขึ้นบัญชีมรดกโลก คำสั่งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชเป็นประธานคณะทำงาน

หลังจากนั้น จังหวัดนครศรีธรรมราชได้ออกประกาศสำคัญอีกหลายฉบับ เช่น ประกาศเรื่อง ให้มีคณะกรรมการนำเสนอวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช (พระบรมธาตุ นครศรีธรรมราช) ขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก ประกาศ ณ วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2555 โดยมี วิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชในขณะนั้น เป็นผู้ลงนาม และประกาศตั้งคณะกรรมการในการนำเสนอวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก ปี 2557 ประกาศ ณ วันที่ 6 มกราคม โดยมี อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช ลงนาม เป็นต้น

ตัดภาพกลับมาในช่วงหลังจากได้บรรจุในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น เมื่อปี 2556 ประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก จัดทำ ‘เอกสารฉบับสมบูรณ์’ (Nomination Dossier) ส่งให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาตัดสินเพื่อบรรจุในบัญชีรายชื่อแหล่งมรดกโลก โดยจังหวัดนครศรีธรรมราชร่วมกับกรมศิลปากรและภาคประชาชน ดำเนินการตั้งแต่ปี 2557-2562

โควิดหยุดโลก ลุยแก้เอกสารแมตช์เกณฑ์ยูเนสโก
นัดเคลียร์ใจ ทำไม 10 ปีไม่จบ

ทว่า เมื่อเข้าสู่ปี 2563 เกิดสถานการณ์ ‘โควิด’ ที่เบรกทุกกิจกรรมในโลก รวมถึงมรดกโลก ยาวไปจนถึงปี 2565 โดยระหว่างนั้นก็มีการ ‘ปรับปรุงแก้ไขเอกสาร’ ตามคำแนะนำของประธานคณะกรรมการมรดกโลกในไทย และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของยูเนสโกมากที่สุด

ภาพถ่ายเก่าก่อนการบูรณะใหญ่ (จากหนังสือ ‘พระบรมธาตุสู่มรดกโลก’ โดย ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มรภ.นครศรีธรรมราช 2559)

ต่อมา ในปี 2566 อภินันท์ เผือกผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ถามไปยังกรมศิลปากรถึงความคืบหน้า หลังกาลเวลาล่วงผ่านถึง 10 ปีเต็ม นับแต่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น

พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และเสริมกิจ ชัยมงคล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราชในขณะนั้น (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมศิลปากร) ชี้แจงและทำความเข้าใจถึงความพยายามในการเร่งรัดบูรณะวิหารต่างๆ และจุดสำคัญต่างๆ ในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร แต่ยืนยันว่า การบูรณะหรือไม่บูรณะ ไม่ได้มีผลต่อการเป็นมรดกโลก อีกทั้งพูดคุยในประเด็นความชัดเจนของการบรรยายคุณค่าความโดดเด่นในระดับสากล การกำหนดขอบเขตมรดกโลก การบริหารจัดการสิทธิครอบครองที่มีข้อมูลอาจมีความเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว เป็นต้น

นาทีมติเอกฉันท์ 25 ก.ค. 15.03 น.
วัดพระมหาธาตุฯ เมืองคอน เป็น ‘มรดกโลก’

ต่อมา เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกได้มีมติเห็นชอบร่างเอกสารการนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช เพื่อขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก กระทั่ง 28 มกราคมปีเดียวกัน คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้นำเสนอเอกสารขอประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Nomination Dossier) ฉบับสมบูรณ์ ของแหล่งวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปยังคณะกรรมการยูเนสโก ตามที่ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช เพื่อขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ซึ่งเอกสารนำเสนอจะต้องจัดส่งให้ศูนย์มรดกโลก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ภายในวันที่ 1 ก.พ.ของทุกปี เพื่อเข้าวงรอบการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลก

