พุทธแลนด์
แดนศรัทธาวัดไทยสมัยใหม่
‘มีพระมีวัด กลัวอัตคัดทำไมพวกเรา
หลอกพระหลอกเจ้า กินไปวันวันหนึ่ง
ให้วัดลงทุนจัดงาน หลอกท่านให้ฝันคะนึง
ได้กำไรจากงานเอ๊ย เรากรรมการขอครึ่งหนึ่งนะ
ครึ่งหนึ่ง ครึ่งหนึ่ง วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง’
เพลง ‘แบ่งคนละครึ่ง’ โดยยอดรัก สลักใจ
ในเทศกาลและบางช่วงเวลาอันแสนวิเศษ วัดได้แปลงร่างกลายเป็นพื้นที่แห่งความบันเทิงในนามของ ‘งานวัด’ กาลเทศะเช่นนั้น ได้เปลี่ยนวัดจากศาสนสถานสำหรับพิธีกรรมไปเป็นสวนสนุกและตลาดขนาดย่อม ที่มีทั้งชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน บ้านผีสิงและร้านรวงต่างๆ สีสันเหล่านี้ทำให้ชุมชนใกล้วัดไม่เงียบเหงาเกินไป
เพลงแบ่งคนละครึ่ง ข้างต้นเคยเป็นประเด็นใหญ่โตมาในอดีต เนื่องจากเนื้อเพลงวิจารณ์เสียดสีธุรกรรมบันเทิงภายในวัด เพื่อระดมทุนเข้าวัด จนถึงกับถูกกล่าวหาว่า ‘บ่อนทำลายศาสนา’ แต่การเข้าใจสิ่งที่เป็นอยู่ด้วยมุมมองแค่นั้นอาจไม่เพียงพอ
ในปัจจุบัน วัดไม่ได้เป็นเพียงสวนสนุกชั่วครั้งชั่วคราวอีกต่อไป พื้นที่วัดถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวถาวรมากขึ้น การหารายได้เกิดขึ้นตลอดปีจากผู้มาเยี่ยมเยือน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีงานวัดอีกแล้ว สิ่งก่อสร้างนานาชนิดถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อดึงดูดความสนใจ การสร้างมุมถ่ายรูป รวมไปถึงการตอบสนองศรัทธาทางศาสนาที่มีพุทธคุณทางด้านโชคลาภและความเป็นสิริมงคลต่างๆ
ภายในวัดมีตั้งแต่นรกจำลองอันประกอบด้วยรูปปั้นของยมบาล เปรต สัตว์นรก
รั้วอารามยังกลายเป็นที่ตั้งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งในและนอกพุทธศาสนา ทั้งที่เป็นพระพุทธเจ้า สาวก พระโพธิสัตว์ พระภิกษุ เทพองค์เก่า และเทพเกิดใหม่ เหล่านี้ได้จำแลงตนในอิริยาบถต่างๆ ตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดเท่าตัวคน รวมถึงขนาดมหึมา สะท้อนความหลากหลายทางความเชื่อ แต่ความหลากหลายนั้นมักตั้งอยู่บนแนวคิด ‘ไม่เชื่ออย่าลบหลู่’ เป็นหลัก
เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น มีความเสี่ยงสูงที่มากพอจะนำภัยนานาชนิดมาสู่ผู้ตั้งคำถามได้
ไม่เพียงเท่านั้น ในมิติของเงินทองและการระดมทุน ยิ่งศักดิ์สิทธิ์เท่าไรก็ยิ่งมีการลงทุนซ้ำมากขึ้น ซึ่งสะท้อนออกมาในหลายรูปแบบ การขยายขนาดให้ใหญ่โตมากขึ้นก็เป็นวิธีหนึ่ง เทคโนโลยีการก่อสร้างสมัยใหม่นี้ยิ่งทำให้ประติมากรรมสามารถกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่มีพื้นที่ใช้สอยภายในและบรรจุลิฟต์เพื่อส่งคนขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ก็ยังได้
เดิมทีการสร้างวัดของไทยมักอิงอยู่กับความคิดในจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ล้อมรอบด้วยมหานทีสีทันดรและทวีปทั้ง 4 ขณะที่เชิงเขาเป็นที่ตั้งของป่าหิมพานต์ ซึ่งปรากฏผ่านแผนผัง แกนของวัด และจิตรกรรมฝาผนัง
ครั้นสยามเปิดความสัมพันธ์กับต่างชาติมากขึ้น ผ่านการค้าและการทูตทำให้ได้รับอิทธิพลของศิลปกรรมจากต่างชาติมากยิ่งขึ้น และอิทธิพลของศิลปกรรมจากต่างชาตินั้นก็ได้มาปรากฏอยู่ในวัดด้วยเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากศิลปกรรมของวัดโพธิ์ ที่มีการนำศิลปกรรมแบบจีนมาประดับตกแต่งในส่วนต่างๆ ของวัด ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์แบบจีน ตุ๊กตาเทพโป๊ยเซียน รวมถึง ‘ลั่นถัน’ หรือรูปปั้นขุนนางจีนฝ่ายบู๊
