หน้าแรก ประชาชื่น เรื่องบัตร เร...

เรื่องบัตร เรื่องบอร์ด เรื่องร้อนๆ ของคนยังไม่รวย ผศ.ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ ย้ำ ‘สวัสดิการสังคมไม่ใช่เรื่องกำไร-ขาดทุน’

2.08.26 | 11:07 น.

เรื่องบัตร เรื่องบอร์ด เรื่องร้อนๆ ของคนยังไม่รวย
ผศ.ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์
ย้ำ ‘สวัสดิการสังคมไม่ใช่เรื่องกำไร-ขาดทุน’

คนยังไม่รวย มารวมกันตรงนี้!

เพราะนี่คือบทสัมภาษณ์ที่รวมข้อมูลพื้นฐานแบบรวบตึงทุกวิวาทะตลอดหลายสัปดาห์ อันมีประเด็นเกี่ยวเนื่องกับคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้

คนที่ไม่ใช่ประชากร 1 เปอร์เซ็นต์ คนที่ไม่ได้ยืนโดดเด่นบนยอดพีระมิด คนที่ยังใช้บัตรทองเมื่อป่วยไข้ คนที่เงิน 300 บาทต่อเดือนช่างมีความหมาย แม้หารออกมาได้ผลลัพธ์ตกแค่วันละ 10 บาทถ้วน

ผศ.ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมรีแคปปรากฏการณ์ ผสานด้วยเลคเชอร์ข้อมูลความรู้ความเข้าใจ ‘สวัสดิการสังคม 101’ ในห้วงเวลาแห่งความอลหม่าน ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรอง คนยากจน กับ คน ‘อยาก’ จน ในมุมมองรัฐ จนชาวบ้านแห่อุทธรณ์หลังหลุดระบบจากเกณฑ์ใหม่ กระทั่งคนชราเป็นลมล้มพับ บานปลายสู่เหตุสลด สุดท้ายรัฐบาลต้องออกมากราบขอโทษ โดยยืดเวลาอุทธรณ์ไปถึง 20 กันยายน อีกทั้งผ่อนผันให้ผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์เกิน 15 ปี และรถยนต์เกิน 20 ปี ไม่ต้องถูกตัดสิทธิ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ หรือ ‘บัตรคนจน’

Advertisement

ไหนจะการเลือกตั้ง ‘บอร์ดประกันสังคม’ ชุดใหม่ ที่มีผู้ไปยื่นศาลปกครองว่าการต้องลงทะเบียนเพื่อโหวต เข้าข่ายจำกัดสิทธิ สุดท้ายถูก ‘ชะลอ’ ด้าน ไอซ์ รักชนก ศรีนอก แฟนพันธุ์แท้ประกันสังคม โต้ทันควัน ยืนยันว่า ศาลไม่ได้สั่งให้ชะลอ หรือเลื่อนเลือกตั้ง ซ้ำคำสั่งยังย้ำด้วยซ้ำว่าให้จัดตามกำหนดการเดิม 27 กันยายนนี้

ไหนจะประเด็นร้อน ‘บัตรทอง’ ที่กรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา เสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ให้ประชาชน ‘ร่วมจ่าย’ จนถูกวิพากษ์หนักว่าเป็นการถอยหลังเข้าคลอง มิหนำซ้ำยังระบุเหตุว่า โรงพยาบาลขาดทุนอ่วม

“ขอย้ำว่า นี่ไม่ใช่เรื่องขาดทุน ถ้าจะมองความยั่งยืนทางการคลังนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง สวัสดิการสังคมก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกำไร เพราะเป็นหน้าที่ซึ่งรัฐต้องทำเพื่อประชาชนอยู่แล้ว”