ที่ตั้งของโบราณสถานหลักในวัดพระมหาธาตุฯ

กระทั่ง 25 กรกฎาคม 2569 เวลา 15.03 น. คณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุฯเป็นมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ นครปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี โดยมี สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก คนที่หนึ่ง และหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก คนที่สาม และประธานคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมศิลปากร สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ และจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าร่วมการประชุม

ปิดจบภารกิจผลักดันวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช สู่มรดกโลก ที่ใช้เวลายาวนาน 13 ปี บวกๆ กับ 7 อธิบดีกรมศิลปากร ตั้งแต่ยุค สหวัฒน์ แน่นหนา ยิงยาวมาอีก 6 อธิบดี ได้แก่ เอนก สีหามาตย์, บวรเวท รุ่งรุจี, อนันต์ ชูโชติ, ประทีป เพ็งตะโก, กิตติพันธ์ พานสุวรรณ ถึงอธิบดีคนล่าสุด ที่เพิ่งได้ต่ออายุราชการอย่าง พนมบุตร จันทรโชติ

ย้อนเหตุยืดเยื้อ วันนี้หายเหนื่อย
ลุยต่อ 7 ข้อ พัฒนามาตรการ ออกแบบแผนวิจัย

ทั้งนี้ ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะประธานฝ่ายวิชาการ การจัดทำเอกสารประกอบการนำเสนอวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเข้าสู่การเป็นมรดกโลก เคยเปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อปี 2568 โดยย้อนเล่าถึงหนึ่งในอุปสรรคที่นำไปสู่ความล่าช้าว่า วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช นั้น กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของวัด แตกต่างจากแหล่งอุทยานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมาแล้ว ซึ่งอยู่ในการดูแลของกรมศิลปากร อธิบดีกรมศิลปากรมีอำนาจในการบริหารจัดการและดูแลพื้นที่ รวมถึงมีความพร้อมในการดูแล โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ในการดูแล ทั้งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน สถาปัตยกรรม การอนุรักษ์ เป็นต้น ขณะที่กรณีของวัดพระมหาธาตุฯนั้น การดูแลโดยวัด ซึ่งอาจดูแลได้ในบางด้าน เช่น การดูแลผู้ที่เดินทางมาเคารพบูชา หรือประกอบศาสนกิจทั่วไป แต่ในแง่ของการอนุรักษ์นั้นอาจไม่มีความพร้อมมากเพียงพอ

ทีมไทยแลนด์ นำโดย สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

ตัดภาพมาวันนี้ ผศ.ฉัตรชัยเปิดใจต่อสื่อว่า ดีใจและหายเหนื่อยทันที โดยหลังจากนี้คณะกรรมการระดับจังหวัดต้องวางแผนร่วมกันเพื่อดำเนินการตามคำแนะนำทั้ง 7 ข้อ ของคณะกรรมการมรดกโลกให้รัฐภาคีพิจารณาดำเนินการ ได้แก่

1.ดำเนินกระบวนการรับรองพื้นที่กันชน ปรับปรุงให้แล้วเสร็จ พร้อมทั้งจัดเตรียมข้อมูลตัวเลขและแผนที่เป็นปัจจุบัน ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับบทบัญญัติทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

2.สรุปการแก้ไขแนวทางการอนุรักษ์ปี พ.ศ.2533 (ค.ศ.1990) ภายหลังการอนุมัติร่างแก้ไขพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

3.ดำเนินกระบวนการจัดทำข้อมูลดิจิทัลของอาคาร เอกสารจดหมายเหตุ และของสะสมของวัดอย่างต่อเนื่อง

4.ดำเนินการวิเคราะห์ความมั่นคงทางโครงสร้างและการศึกษาด้านการอนุรักษ์ผนังภายในและฐานรากของวิหารโพธิ์ลังกา รวมถึงการบูรณะพระพุทธรูปภายในวิหาร

เอกสารขอประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Nomination Dossier) ฉบับสมบูรณ์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ผู้จัดทำ ได้แก่ 1.รศ.ดร.วัณณสาส์น นุ่นสุข ภาควิชาศิลปะ การออกแบบ และประวัติศาสตร์ศิลปะ California State University 2.รศ.ดร.วิรุจ ถิ่นนคร คณบดีสำนักวิชาสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 3.ดร.ภัทรวรรณ พงศ์ศิลป์ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี กองโบราณคดี กรมศิลปากร คณะผู้แปล 1.ดร.กมลทิพย์ คล้ายบ้านใหม่ รองคณบดีสำนักวิชาครุศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 2.อาจารย์ทัศนีย์ ทัศระเบียบ หัวหน้าสาขาวิชาภาษาอังกฤษ สำนักวิชาครุศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
(จากซ้าย) ภัทรพงษ์ เก่าเงิน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช, ขนิษฐา โชติกวณิชย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร และ ดร.ภัทรวรรณ พงศ์ศิลป์ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี กองโบราณคดี กรมศิลปากร หนึ่งในคณะผู้เขียนเอกสาร

5.วิเคราะห์และจัดทำเอกสารระบบโครงสร้างของทางเดินลานประทักษิณและเสารองรับหลังคาของวิหารทับเกษตร

6.พัฒนากลยุทธ์การอนุรักษ์สำหรับการอนุรักษ์ศาสนสถานภายในวัดในระยะยาว

7.ออกแบบแผนการวิจัยเพื่อศึกษาขอบเขตร่องรอยโบราณสถานฮินดูอยู่ใต้พระบรมธาตุในปัจจุบัน เพื่อให้ทราบถึงวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของอาณาบริเวณร่วมกับทางวัด พัฒนามาตรการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ขอให้รัฐภาคีส่งรายงานการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะที่กล่าวถึงข้างต้นไปยังศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ.2572 (ค.ศ.2029) เพื่อให้สภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ตรวจสอบ

นับเป็นอีกเรื่องราวดีๆ ที่หลังเสียงเฮ และการเฉลิมฉลอง ยังมีงานต้องลุยอีกมากมาย เพื่อรักษาไว้ซึ่งมาตรฐาน ไม่ใช่แฮปปี้เอนดิ้งแล้วอวสานเพียงแค่วันนี้

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

//////////

ศูนย์กลางจิตวิญญาณ
ประจักษ์พยาน ‘ความเชื่อหลากหลาย’
โดดเด่นเป็นสากล ตามเกณฑ์ข้อ 2 และ 6

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นแหล่งมรดกโลก ภายใต้เกณฑ์คุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล (OUV) คือเป็นหลักฐานการหลอมรวมศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และเถรวาท ในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงถึงศิลปะและสถาปัตยกรรม ประเพณีทางศาสนาและท้องถิ่นที่ส่งอิทธิพลให้กับอาคารสิ่งก่อสร้างในภูมิภาคมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของมรดกโลก (Criterion) ได้แก่ เกณฑ์ข้อที่ 2 วัดพระมหาธาตุฯ แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และพุทธศาสนาเถรวาท ที่มีต้นแบบมาจากศิลปะปาละในนาลันทา ชวาภาคกลาง ลังกา และมอญจากภาคใต้ของเมียนมา และส่งอิทธิพลให้กับศาสนสถานในประเทศไทย มาเลเซีย และแหล่งอื่นๆ

และเกณฑ์ข้อที่ 6 วัดพระมหาธาตุฯ เป็นประจักษ์พยานของระบบความเชื่ออันหลากหลายและเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งประเพณีทางศาสนาที่ยังคงดำเนินอยู่ มีความโดดเด่นระดับสากลในทางศิลปะและวรรณกรรม อาทิ การแสดงโนรา และตำนานท้องถิ่น แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งศักดิ์สิทธิ์และชุมชนโดยรอบ สร้างแรงบันดาลใจให้ศาสนสถานและชุมชนต่างๆ ในไทยและแหล่งอื่นๆ ถือเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งแรกในภาคใต้ของไทย