ซีไอดีไอ ชนาพัฒน์
ประตูแห่งโอกาส รันเวย์แห่งชีวิต
เกาะเวที ‘จุดเอกฐาน’ ศิลปนิพนธ์ 2026
นับเป็นเวลา 26 ปีเต็ม ที่ สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ (Chanapatana International Design Institute-CIDI) เดินหน้าจุดไฟสร้างสรรค์วงการแฟชั่นไทยผ่านการปั้นบุคลากรรุ่นแล้วรุ่นเล่า ตั้งแต่ พ.ศ.2543 ตามวิสัยทัศน์ของ สมเด็จพระญาณวชิโรดม (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
ปัจจุบันเปิดสอน 2 หลักสูตรจากประเทศอิตาลี ได้แก่ หลักสูตรการออกแบบแฟชั่น (Fashion Design) และหลักสูตรการออกแบบตกแต่งภายในและผลิตภัณฑ์ (Interior and Product Design) โดยได้รับความสนใจจากคนหลากเจเนอเรชั่น ตั้งแต่อายุ 18 ปี ไปจนวัยเกษียณที่ 60 ปี อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ ไปจนถึงวัยทำงาน
ไม่ใช่เพียงคนไทย แต่ยังมีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านบินลัดฟ้าข้ามพรมแดนมาเช็กอินลงทะเบียน จนสำเร็จการศึกษา
ล่าสุด ปูพรมเปิดเวที Art Thesis Showcase 2026 แสดงผลงานศิลปนิพนธ์ประจำปี 2569 ของนักศึกษารุ่นที่ 24 นำเสนอคอลเล็กชั่นสุดล้ำ ภายใต้แนวคิด SINGULARITY หรือ จุดเอกฐาน ณ SPHERE GALLERY 1 ชั้น M ศูนย์การค้า EMSPHERE ในช่วงค่ำของวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา

80 ชุด ผลงานชิ้นเอก นักศึกษารุ่น 24
ท้าทายมุมมองเดิม กำหนดนิยามใหม่ ‘จุดเอกฐาน’
เมื่อจุดที่เส้นแบ่งเริ่มเลือนหาย และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้น ช่วงเวลาที่ขอบเขตทุกอย่างสลายตัวและการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้น การสำรวจ ณ จุดที่สิ่งคุ้นเคยกลายเป็นสิ่งที่ไม่รู้จัก-จุดบรรจบระหว่างมนุษย์ เทคโนโลยี ธรรมชาติ ความทรงจำ และจินตนาการ เพื่อก่อเกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ผ่านภาษาแฟชั่นของนักออกแบบรุ่นใหม่จากสถาบันชนาพัฒน์ ถ่ายทอดผ่านคอลเล็กชั่นของนักศึกษาสาขาการออกแบบแฟชั่นกว่า 80 ชุด ผ่านการตีความแนวคิดนี้จากมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์โดยสำรวจธีมหลัก ได้แก่ อัตลักษณ์ การวิวัฒนาการ ความยั่งยืน วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และอนาคตเชิงคาดการณ์
ท้าทายมุมมองเดิมๆ ของเสื้อผ้า กำหนดนิยามใหม่ให้แฟชั่นเป็นสื่อกลางของการคิดเชิงวิพากษ์และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์
เวทีดังกล่าวนับเป็นพื้นที่สำคัญแห่งการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ความสามารถและศักยภาพในการก้าวเข้าสู่โลกของนักออกแบบมืออาชีพ หลังทุ่มเทครีเอตผลงานจากการเรียนรู้และพัฒนาทักษะตลอดระยะเวลา 2 ปีของหลักสูตร
การนำเสนอผลงานบนรันเวย์ได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์แบบโดยทีมแต่งหน้าจาก KIMS Make-up Studio และทีมทำผมจากสถาบัน Kevin Joe ที่ร่วมสร้างสรรค์ภาพลักษณ์ของแต่ละคอลเล็กชั่นให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น สมาชิกวง ALTERS จากค่าย XEBIS อาทิ โญฮวัน คิม, ชเนห์-ชญาดา กัลยาณมิตร, เพ่ยเพ่ย-กัญญ์ภัสสร อัฑฒ์ดลชวัล และ ปิ่น-พัทธ์ธีรา แสงสุรีย์พรชัย ร่วมเดินแฟชั่นโชว์
นอกจากนี้ ยังมีผลงานจากนักศึกษาสาขาการออกแบบตกแต่งภายในและผลิตภัณฑ์มาให้ชมอีกด้วย
‘ชนาพัฒน์’ มั่นใจ AI ไม่สะเทือนวงการ
ย้ำใช้เป็น ‘เครื่องมือ’ ไม่ใช่ผู้สร้างสรรค์
สิทธิพัฒน์ ธนสารสิน ผู้อำนวยการสถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ เล่าว่า งานจัดแสดง Art thesis ผลงานของนักศึกษาสาขา Fahion design และ Interior & Product Design เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด SINGULARITY โดยเป็นการตีความหมายทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยในงานนี้ได้มีการคัดชุดที่ดีที่สุดในแต่ละคอลเล็กชั่นมาจัดแสดง
“การตีความของนักศึกษาชนาพัฒน์จะมีความแตกต่างกันออกไปตามภูมิหลังที่หลากหลาย ความแตกต่างทางด้านความคิด พิชิตชุดความรู้เดิม แต่ละคนได้มีการสร้างแรงบันดาลใจของตัวเอง มีความคิดที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อผลงานที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล” ผอ.สถาบันชนาพัฒน์อธิบาย
เมื่อถามว่า ในยุคที่ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ มีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คน สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อวงการแฟชั่นมากน้อยแค่ไหน?