คือมุมมองของอาจารย์สังคมสงเคราะห์ ผู้สนใจในประเด็นแรงงานนอกระบบ หาบเร่ แผงลอย ลุยงานวิจัย เรียนรู้ปัญหาจากภาคสนาม พูดคุยกับผู้คนเป็นร้อยๆ เคส มองเห็นชีวิตที่คาบเส้น หรือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน จึงขอจึงสะท้อนปัญหาต่อสาธารณะ เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นจากการเป็นปากเป็นเสียงให้กลุ่ม ‘ไรเดอร์’

พื้นเพเป็นชาวฝั่งธนฯ คนบางยี่เรือ ก่อนย้ายไปเป็นประชากรบางแคตามทะเบียนราษฎร

จบมัธยมจากโรงเรียนวัดนวลนรดิศ

ศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก่อนเบนเข็มไปศึกษาต่อปริญญาโท ณ รั้วแม่โดม ปักหมุดคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ หลักสูตรพัฒนาแรงงานและสวัสดิการ ด้วยความสนใจในการเคลื่อนไหวภาคประชาชน

ก่อนคว้ารัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขานโยบายสาธารณะและการจัดการภาครัฐ จากมหาวิทยาลัยมหิดล

ในวัย 35 ปี รับบทมาแล้วหลากหลาย ทั้งภาคประชาสังคม นั่งเก้าอี้กรรมการพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยมานานหลายปี

ทั้งภาคการเมือง ในฐานะอดีตคณะที่ปรึกษารัฐมนตรี (ด้านการประชาสัมพันธ์) ยุค ตรีนุช เทียนทอง เป็นเจ้ากระทรวงแรงงาน

มองลึกจากลมหายใจของผู้คน ซึ่งสำคัญกว่าข้อมูลตัวเลขในกระดาษและหน้าจอคอมพิวเตอร์

ทำไมจากเจตนาดี คัดจนจริง กับจ้อจี้ และหวังอัพเดตคนจนรายใหม่ๆ ที่ยังไม่ได้เข้าระบบ แต่กลับสร้างความปั่นป่วนหนัก?

การลงทะเบียนรอบใหม่ คนเก่า กับคนใหม่ จะเห็นว่ารัฐบาลใช้เกณฑ์ที่เหมือนจะเข้มข้นขึ้น เท่าที่จำเกณฑ์ตัวเก่าได้ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ความจนจากรายได้และทรัพย์สิน โดยมากจะไปที่ตัวบุคคลเป็นหลัก ไม่ได้มองไปถึงสมาชิกในครอบครัว แต่รอบนี้ เกณฑ์หลายตัวไปอิงกับสมาชิกครอบครัว กับสินทรัพย์ประเภทอื่นที่ไม่ใช่บ้านและที่ดินด้วย คือมาถึงรถยนต์ กลายเป็นปัญหาจนเกิดกระแส ทำให้กระทรวงการคลังต้องกลับไปทบทวน ผมเคยเจอเคสตั้งแต่ยุคแรกๆ คือเป็นผู้สูงอายุ งานไม่มี คนดูแลก็ไม่มี แต่ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพราะมีที่ดินเกินตามเกณฑ์ที่กำหนด เกณฑ์การคัดกรองรอบนี้จึงมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นไปอีก ทำให้คนไม่น้อยหลุดจากการช่วยเหลือ ซึ่งกรณีหนึ่งที่น่าสนใจคือ การที่ไปผูกกับการลดหย่อนภาษีของลูก ทำให้ผู้สูงอายุหลุดไปเยอะพอสมควร บางคนพ่อแม่ลูกไม่ได้อยู่ด้วยกัน และลูกอาจไม่ได้ส่งเงินกลับไปให้ แต่กลับถูกตัดสิทธิ

กล่าวได้หรือไม่ว่ารัฐบาลตัดสินใจพลาดสำหรับนโยบายนี้?

