‘เกรียนบ้าน เกรียนเมือง’ การเมืองเครียดไม่พัก ก็จัดหนักด้วยอารมณ์ขันยั่วล้อ เสียดสี พื้นที่ว่างแห่งการตีความ
จบไปหมาดๆ เมื่อ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำหรับนิทรรศการ ‘เกรียนบ้าน เกรียนเมือง’ จัดโดย พิพิธภัณฑ์สามัญชนเจ้าเก่า ร่วมกับ กลุ่มอิสระล้อการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ KINJAI CONTEMPORARY ถนนสิรินธร กรุงเทพฯ ที่เดิม เพิ่มเติมคือเสียงหัวเราะจากหลากเนื้อหาหลายกิจกรรมในห้วงเวลากว่าครึ่งเดือน ท่ามกลางสมรภูมิการเมืองอันเผ็ดร้อน อลหม่าน ถึงขั้นประกาศฟ้องร้องกันให้วุ่น
‘เมื่อการเมืองมันเครียดนัก ก็ให้เสียงหัวเราะมันเยียวยา!’

คือวาทะกิมมิคที่นิทรรศการหยิบมาไฮไลต์ โชว์ผลงาน ‘ศิลปะเสียดสีการเมือง’ แขนงต่างๆ ทั้งมีมการเมืองบนโลกอินเตอร์เน็ต เสื้อยืดหลากหลายลวดลายที่พบได้ตามม็อบไปจนถึงเพจขายเสื้อแฟชั่นบนโลกออนไลน์ รวมถึงเรื่องราวของ ‘ตัวย่อ’ หลากหลายคำที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาใช้โดยไม่ผ่านราชบัณฑิตยสถาน มุ่ง ‘หยิกแกมหยอก’ สถานการณ์บ้านเมือง อีกทั้งปรากฏการณ์ที่ชวนให้อุทาน ‘อิหยังวะ!’ ตามมาด้วยความ ‘หัวจะปวด’
นิทรรศการดังกล่าวชี้เป้าให้เห็น ‘อหังการแห่งเสียงหัวเราะ’ อันเป็นปฏิบัติการต่อต้านอำนาจแบบชวนหัว การเคลื่อนไหวหรือต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งมักผสมผสานด้วยวิธีการสื่อสารทางการเมืองที่หลากหลาย ทั้งการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา การสื่อสารด้วยความดุดันแข็งกร้าว
เพื่อสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ที่อยู่ในขบวน รวมถึงการใช้อารมณ์ขันและการเสียดสีเพื่อผ่อนคลายความเครียดให้กับผู้ร่วมขบวน
ผู้จัดมองว่าการใช้อารมณ์ขันและการเสียดสีไม่ได้เป็นเพียงแค่ ‘ช่วงพักคั่นเวลา’ ระหว่างการชุมนุมทางเมืองขนาดใหญ่ หากแต่ในบางสถานการณ์ เช่น สถานการณ์ที่ประเทศอยู่ภายใต้การปกครองโดยคณะรัฐประหารและมีการออกกฎเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวหรือแสดงออกทางการเมืองของประชาชน การใช้อารมณ์ขันและการเสียดสีอาจกลายเป็นวิธีการสื่อสารหรือการแสดงออกทางการเมืองที่พอทำได้ในขณะที่การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาถูกจำกัด

ขณะเดียวกัน การใช้การเสียดสีและอารมณ์ขันก็เป็นการสื่อสารที่มีพลังในตัวเอง เพราะสามารถใช้ลดทอนภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ผู้นำจากคณะรัฐประหารมักแสดงตัวให้มีความจริงจังและเคร่งขรึมได้
ในนิทรรศการยังมีเวิร์กช็อป Parody Zine with Cine ให้สร้างสรรค์หนังสือทำมือล้อการจาก Internet Meme ใบปลิวหาเสียงมือเก่า และภาพข่าวจากอินเตอร์เน็ต ปลดปล่อยพลังออกมาในหนังสือทำมือของคุณ ทำเสร็จเก็บกลับบ้านเป็นที่ระทึก
ไม่เพียงวัตถุในนิทรรศการที่บอกเล่าความขบขันแบบเกรียนการเมือง แต่เหล่านักวิชาการและนักเคลื่อนไหวทางสังคมยังตอบรับคำเชิญมาร่วมวงเสวนาต่างๆ ที่ถูกจัดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้