สิทธิพัฒน์ตอบว่า ตลอดระยะเวลา 26 ปี สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ได้ผลิตนักออกแบบนับพันคน ท่ามกลางโลกที่เทคโนโลยีแทบจะครองโลก เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าใครๆ ก็เคยใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กันทั้งนั้น ปัจจุบัน AI ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนเป็นอย่างมาก รวมถึงวงการออกแบบเองด้วย โดยจะเห็นได้ว่า การใช้ AI ในการออกแบบเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างมากบนโลกออนไลน์ บางคนมองว่า งานออกแบบของ AI เป็นการคัดลอก หรือเลียนแบบนำผลงานของศิลปินอื่นๆ มาทำซ้ำเกิดขึ้นเป็นผลงานใหม่ขึ้นมา
แต่ทางสถาบันมองว่า หากเรานำปัญญาประดิษฐ์มาใช้เป็นอุปกรณ์ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ช่วยจุดประกายความคิดให้นักศึกษาทำผลงานออกมาบรรลุเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง โดย AI จะเข้ามาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักศึกษาทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้จะทำให้คาแร็กเตอร์ในผลงานของนักศึกษาชัดเจนขึ้นอีกด้วย
“ไม่ได้คิดว่าเอไอเข้ามากระทบวงการออกแบบ แต่คิดว่าเอไอเข้ามาทำให้พวกเราทำงานสะดวกมากขึ้น มีคุณภาพและรวดเร็วมากขึ้น ในหลักสูตร 2 ปีก็มีการสอดแทรกเอไอเข้าไปด้วย โดยให้ผู้เรียนใช้ให้เกิดประโยชน์ ภายใต้การเรียนรู้แก่นแท้ของการดีไซน์ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ออกแบบมาก็จะหน้าตาเหมือนกันหมด แต่ถ้าใช้อินสไปเรชั่นของตัวเอง แล้วนำเอไอเข้ามาในการทำงานให้เร็วขึ้น ก็จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้บรรลุเป้าหมายได้” สิทธิพัฒน์เผยมุมมอง
เจนใหม่เมียนมา ลัดฟ้าข้ามประเทศ
หวังเรียนรู้-เติบโต ไทยคือประตูแห่งโอกาส
Cho Nandar Htun หรือ Phu Phu นักศึกษาชาวเมียนมาที่ตัดสินใจมาศึกษาที่สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ สาขา Fashion Design เจ้าของคอลเล็กชั่น Human Profile เล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่เน้นย้ำถึง ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่มีเลือดเนื้อ ไม่ใช่พบพานผ่านเพียงโลกเสมือน และนี่คือเหตุผลในการเลือกใช้ ‘ใบหน้า’ มากมายในคอสตูมที่ภูมิใจนำเสนอ

“ปัจจุบัน ผู้คนมักจะเข้าหากันผ่านการหันหน้าเข้าหาหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แต่ในบางครั้งเราต้องการเข้าหากันลึกซึ้งด้วยจิตวิญญาณและหัวใจ การพูดคุยกับใครสักคนบนโลกโซเชียลมีเดีย บางครั้งก็เต็มไปด้วยความจอมปลอมและเสแสร้ง บางครั้งในยามที่เราดำดิ่งไปกับความเศร้า เราต้องการเพียงอ้อมกอดและการปลอบโยน สิ่งที่เราต้องการคือมนุษย์ที่มีเลือดเนื้ออยู่ตรงหน้าจริงๆ ไม่ใช่ภาพสะท้อนหรือการสัมผัสผ่านกระจกหน้าจอโทรศัพท์มือถือ” Phu Phu อธิบายจุดเชื่อมที่หวังให้มนุษย์มีแก่กันในชีวิตจริง
ส่วนเหตุผลที่เลือกใช้ผ้าคู่สี ‘ขาว-ดำ’ เพราะต้องการสะท้อนให้เห็นทั้งด้านที่สวยงามและด้านมืดในความสัมพันธ์ โดยให้ความสำคัญกับ ‘สีดำ’ เป็นหลัก เพื่อสะท้อนความลึกลับที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจของผู้คน