ปกติแล้วการตัดสินใจเชิงนโยบายมันมีทั้งให้คุณและให้โทษอยู่แล้ว รอบนี้ผมก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลตัดสินใจถูกหรือผิด แต่เห็นพูดถึงเรื่องงบประมาณบ่อย เรื่องการคุ้มค่า คุ้มทุน อะไรแบบนี้ วิธีคิดของเทคโนแครตอาจมองว่าการช่วยเหลือ ต้องช่วยให้ถูกกลุ่ม ให้ตรงเป้าหมาย มีประสิทธิภาพ นักบริหารทั้งหลายอาจนำจุดนี้เป็นตัวตั้ง เลยมีการตกหล่นของคนค่อนข้างเยอะจากการไม่เข้าเกณฑ์ตัวใหม่

รัฐบาลเคยพูดเรื่องอัพสกิล รีสกิล แต่ความเป็นจริงตอนนี้แทบไม่มีเลย การจะหลุดจากความจนจริงๆ ต้องทำให้คนมีรายได้ ถ้าจะมีรายได้ก็ต้องมีงานทำ หรือเป็นผู้ประกอบกิจการส่วนตัว แต่มันไม่มีแนวทางชัดเจน เช่น กรมพัฒนาฝีมือแรงงานพร้อมไหม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีหรือเปล่า หรือจะโยนไปเป็นโจทย์บูรณาการระหว่างกระทรวง มองครบวงจรชีวิตไปเลย ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล แต่เรายังมองไม่เห็นภาพ วันนี้เป็นการช่วยเก็บตกคนที่เอาตัวรอดไม่ได้ ไม่มีแนวทางระยะยาวที่จะแก้ระดับโครงสร้างจริงๆ

แล้วเรื่องข้อมูลผิดพลาด เช่น มีรถ ทั้งที่ขับรถไม่เป็น เปิดแผลความบกพร่อง ในด้านฐานข้อมูลภาครัฐ?

การทำโครงการเหล่านี้ เข้าใจว่ารัฐบาลต้องการข้อมูลมาตั้งแต่ยุคที่มีโครงการคนละครึ่ง เยียวยาโควิด บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นตัวแรกๆ ที่รัฐบาลอยากทำ Data (ข้อมูล) เรื่องผู้มีรายได้น้อย รวมถึงอื่นๆ ก็ตามแต่ เราจะเห็นว่าล่าสุดรอบนี้มีการดึงข้อมูลจากหลายกระทรวง แต่ข้อมูลดันไม่เชื่อมโยงกัน ผมคิดว่าเรื่องนี้คือปัญหาใหญ่มาก ข้อมูลที่ผิดพลาดก็ต้องไปตรวจสอบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เช่น บอกมีรถ ทั้งที่ไม่มี มีการสวมสิทธิหรือไม่ แสดงว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องใช่ไหม ถ้าจะทำฐานข้อมูลก็ต้องทำให้ดี ไม่ใช่เอาประชาชน เอามนุษย์มาทดลองระบบ

จะแลกเปลี่ยนอย่างไรกับสเตตัสเฟซบุ๊กของที่ปรึกษาประจำ กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา ที่บอกว่า สังคมกำลังติดอยู่กับ ‘ตรรกะป่วย’ ที่มองเพียงมิติของผู้ป่วยไม่ต้องร่วมจ่าย แต่ไม่ได้คำนึงถึงการแบกรับภาระเกินกำลังของ รพ. และกองทุนสุขภาพ?

ผมคิดว่าสวัสดิการสังคมไม่ใช่เรื่องที่จะมองเป็นเรื่องขาดทุน การบริการสังคม บริการสาธารณะ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกำไร เพราะเป็นหน้าที่ซึ่งรัฐต้องทำเพื่อประชาชนอยู่แล้ว แต่ต้องมาประเมินเรื่องอื่น เช่น ศักยภาพของบุคลากร ว่ามีความพร้อมหรือไม่ โรงพยาบาลไหนพร้อม ไม่พร้อม อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ หรืออะไรก็ตามแต่ อันนี้ก็ต้องพิจารณาแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไป แต่การปรับเปลี่ยนเป็นระบบ Co-pay (ร่วมจ่าย) หรือยกเลิก ไม่ต้องมี อันนี้ไม่ถูก

ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ก่อนมีบัตรทอง คนอายุ 40-50 ปี น่าจะเคยเห็นคนจน คนใช้แรงงานที่ไม่มีแม้กระทั่งเงินไปหาหมอในคลินิก ซึ่งครั้งหนึ่งใช้เงิน 200-300 บาท เลยไปซื้อยาซองๆ 20 บาท แก้สารพัดโรค บางทีเป็นสเตียรอยด์ ถ้าไม่มีบัตรทอง ภาพเหล่านั้นจะกลับมาอีกครั้ง

ที่ผ่านมาบัตรทองก็มีการพัฒนามาเรื่อยๆ วันนี้เข้าถึงระบบปฐมภูมิได้ง่ายขึ้น รับยาตามร้านขายยาได้ ยกเว้นบางโรค กรณีร่วมจ่าย ถามว่าต้องร่วมจ่ายเท่าไหร่ ประชาชนเสียประโยชน์แน่นอน ขอย้ำว่า นี่ไม่ใช่เรื่องกำไร ขาดทุน ถ้าจะมองความยั่งยืนทางการคลังนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง จริงๆ แล้วงบประมาณของเราที่ใช้ในการลงทุนเรื่องการคุ้มครองทางสังคม ผมจำตัวเลขเป๊ะๆ ไม่ได้ น่าจะ 8 เปอร์เซ็นต์ แต่เทไปที่สุขภาพราว 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ได้เยอะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลก และของไทยเป็นการดูแลสุขภาพแบบถ้วนหน้า มี 3 ระบบครอบคลุมทั้งประเทศ เป็นตัวอย่างให้โลกด้วยซ้ำ แต่ในอนาคตมีโจทย์ที่ว่าจะทำอย่างไรในการบูรณาการกองทุนต่างๆ ให้รวมกันได้หรือไม่

มองอย่างไรกับการผลักดันแก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง โดยให้ ‘ร่วมจ่าย’ ส่วนอีกข้อเสนอน่าสนใจคือ การลดสัดส่วนข้าราชการ เพิ่มสัดส่วนภาคประชาชน?

มี 2 ประเด็นคือ สัดส่วนใน สปสช. (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ถ้าเพิ่มภาคประชาชนก็ดีเลย เพราะปกติแล้วการให้ข้าราชการอยู่ในบอร์ดเยอะๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจประชาชนเท่าไหร่ เขามีสิทธิข้าราชการในการรักษาพยาบาล อาจมองว่าบัตรทองใช้งบค่าใช้จ่ายเยอะ ศักยภาพโรงพยาบาลต่างๆ ไม่พร้อมบ้างอะไรบ้าง เพราะฉะนั้น การเพิ่มสัดส่วนภาคประชาชนเข้าไป ข้อดีคือ มีอำนาจในการต่อรองเพิ่มขึ้น อันนี้ผมสนับสนุน

แต่เรื่องการ Co-pay จะแบบไหนก็ตามแต่ ผมไม่เอาเลย (หัวเราะ) ขอระบบเดิม ส่วนตัวยังไม่ได้ดูรายละเอียด แต่ถ้ามองตามกรอบ Social Protection (การคุ้มครองทางสังคม) การที่จะร่วมจ่ายได้ แสดงว่าคนนั้นต้องมีงาน มีรายได้แน่นอน มีความมั่นคงทางอาชีพระดับหนึ่ง แต่ประชาชนทั่วไปจำนวนไม่น้อยในประเทศไทย อยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนหาเช้ากินค่ำ รับจ้าง หาบเร่แผงลอย วินมอเตอร์ไซค์ ได้เงินเป็นรายวัน คนแบบนี้เยอะแยะไปหมด เวลาเจ็บป่วยหนักๆ ขึ้นมาเขาไม่มีศักยภาพร่วมจ่ายหรอก คนที่ร่วมจ่ายได้ต้องเป็นชนชั้นกลางขึ้นไป มีเงินจ่ายค่าประกันรายปี หรือรายเดือน ส่วนนายจ้างร่วมจ่ายก็มีระบบประกันสังคมอยู่แล้ว