การรับอิทธิพลจากต่างชาติไม่ได้จำกัดแค่จากจีนเท่านั้น แต่ยังมีการรับอิทธิพลจากศาสนาคริสต์จากชาติตะวันตกด้วย โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือวัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ.2419

ตัววัดออกแบบและก่อสร้างโดยสถาปนิกชาวตะวันตก ตัวอุโบสถ กุฏิ หอไตร มีการก่อสร้างด้วยสไตล์กอธิก มีการประดับกระจกสีแบบเดียวกันกับโบสถ์ของศาสนาคริสต์ นับเป็นการออกนอกขนบการสร้างวัดของศาสนาพุทธไปอย่างมาก แต่ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้อาจสะท้อนถึงการปรับตัวของศาสนาพุทธในไทย ให้สามารถดำรงอยู่ได้ท่ามกลางความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลง
ย้อนกลับไปในอดีต งานวัดเป็นหนึ่งในความบันเทิงไม่กี่อย่างของคนไทย ความรื่นเริงทั้งกลางวันและกลางคืนจากโรงมรสพ ร้านของกิน ของเล่น เกมส์ และของแปลกทุกรูปแบบล้วนมีให้เห็นอยู่ในงานวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรากฏขึ้นของ ‘หนังขายยา’ ที่นำความบันเทิงมาสู่ผู้คน
การเป็นสถานที่สำหรับให้ผู้คนได้สัมผัสกับประสบการณ์อันแปลกใหม่ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บางวัดนำมาเป็นปัจจัยในการสร้างหรือบูรณะวัดเสียใหม่ เพื่อเป็นการดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาวัดมากขึ้น โดยในช่วงทศวรรษ 2500-2510 วัดไผ่โรงวัว เป็นหนึ่งในวัดที่มีความโดดเด่นอย่างมากในการเปิดประสบการณ์แปลกใหม่
‘นรกจำลอง’ ที่วัดไผ่โรงวัวซึ่งเต็มไปด้วยรูปปั้นของคนปีนต้นงิ้ว กระทะทองแดง เปรต ยมบาล และผู้ที่กำลังโดนทัณฑ์ทรมานเพื่อชดใช้กรรมจากบาปต่างๆ อาจจะสร้างความน่ากลัวให้แก่ผู้มาเยือน แต่ถึงกระนั้นนี่ก็เป็นแลนด์มาร์กที่ดึงดูดผู้คนให้มาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย เพื่อที่จะได้มีโอกาสสัมผัสกับนรกอย่างใกล้ชิด

นอกจากนรกจำลองแล้ว วัดไผ่โรงวัวยังมีการจำลองสถานที่ตามพุทธประวัติไม่ว่าจะเป็นเมืองกบิลพัสดุ์จำลอง สวนลุมพินีวัน และอื่นๆ อีกมากมาย
หนังสือพุทธแลนด์ แดนศรัทธาวัดไทยสมัยใหม่ ผลงาน ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ เกิดขึ้นเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ของการทำให้วัดในไทยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในลักษณะสวนสนุกและอื่นๆ ที่พอจะเทียบเคียงกันได้
เพื่อที่จะเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าว ภิญญพันธุ์จึงยกหัวข้ออภิปรายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.แนวคิดพุทธหลากชนิดกับการสร้างศาสนสถาน 2.สิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ขนาดยักษ์และการก่อรูปของพุทธแลนด์ ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และ 3.สวนสนุกทางจิตวิญญาณแบบไทยๆ หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
ในภาพรวมทั้งประเทศ จะเห็นว่าจุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 อันนำมาซึ่งนโยบายของรัฐในการสนับสนุนการท่องเที่ยว การขยายตัวของสื่อมวลชน การเกิดถนนที่เข้าถึงพื้นที่ต่างๆ นอกเส้นทางหลัก ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำให้วัดและศาสนสถานแบบพุทธแลนด์สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นด้วยยานพาหนะของปัจเจก สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
เช่นเดียวกับการมีอิทธิพลจากวัฒนธรรมประชานิยมที่ผู้คนรับรู้ผ่านสื่อมวลชนในรูปแบบต่างๆ เช่น ละคร ภาพยนตร์ กระทั่งการ์ตูนทั้งในและต่างประเทศ
พื้นที่ต่างๆ ในวัดมีลักษณะคล้ายกับด่านต่างๆ ของสวนสนุก ยิ่งวัดใดมีชื่อเสียงด้านให้โชคลาภ ทำให้ผู้คนสมหวัง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและความรัก ยิ่งทำให้วัดและศาสนสถานนั้นเต็มไปด้วยผู้คน