อาทิ จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิชาการจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของผลงานหนังสือ ‘หัวร่อต่ออำนาจ’ ที่อธิบายว่า อารมณ์ขันเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการชุมนุมที่ต่างจากการพูดถึงประเด็นซีเรียส
“สังคมไทยเป็นสังคมที่รักษาหน้า รู้สึกว่าเสียหน้าง่าย เวลาเราล้อแล้วคนที่ถูกล้อโกรธ แสดงว่าเรากำลังทำให้เขาเสียหน้า แล้วกลายเป็นเรื่องของอำนาจในแง่ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจำนวนมากที่เวลาถูกผู้มีอำนาจน้อยกว่าล้อ” จันจิรากล่าวในตอนหนึ่ง
ขณะที่ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ผู้สร้างปรากฏการณ์ ‘กินแม็คต้านรัฐประหาร’ อดีตแกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวถึงวัฒนธรรมการใช้ ‘อักษรย่อ’ ทางการเมือง
“เป็นวิธีการที่เราหลบเลี่ยง ในทางศิลปะอารมณ์ขันมันคือพื้นที่ว่าง สังเกตว่าดูแล้วมันไม่สามารถรู้สึกได้ทันที สเปซที่ว่างอยู่ให้โอกาสผู้ชมหรือคนที่เข้าร่วมสามารถเติมแต่งได้ การมีพื้นที่ว่างสำคัญมาก คิดว่าเป็นการให้เกียรติ ทำให้องค์ประกอบของงานมีผู้เสพ ผู้รับ ผู้มีส่วนร่วม การมีพื้นที่ว่างมันทำงาน และพื้นที่ว่างในการตีความมีความสนุกอยู่ชนิดหนึ่ง หมายถึงพวกเราเป็นเมสเสจที่ส่งถึงพวกเรา เพราะเป็นการเข้ารหัสอารมณ์ขัน และมีเพียงแต่พวกเราเท่านั้นที่จะเข้าใจก่อน

มันก็จะมีภาวะที่เป้าหมายของเราที่เราพุ่งไปกระทำต่อเขา เขาจะเข้าใจทีหลัง มันจะมีมึนแล้วเอ๊ะนิดหน่อย เวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้คนที่อยู่ในกลุ่มนี้จะเข้าใจก่อน และขำสนุกกัน อีกกลุ่มหนึ่งจะงง ความที่มีพื้นที่ว่างแบบนี้ทำให้เกิดความฟุ้งกระจายและทำให้เกิดปฏิกิริยาทางสังคมให้กว้างขึ้น คิดว่าสิ่งนี้สนุกดี มันเป็นสถานะที่เราเหนือ ยิ่งสามารถหลบเลี่ยงได้ด้วย” บ.ก.ลายจุดกล่าว ก่อนยกเล่าประสบการณ์เมื่อครั้งถูกถามความหมายของอักษรย่อ ‘ค.’ บนเสื้อที่สวมใส่ตอนเดินทางไปพบ แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
“ตอนที่ผมใส่เสื้อ ค.ควาย ไปพบคุณแสวง แล้วคุณแสวงหันมาถามว่า ค.ควาย นี่อะไร และผมมีช่องทางออกของผม ผมก็เฉลยเลยว่า ค.ควาย คือ ‘คิด’ รู้สึกว่ามันมีทางออกของคนที่เล่นเรื่องนี้” บ.ก.ลายจุดกล่าว เรียกเสียงหัวเราะในวงเสวนาอย่างครึกครื้น
ส่วนอีกวงพูดคุยที่ขยับความเข้มข้นขึ้นมาอีกขั้น มาในหัวข้อ ‘Parody in Silence: การดำเนินคดีและกดปราบการต่อต้านด้วยการเสียดสี’ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ย้อนไปในปี 2517 ประเดิม ดำรงเจริญ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงและบรรณาธิการวารสาร
“ประชาธรรม” ของพรรคสัจธรรม ถูกดำเนินคดีจากกรณีที่มีการเผยแพร่บทกลอน ‘ถึงชาวฟ้า จากข้าชาวดิน’

กระทั่ง 4 ตุลาคม 2519 ชมรมนาฏศิลป์และการละคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงละครเสียดสีทางการเมืองจากเหตุการณ์ที่จอมพลถนอมกิตติขจร เดินทางกลับประเทศ และมีพนักงานการไฟฟ้า จังหวัดนครปฐม 2 คนออกติดโปสเตอร์ต่อต้าน แต่กลับถูกพบเป็นศพถูกแขวนคอที่ประตูแดง ต่อมา ภาพกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดการปลุกระดมจนมีความรุนแรงเกิดขึ้นในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีผู้ร่วมชุมนุมอย่างน้อย 18 คน ถูกดำเนินคดีจากการร่วมชุมนุมและแสดงละครในครั้งนั้น
ล่วงมาถึงช่วงหลังการรัฐประหารปี 2557 ก็มีคนถูกดำเนินคดี จากการโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดีย ขณะที่การแสดงออกด้วยวิธีเสียดสี หรือ Parody ทางการเมือง โดนกดปราบจากรัฐมาอย่างต่อเนื่อง
ตัดภาพมาในปัจจุบัน เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ ร่วมกับองค์กรเครือข่ายรณรงค์เข้าชื่อเพื่อยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41/2519 เพื่อลบมรดกรัฐประหารยุค 6 ตุลา ที่โทษของมาตรา 112 ถูกแก้ไขให้สูงขึ้นกว่าเท่าตัว

บุศรินทร์ แปแนะ จาก iLaw, อธึกกิต แสวงสุข หรือ ‘ใบตองแห้ง’ อดีตนักศึกษาชุมนุมวรรณศิลป์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยุค 6 ตุลา และสุขุมเลาหพูนรังษี อดีตประธานชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร อมธ. ร่วมพูดคุยถึงปฏิบัติการเชิงวัฒนธรรมในช่วง 6 ตุลา และการปราบปรามจากรัฐ
ปิดท้ายด้วยเสวนา ‘ถอดบท ‘เกรียน’ : จากวิธีเกรียนบ้าน สู่การสื่อสารเกรียนเมือง’ ที่ขุดคุ้ยเรื่องราวการรณรงค์ทางการเมืองด้วยเครื่องมือสุดสร้างสรรค์ เมื่อการเมืองไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงจริงจัง ดุดัน แต่สามารถสร้างเสียงฮาแฝงสาระเพื่อสื่อสารประเด็นหนักๆ สร้างแรงสั่นสะเทือนจนผู้คนเปิดใจรับฟัง
‘วิเวียน’ ทิพากร ไชยประสิทธิ์ นักแสดงจากซีรีส์สงครามส่งด่วน และทนายปีศาจ สมาชิกกลุ่ม ‘ปากุมแภด’ และ ณัชปกร นามเมือง หรือที่คุ้นหูในชื่อ ‘ถา ไอลอว์’ จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ผู้มีส่วนริเริ่มแคมเปญ Con for All ยกตัวอย่างจากปรากฏการณ์ในช่วงการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พร้อมประชามติซึ่งได้เห็นบทบาทของผู้คนในวงการบันเทิงกลุ่มหนึ่งที่ได้รวมตัวเฉพาะกิจในชื่อกลุ่ม #ปากุมแภด เพื่อร่วมสื่อสารด้วยวิธีสุดฮา ในการรณรงค์ประชามติเพื่อเปิดทางไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในแคมเปญ #8กุมภากาเห็นชอบ โดยผลออกมาว่า มีผู้กา ‘เห็นชอบ” ทะลุ 21 ล้านเสียง
ย้ำชัดว่าเสียงหัวเราะและอารมณ์ขันคือหนึ่งในเครื่องมือต่อสู้และสื่อสารทางการเมืองที่ทรงพลังอย่างไม่อาจปฏิเสธ
อคิรา ทองโม้