มาถึงประเด็นประกันสังคม ยังมีความเห็นต่างเรื่องสูตร CARE ถึงขนาดมีการยื่นค้าน คิดว่าเป็นประเด็นการเมืองด้วยหรือไม่?

ณ ตอนนี้มีอยู่ 2 ประเด็นหลักคือ เรื่องของการเลือกตั้งบอร์ด และเรื่องของสูตร CARE ปัญหา 2 เรื่องนี้ไม่รู้ว่าจะถูกยำเป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่า แต่เราลองมองแยกประเด็นดูก่อน ว่าจริงๆ แล้วประกันสังคม คือระบบสวัสดิการตัวหนึ่งที่เป็นระบบร่วมจ่ายจากหลายฝ่าย ไม่ใช่รัฐจ่ายให้ฝ่ายเดียวโดยเอาเงินภาษีมาจัดให้ อย่างบัตรทอง เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ประกันสังคมเป็นระบบร่วมจ่ายหลายฝ่าย (ลูกจ้าง นายจ้าง รัฐบาล) นี่คือมาตรา 33 แต่มาตรา 40 จ่าย 2 ฝ่าย คือผู้ประกันตนที่เป็นแรงงาน กับรัฐสมทบ

ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าที่ผ่านมาคนอาจไม่ได้รู้สึกว่าประกันสังคมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับสวัสดิการที่รัฐจ่ายอย่างเดียว แต่ช่วงหลังมีการออกมาสื่อสารกับสาธารณะมากขึ้นในเรื่องการบริหารจัดการที่อาจไม่โปร่งใส และบางสิ่งบางอย่างที่มีข้อมูลออกมา ก็พบว่ามีการไปลงทุนกับอาคารต่างๆ บ้าง หรือเอาเงินไปซื้อเสื้อ ซื้อหมวก ทำปฏิทิน เลยกลายเป็นประเด็นที่สังคมเริ่มจับตา

อีกส่วนหนึ่งคือ สิทธิประโยชน์ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ หลายๆ ครั้งหลายๆ ครา คนมักมองเรื่องรักษาพยาบาลอย่างเดียวเป็นหลัก ซึ่งแน่นอนว่ามันถูกเอาไปเทียบเคียงกับสวัสดิการสุขภาพตัวอื่นที่ไม่ต้องจ่ายตังค์ เช่น บัตรทอง รวมถึงสิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการ ทำให้เราเห็นว่า ประกันสังคมที่มีสิทธิประโยชน์ 7 อย่าง บางอย่างไปซ้อนกับสวัสดิการตัวอื่น ซึ่งก็ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกัน โดยฝั่งประชาสังคมเรียกร้องให้รวมกองทุนในแง่ที่เอาตัวสุขภาพของประกันสังคมออกมา รวมกับข้าราชการและบัตรทองเป็นระบบเดียวไปเลย ซึ่งคงเป็นปลายทางที่ยากมาก แต่มันก็คงเป็นความตั้งใจ ความใฝ่ฝันของบางคน บางกลุ่ม เพราะการแบ่งระบบมีความเหลื่อมล้ำหลายอย่าง