ในภาพรวมของประเทศ ลักษณะภูมิศาสตร์ที่มักเป็นที่ตั้งของวัดและศาสนสถานมีความแตกต่างกันไป ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจุดเด่นคือพื้นที่ริมแม่น้ำโขง ภาคกลางคือที่ราบขนาดใหญ่และทุ่งนา แต่สิ่งที่ในทุกภูมิภาคล้วนมีก็คือ ‘ภูเขา’ อันเป็นทำเลสำคัญของวัดและศาสนสถาน

นอกจากนั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งก่อสร้างยังสัมพันธ์อยู่กับภูมิภาค เช่น ครูบาศรีวิชัยในภาคเหนือ พญานาคในภาคอีสาน
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ในภาคกลาง และจตุคามรามเทพ หลวงปู่ทวด และไอ้ไข่ในภาคใต้ แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์บางประการก็ขยายความนิยมไปสู่ภูมิภาคอื่นด้วย เช่น สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) หลวงปู่ทวด ไอ้ไข่ และพญานาค ส่วนสิ่งศักดิ์สิทธิ์บางประเภทเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง จนไม่มีข้อจำกัดในเชิงพื้นที่ นั่นคือเจ้าแม่กวนอิมและท้าวเวสสุวรรณ ที่กลายเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาด
อาจกล่าวได้ว่าสถานการณ์อันตึงเครียดทางเศรษฐกิจและชีวิตจากโรคระบาด เป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่ทำให้วัดและศาสนสถานแบบพุทธแลนด์มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
สั่งซื้อได้แล้ววันนี้ ทุกช่องทางของสำนักพิมพ์มติชน
///////////////
เปิดสารบัญพุทธแลนด์
แดนศรัทธาวัดไทยสมัยใหม่
โดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์
จำนวน 304 หน้า
1.ทำไมต้อง “พุทธแลนด์”
2.พุทธหลากชนิดกับการสร้างศาสนสถาน และสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์ขนาดยักษ์
-ยุคก่อนสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับแนวคิด พุทธศิลป์แบบจักรวาลวิทยาไตรภูมิและหิมพานต์
-ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับแนวคิด ความบริสุทธิ์ของ “พุทธแท้”
-การปฏิวัติ 2475 กับแนวคิดพุทธแท้ยุคหลัง
-ยุคสงครามเย็นกับแนวคิดพุทธปาฏิหาริย์ ปราบคอมมิวนิสต์และราชาชาตินิยม
-ยุคหลังสงครามเย็นกับแนวคิดพุทธพาณิชย์
3.การก่อรูปของพุทธแลนด์ ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ 2540
-วัดและวังรูปแบบแปลกใหม่กับมิติการท่องเที่ยว
-จากจารีตการจาริกแสวงบุญ สู่การท่องเที่ยวสมัยใหม่ ในบริเวณวัด ทศวรรษ 2500
-วัดแบบพุทธแลนด์ วัดแฟนตาซีในสถาปัตยกรรม โลกศาสนากับประสบการณ์ใหม่จากสื่อมวลชน
การระดมทุนและงบประมาณ
4.สวนสนุกทางจิตวิญญาณแบบไทยๆ หลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540
-การโหยหาความเป็นที่สุดในโลกหลังวิกฤตฟองสบู่ และการขยายตัวของการเดินทางของปัจเจก
จักรวาลเดิมและแฟนตาซีแบบใหม่ ในวัดพระธรรมกาย
-ศาสนสถานยุคอันซีนไทยแลนด์
-ศาสนสถานหลังรัฐประหาร 2549 การเสื่อมถอย ทางการเมืองและเศรษฐกิจไทย ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย
5.พุทธแลนด์ ศาสนสถานหลังรัฐประหาร 2557 โควิด-19 และเศรษฐกิจดิ่งเหว
-พุทธแลนด์ ศาสนสถานหลังวิกฤตการเมือง และโรคระบาด
-ดาราพาเที่ยวและกระแสข่าวสาร ผลักดันวัดแบบพุทธแลนด์ให้โด่งดัง
-เงินสะพัดในวัดไทย
6.บทสรุป
///////////////
ติดตามทุกช่องทางของสำนักพิมพ์มติชนที่
Line : @matichonbook
Youtube: @MatichonBooks
Tiktok: @matichonbook
Twitter: @matichonbooks
Instagram: matichonbook
www.matichonbook.com
02-589-0020 ต่อ 3350-3360