สำหรับอุปสรรคระหว่างการรังสรรค์คอลเล็กชั่นนี้ คือ การตัดเย็บชิ้นส่วนรูปใบหน้าจำนวนมาก ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความประณีตสูง นับเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด โดย 1 ชั่วโมงสามารถตัดได้เพียง 20 ชิ้นเท่านั้น จึงต้องใช้ระยะเวลายาวนานถึง 2 สัปดาห์เต็ม
อีกหนึ่งประเด็น ไม่ถามไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่ตัดสินใจเดินทางไกลจากบ้านเกิด เพื่อมาศึกษาต่อยังประเทศไทย ณ สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์
Phu Phu เผยถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองที่จะเรียนรู้และเติบโตยิ่งขึ้น โดยมองว่าที่แห่งนี้คือประตูบานสำคัญที่จะมอบโอกาสและประสบการณ์ใหม่ๆ เนื่องจากเมียนมากำลังเผชิญกับภัยสงครามกลางเมือง จึงไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นต่อไปได้ นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจเลือกเดินทางมาศึกษาที่ประเทศไทย โดยหลังจากสำเร็จการศึกษาจากสถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็มีความตั้งใจที่จะอาศัยและทำงานออกแบบในประเทศไทยต่อไป
สนใจศึกษาด้านการออกแบบ สามารถชมหลักสูตรของสถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ได้ทางเว็บไซต์ www.chanapatana.com ติดตามข้อมูลข่าวสาร และความเคลื่อนไหวทาง Facebook : Chanapatana
กัญญารัตน์ รักษ์แพทย์
26 ปี สถาบันชนาพัฒน์
จากนักเรียน 10 คน สู่เบื้องหลัง 300 แบรนด์ใหม่
เส้นทาง 2 ทศวรรษครึ่ง ไม่ง่าย ในฐานะองค์กรไม่แสวงผลกำไร จากก้าวแรกของการก่อตั้งโดย หลวงพ่อวิริยังค์สิรินฺธโร เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ด้วยเหตุผลไม่สลับซับซ้อน นั่นคือ การมอบโอกาสทางวิชาชีพให้ผู้คนเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป
จากนักเรียน 10 คน ปัจจุบันศิษย์เก่าชนาพัฒน์พุ่งถึงหลักพัน สร้างสรรค์แบรนด์ใหม่ๆ กว่า 300 แบรนด์
จากผู้บริหารชุดแรก ส่งไม้ต่อสู่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ ซึ่งนั่งเก้าอี้ ผอ.กว่า
10 ปี ระดมทีมงานคุณภาพ ก่อเกิดวัฒนธรรมอาสาสมัคร กระทั่งถึงมือ สิทธิพัฒน์ ธนสารสิน ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน อินทีเรีย ดีไซเนอร์หนุ่มผู้หวังสร้างสรรค์บุคลากรดีๆ ประดับวงการ
“ถ้าจะเรียนหลักสูตรแบบเดียวกันในต่างประเทศ ไปอิตาลีปีละเป็นล้าน แต่ที่ชนาพัฒน์ตลอดหลักสูตรไม่ถึง 200,000 นี่คือโอกาสที่จะได้ชุดความรู้เดียวกัน การที่จะทำให้ราคาแตกต่างจากต่างประเทศได้ มีปัจจัยค่อนข้างเยอะ หนึ่งในนั้นคือค่าตัวผู้บริหาร ซึ่งที่นี่ผู้บริหารเป็นอาสาสมัครทั้งหมด เราทำด้วยความเต็มใจ การเห็นสีหน้าของนักเรียนที่เรียนจบไป ไปเป็นเจ้าของแบรนด์ต่างๆ พูดถึง และขอบคุณโรงเรียน นั่นคือค่าจ้างของเราแล้ว” สิทธิพัฒน์เคยให้สัมภาษณ์ ‘มติชน’ เมื่อปลายปีที่แล้ว ครั้งครบรอบ 25 ปี
ส่วนแนวโน้มของแฟชั่นในประเทศไทย สิทธิพัฒน์มองว่ามีแนวโน้มเติบโตขึ้น
“แฟชั่นดีไซน์และอินทีเรียดีไซน์ เป็น 2 ในปัจจัย 4 ซึ่งปัจจุบันเจเนอเรชั่นใหม่ให้ความสนใจแฟชั่นมากขึ้น มองว่าในตลาดและอุตสาหกรรมยังเติบโตได้อีกมาก เปรียบกับ 20 ปีก่อนที่ไทยเป็นแค่ผู้ผลิต แต่ในปัจจุบันมีแบรนด์ที่ส่งออกเกิดขึ้นมากมาย” ผอ.ซีไอดีไอชนาพัฒน์กล่าว ก่อนบอกเล่าเส้นทาง ความมุ่งหมาย และก้าวต่อไปของสถาบันแห่งนี้อย่างมุ่งมั่น
ถามว่า ธรรมะกับแฟชั่นไปด้วยกันได้อย่างไร?