ที่ผมจะย้ำคือ ประกันสังคมไม่ได้มีสิทธิประโยชน์แค่รักษาพยาบาลอย่างเดียว แต่รวมไปถึงเงินทดแทนเมื่อขาดรายได้ระหว่างเจ็บป่วย ทุพพลภาพ สงเคราะห์บุตร คลอดบุตร เสียชีวิต และว่างงาน ซึ่งตอนโควิดระบาด ตัวเลขการใช้สิทธิประโยชน์การว่างงานสูงมาก ประกันสังคมสำคัญต่อชีวิตพวกเรา เพราะมาช่วยจัดการบรรเทาผลกระทบได้ในระดับเบื้องต้น แต่บางเรื่องอาจถูกมองว่าไกลตัว เช่น ทุพพลภาพ ซึ่งพี่น้องแรงงานบางคนคุยกับผม บอกว่าเกิดขึ้นได้ยาก หรือเรื่องสงเคราะห์บุตร เพราะเทรนด์เปลี่ยน อัตราการเกิดลดลง ถามว่ามีแรงจูงใจอะไรไหมที่ทำให้คนอยากจะเข้าระบบ โดยเฉพาะพวกภาคสมัครใจ อย่างมาตรา 40 ทำอย่างไรที่จะจูงใจ สิทธิประโยชน์ก็ส่วนหนึ่ง แต่การจัดการของภาครัฐก็เป็นส่วนสำคัญ คงต้องมองไปพร้อมๆ กัน

รอบนี้คนลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดมากกว่าปี’66 แต่ถ้าเทียบสัดส่วนผู้ประกันตนถือว่าน้อย ตัวเลขนี้สะท้อนอะไร?

การที่คนลงทะเบียนมากขึ้นคงเพราะที่ผ่านมามีการรณรงค์ มีการสื่อสาร หลายปัจจัยประกอบกัน ผู้สมัครบางทีมทำหน้าที่อาจจะมากกว่าทางประกันสังคมด้วยซ้ำ

ตัวเลขล้านกว่าๆ เทียบกับผู้ประกันตนหลักสิบล้าน ต่างกันเยอะ ผมคิดว่าต้องมองย้อนกลับไปทั้งระบบของประกันสังคม ว่าให้ประโยชน์กับผู้ประกันตนมากน้อยแค่ไหน นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ทางสำนักงานประกันสังคมและบอร์ดชุดที่จะเข้ามาต้องคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะประกันสังคมทำงานอยู่บนฐานในแง่ของสิทธิ ความจำเป็นพื้นฐาน และจัดการความเสี่ยงด้วย คือ 3 อย่างหลักๆ เลย ซึ่งไปเทียบกับประกันเอกชนบางอย่างก็ไม่มี อย่างชราภาพ ว่างงาน สงเคราะห์บุตร แต่ต้องเข้าใจว่าตัวประกันสังคม ไม่ควรเอาไปแข่งกับเอกชนอยู่แล้ว เพราะเป็นหลักประกันพื้นฐาน เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุขของคนทั้งสังคม เลยมีสัดส่วนเรื่องของการจ่ายมาก จ่ายน้อย รายได้น้อย ก็จ่ายน้อยตามสัดส่วนที่กำหนดเพดานไว้ แต่สิทธิได้รับเหมือนคนอื่น ยกเว้นบำนาญอาจได้น้อยกว่า

กรณีที่มีผู้ยื่นศาลปกครองเรื่องลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม มีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าเหตุผลเรื่องจำกัดสิทธิไหม?

ผมอยู่กับขบวนการแรงงานมาเกือบ 10 ปี ทำงานประเด็นนี้มาตลอด ต้องบอกว่ามันมีความซับซ้อน ที่ผ่านมาระบบไตรภาคีบ้านเรามันมีปัญหามาตลอด ระบบที่ว่านี้มี 3 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งลูกจ้าง ฝั่งนายจ้าง และรัฐ ประเด็นคือ มันมีคณะกรรมการไตรภาคีอยู่หลายคณะในกระทรวงแรงงาน แต่มีแค่คณะเดียวที่ใช้การเลือกตั้งคือประกันสังคม โดยมีการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 หลังกฎหมายออกมาตั้งแต่ปี 2558