“ไม่ใช่แค่คนทั่วไปที่มีคำถาม คนที่ทำงานกับหลวงพ่อก็มีคำถาม อินทีเรีย (ตกแต่งภายใน) ยังพอเข้าใจ แต่แฟชั่นกับพระแทบจะอยู่กันคนละโลก หลวงพ่อบอกต้องย้อนไปที่วัตถุประสงค์ เพราะในยุคก่อตั้งเป็นยุคที่ฟองสบู่แตก ไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจการเมือง ท่านแค่อยากช่วยให้ประเทศดีขึ้น ท่านมีประสบการณ์การเดินทางไปยุโรปค่อนข้างมาก ได้ยินเรื่องการสร้างแบรนด์ สร้างมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ค่อนข้างเยอะ ท่านมองว่าคนไทยเรามีศิลปะอยู่แล้ว และเราเป็นประเทศที่มีแรงงาน เป็นผู้ผลิตของให้ต่างประเทศอยู่แล้ว ไปคุยกับอิตาลีก็บอกว่าทำได้เลย อินทีเรียดีไซน์ก็เป็นจุดที่เติบโตได้ง่าย หลวงพ่อทำไม่เป็นแต่รู้ว่าทำได้
ท่านก็ริเริ่มสถาบันขึ้นมา แล้วส่งให้คนอื่นทำต่อ ลูกศิษย์ของหลวงพ่อเข้ามาบริหาร ท่านไม่ได้สนคำติฉิน เพราะรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่
ตอนแรกเราก็คิดว่าวัดกับแฟชั่นไปด้วยกันไม่ได้ ด้วยกิจที่มันแยกกันอย่างชัดเจน จุดที่มันผูกพันกันจริงๆ คือมิชชั่นของหลวงพ่อ พอโรงเรียนเริ่มเติบโต นักเรียนเริ่มเยอะ หลวงพ่อก็มอบที่ดินแปลงนี้ 3 ไร่ 3 งาน ให้สร้างอาคารนี้เป็นเอกเทศ ทำให้สามารถบริหารและพัฒนาได้เร็วขึ้น”
ส่วนการไปสู่ระดับโลก แน่นนอนว่าไม่ง่าย แต่สิทธิพัฒน์มองว่ายุคนี้โชคดี ง่ายกว่าเมื่อก่อนตอนยังไม่มีโซเชียล ขั้นแรกคือความรู้ต้องทันสมัย เป็นสากล เพราะหลักสูตรของเราเป็นหลักสูตรนานาชาติจากอิตาลี ครูก็เป็นต่างชาติจากทั้งหมด มีประสบการณ์ด้านการเรียน การสอน การดีไซน์ ฉะนั้น กระดุมเม็ดแรกของเราคือนำศาสตร์ความรู้สากลเข้ามา
ขั้นต่อไปคือการผลักดันให้นักเรียนได้ทำสินค้าจริง ไปงานประกวด งานโชว์ต่างๆ ซึ่งยุคนี้ก็ง่ายขึ้นอีกเพราะเมื่อก่อนนักเรียนไปออกบูธอย่างเดียว แต่ตอนนี้มีแพลตฟอร์มออนไลน์มากมาย
คืนเดียวก็ไปสู่สายตาต่างชาติได้แล้ว