ถ้าเราย้อนไปดูบอร์ดประกันสังคมตั้งแต่ปี 2535 จะเห็นว่ากลุ่มคนที่เข้าไปนั่งในบอร์ด ฝั่งผู้ประกันตนจะเป็นสภาองค์การลูกจ้างต่างๆ 20-30 แห่ง ก่อนโควิดมีแค่ 15-16 แห่งเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้แข่งกันตั้งขึ้นมาเพื่อไปนั่งไตรภาคีที่ไม่ใช่คณะประกันสังคมนะ เป็นคณะอื่น อันนี้ผมเล่าบริบทให้เห็นภาพก่อน จึงมีการแข่งขันกันในประกันสังคมว่ากลุ่มสภาลูกจ้างแบบเดิมต้องมาแข่งขันในกระดานเดียวกับที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าหรือทีมอื่นๆ ซึ่งไม่ได้สังกัดอยู่ในสภาองค์การลูกจ้างก็ต้องลงสนามมาแข่งกัน ฉะนั้น ตอนนี้สำหรับผมถ้าต้องเลือกตั้ง เราเห็นภาพอยู่แล้วว่าทีมประกันสังคมก้าวหน้าฝั่งลูกจ้างน่าจะลอยมาสบายๆ ซึ่งทำให้คนบางกลุ่มที่ไม่ได้เข้าสู่คณะกรรมการนี้เสียประโยชน์ที่ไม่รู้ว่าอะไรบ้าง ผมอาจพูดไม่ได้ทั้งหมด แต่ประเด็นคือ เข้าไม่ถึงอำนาจ กติกาที่ต้องเลือกตั้งทำให้คนกลุ่มเดิมเสียประโยชน์ คนกลุ่มใหม่ที่เข้ามา 2 ปีที่ผ่านมาเขาก็ออกมาสื่อสารกับสาธารณะ ออกมาปรับเปลี่ยน ปรับปรุง เพิ่มสิทธิประโยชน์ เข้าไปตรวจสอบกระบวนการต่างๆ ในสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเมื่อก่อนคนไม่ได้สนใจ กลายเป็นถูกจับตามากขึ้น

การที่มีคนไปฟ้อง เป็นการไปฟ้องศาลปกครองในแง่ที่ว่า ทำไมไม่ให้คนไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้เลย ทำไมต้องลงทะเบียนก่อน ซึ่งประกันสังคมให้เหตุผลว่า เพื่อให้สามารถประหยัดงบได้ ใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้งน้อยลง แต่บางคนอาจตีความได้ว่าเป็นการกีดกันหรือจำกัดสิทธิหรือเปล่า ซึ่งอาจต้องไปพิจารณากันต่อในอนาคต ว่าระเบียบตรงนี้ควรผ่อนปรนไหม ว่าทุกคนถ้าเข้าตามเกณฑ์ก็สามารถไปเลือกตั้งได้หมด โดยไม่ต้องลงทะเบียนก่อน อีกส่วนหนึ่ง ถ้ากระบวนการศาลปกครองมาแบบนี้ก็ต้องตีความในทางกฎหมายว่า ตกลงให้เลื่อนไหม หรือจัดเลือกตั้ง ต้องดูว่าไปทางไหน เมื่อศาลตัดสินแล้วจะเป็นอย่างไร กระทรวงแรงงานอาจต้องรีบดำเนินการต่อ ผมเข้าใจว่าประชาชนติดตามอยู่

ตอนนี้มันเว้นว่างไปเท่าไหร่แล้ว ชุดเดิมหมดวาระไปตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ก็ประมาณครึ่งปีแล้ว ผู้บริหารตอนนี้เป็นบอร์ดชุดรักษาการ วาระ 2 ปี แต่รักษาการครึ่งปีเข้าไปแล้ว มันก็แปลกๆ ผมมองว่าอายุบอร์ดสั้นไป 2 ปี ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ค่อยได้ การบริหารงานสัก 3 ปีจะเหมาะกว่า

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร