หน้าแรก ประชาชื่น ‘เรื่องมันมาก...

‘เรื่องมันมาก เรื่องมันยาว เรื่องมันสำคัญ’ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ เกาะปากหลุม ‘ดอนยายทอง’ จ้องการค้าข้ามคาบสมุทร

5.08.26 | 11:07 น.
ขรรค์ชัย บุนปาน ควง สุจิตต์ วงษ์เทศ ตามเกาะปากหลุมขุดค้น ‘ดอนยายทอง’ ถ่ายทำรายการทอดน่องท่องเที่ยว ชมย้อนหลังได้ทางเฟซบุ๊ก ‘มติชนออนไลน์’ และสื่อในเครือ

‘เรื่องมันมาก เรื่องมันยาว เรื่องมันสำคัญ’
ขรรค์ชัย-สุจิตต์
เกาะปากหลุม ‘ดอนยายทอง’ จ้องการค้าข้ามคาบสมุทร


ไม่ม่ทิ้งจิตวิญญาณบัณฑิต ‘โบราณคดี’ แม้จบการศึกษาตามหลักสูตรมากว่าครึ่งศตวรรษ

เมื่อใดที่มีการพบแหล่งโบราณคดีแห่งใหม่ ก็ต้องทอดน่องไปส่องให้ได้ฟีลถึงปากหลุม

สำหรับ ขรรค์ชัย บุนปาน ซึ่งเรียนจบมาด้วยวิทยานิพนธ์หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ ‘ฟูนัน’ รัฐโบราณที่ยุคนั้นยังเป็นปริศนา

Advertisement

และ สุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งเรียนอย่างละเอียดรอรับปริญญาพร้อมรุ่นน้อง ก่อนที่ทั้งคู่จะเบนเข็มเข้าสู่วงการหนังสือพิมพ์ จนวันนี้คนหนึ่งนั่งเก้าอี้ประธานบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ส่วนอีกคนคือผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรมและคอลัมนิสต์ฝีปากกล้าท้าทายรถทัวร์ในโลกออนไลน์

แน่นอนว่า เมื่อแผนที่ประเทศไทยได้บันทึกชื่อ ‘แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง’ หมู่ 6 ตำบลสมอพลือ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี อดีต ‘2 กุมารสยาม’ ที่ผันตัวมาเป็น ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ อาวุโส ย่อมไม่พลาด กางแผนที่ฉบับกระดาษ ตั้งจีพีเอสปักหมุดรุดเดินทางไปเยี่ยมเยือนตั้งแต่ก่อนจะพบโครงกระดูกโครงที่ 9 รวมถึงแหวนทองคำมีจารึก ‘ปุสรขิตส’ ที่ทำคนไทยตื่นเต้นทั้งประเทศ

ขรรค์ชัย ยิ้มสดใสนำมาตั้งแต่รถยังไม่จอดสนิท ก้าวเท้าเข้าพื้นที่ พูดคุยกับกลุ่มนักโบราณคดีซึ่งขณะนั้นยังปฏิบัติงานในหลุม ปัดนู่น แซะนี่ อย่างพิถีพิถัน นำโดย กรรณิการ์ เปรมใจ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ทั้งยังตั้งใจอ่านข้อมูลในนิทรรศการที่ติดตั้งให้ความรู้โดยรอบอย่างจดจ่อ

ระหว่างนั้น ประชาชน นักวิชาการ คณาจารย์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ ทยอยแวะเวียนมาเยี่ยมแหล่งอย่างไม่ขาดสาย เรียกได้ว่า ฮอตจริง ไม่จ้อจี้

ครั้นสุจิตต์มาสมทบครบทีม ก็เริ่มการถ่ายทำรายการ ‘ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว’ ตอน ‘เพชรบุรี มีมโหระทึก การค้าคึกคักข้ามทวีป’ ดำเนินรายการโดย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกร ‘มติชนทีวี’ เช่นเดิม

มโหระทึก ‘ใบแรก’ กว่าจะถึงเพชรบุรี
ไม่ให้ความสำคัญ ‘แผนที่’ ภูมิรัฐศาสตร์จึงสอบตก

สุจิตต์ ไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้าประเด็นสำคัญคือการพบ ‘กลองมโหระทึก’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการค้าข้ามทวีป เพราะแหล่งผลิตอยู่ที่พรมแดนระหว่างจีนกับเวียดนาม และลุ่มน้ำโขง ดังนั้น กว่าจะมาถึงเพชรบุรีได้ ต้องมาตามเส้นทางการค้า

“มันไม่ได้มาแค่ที่นี่ แต่ไปถึงหมู่เกาะอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ การค้าขายไปถึงตะวันออกกลางในอดีตใช้เรือใบ ปัจจุบันใช้เรือบิน เพชรบุรี อยู่ตอนบนของคาบสมุทร ในอดีตเรียกคาบสมุทรมลายู เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นคาบสมุทรสุวรรณภูมิ ผมเปลี่ยนเอง เพชรบุรีอยู่ตอนบน คาบสมุทรเป็นหัวใจของการคมนาคมโดยเรือใบ” สุจิตต์เล่า

ก่อนโชว์แผนที่ ‘โซเมีย’ (ZOMIA) หรือที่สูงแห่งเอเชีย และพื้นที่โดยรวมทางใต้ของจีนอันเป็นหลักแหล่งของไท-ไต-ลาว-ไทย โดยอธิบายภูมิศาสตร์อันเป็นหนึ่งในจุดอ่อนของการศึกษาไทย

“เพชรบุรีเป็นจุดสำคัญมากของการค้าข้ามคาบสมุทร โดยอยู่เกือบกึ่งกลางของแกนการคมนาคมสมัยโบราณ ภูมิรัฐศาสตร์สมัยโบราณเป็นคาบสมุทรยื่นออกไปโดยมีมหาสมุทรขนาบอยู่ 2 ข้าง เรื่องนี้สำคัญ แต่เราไม่อธิบายโดยมีแผนที่ว่ามันสำคัญอย่างไร” สุจิตต์พ้อ ก่อนขยี้อีก 2 ประโยคในประเด็นเดียวกันนี้ว่า

“เราค่อนข้างไม่ให้ความสำคัญเรื่องแผนที่ ปัจจุบัน ภูมิรัฐศาสตร์จึงสอบตก”

ประธานเครือมติชน พุ่งชมนิทรรศการอย่างตั้งใจ

กำไลทองคำ ‘สัญลักษณ์ของอำนาจ’
ภาชนะดินเผาฝังร่วมศพ ‘เครื่องใช้ในโลกผี’ ไม่ใช่วัตถุอุทิศ

สุจิตต์-ขรรค์ชัย นำเสนอต่อไปว่า ความสำคัญของพื้นที่ซึ่งกลายเป็นจังหวัดเพชรบุรีขณะนี้ คือการเป็น ‘เส้นทางข้ามคาบสมุทร’ ทั้งยังเคยเป็น ‘รัฐเอกราช’ เพราะส่งทูตไปเมืองจีนโดยไม่ผ่านสยาม การพบกลองมโหระทึกซึ่งเป็นเทคโนโลยีเมื่อราว 2 พันกว่าปีมาแล้ว จึงเป็นสัญลักษณ์ของการค้าข้ามทวีป ตั้งแต่ดินแดนตอนในของลุ่มน้ำโขงไปถึงหมู่เกาะ

“เพชรบุรี ไม่เคยพบกลองมโหระทึกมาก่อน เพิ่งพบครั้งนี้เป็นครั้งแรก พบปั๊บก็ยิ่งใหญ่ มหึมา มโหฬารเลย หลายใบด้วย อยู่ในหลุมศพด้วย โอ้! เรื่องมันมาก เรื่องมันยาว เรื่องมันสำคัญ

บางทีเราดูกลองมโหระทึกแล้วตื่นเต้นกับความเป็นกลอง ความเป็นโลหะ แต่เบื้องหลังคือเส้นทางการค้า เพราะเพชรบุรีไม่ใช่แหล่งผลิต กว่าจะเดินทางมาที่นี่ใช้เวลานาน เท่าที่ถามสอบหลักฐานจากกรมศิลปากรที่นักโบราณคดีขุดพบ ชิ้นส่วนกลอง ฝังอยู่กับโครงกระดูก” สุจิตต์เอ่ย โดยย้อนรีแคปพัฒนาการการค้นพบโบราณวัตถุต่างๆ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569

จากนั้นโฟกัสที่ ‘กำไลทองคำ’ และ ‘ภาชนะดินเผา’ อันมีเรื่องราวลึกซึ้งกว่าที่อาจเคยคาดคิด

“กำไลทองคำ มันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ คนตายต้องเป็นระดับหัวหน้าเผ่า เซาท์อีสต์เอเชีย หาแหล่งทองคำไม่ได้ ส่วนย่อยๆ เช่นบางสะพานอะไรพวกนี้มาพบทีหลังในช่วงปลายอยุธยาแล้ว แต่ที่นี่ 2-3 พันปี นอกจากนี้ ยังมีภาชนะสำริดครอบศีรษะ ไอ้ตรงนี้เรื่องใหญ่ มันเหมือนที่พบในเขมร ส่วนภาชนะดินเผาที่พบในหลุม ผมไม่คิดว่าเป็นของที่ใช้ในชีวิตจริง เพราะดูตัวอย่างจากลายเขียนสีที่บ้านเชียง ชีวิตจริงใช้ไม่ได้ เพราะมันรั่ว มันซึม แกงไม่ได้ ต้มอะไรก็ไม่ได้ ยุคนั้น ยังศาสนาผี พิธีกรรมในศาสนาผี ยังไม่รู้จักพราหมณ์ ไม่รู้จักพุทธ แล้วจะเป็นโลกหน้าได้อย่างไร เชื่อว่า คนตาย ขวัญไม่ตาย แต่มีวิถีปกติอยู่ในโลกของผี จึงไม่ควรใช้ว่า วัตถุอุทิศให้ผู้ตาย ซึ่งโยงศาสนาพุทธ ที่มีความเชื่อเรื่องโลกหน้าและการเวียนว่ายตายเกิด แต่ควรใช้ว่า เครื่องใช้ในโลกผี” สุจิตต์บัญญัติศัพท์

เฮี้ยน ขลัง ศักดิ์สิทธิ์
‘ลานกลางบ้าน’ เมื่อ 2,000 กว่าปี ไม่ใช่ป่าช้า

จากโบราณวัตถุ ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ชวนคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ว่าเมื่อกว่า 2 พันปีที่แล้ว พื้นที่ตรงนี้คืออะไร?

“ให้ผมเดานะ เป็นลานกลางบ้าน หมายความว่า มีหมู่บ้านใหญ่โตมโหฬาร ตรงนี้มีบริเวณกลางบ้าน ไม่ใช่กึ่งกลาง แต่เป็นที่ชุมนุม ทำพิธีกรรม เป็นที่ฝังศพ ลานกลางบ้านไม่ใช่ป่าช้า ไม่ใช่สุสาน แต่เป็นที่ฝังศพเฉพาะตระกูลหัวหน้าเผ่าพันธุ์ คนอื่นไม่เกี่ยว

บัณฑิตคณะโบราณคดีเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน แฮปปี้กับการรำลึกความทรงจำภาคสนาม

แล้วหัวหน้าเผ่าเป็นใคร ส่วนมากเป็นผู้หญิง จะพูดว่า 100 เปอร์เซ็นต์ก็ไม่แน่ใจ แต่โครงกระดูกที่มีเครื่องประดับมากๆ อย่างเจ้าแม่โคกพนมดี แหล่งโบราณคดีที่ชลบุรี ก็เป็นผู้หญิง” สุจิตต์กล่าว

ไม่เพียงเท่านั้น ยังยกตัวอย่างแหล่งโบราณคดีในประเทศเพื่อนบ้านแบบไม่แคร์ทัวร์ เพราะเป็นข้อเท็จจริงล้วนๆ

“การขุดค้นที่เขมร โดยนักโบราณคดีกัมพูชาร่วมกับเยอรมัน กลางหมู่บ้านโปรเฮีย (Prohear) จังหวัดไพรเวง (Prey Veng) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกัมพูชา ห่างจากพนมเปญไปทางตะวันออกประมาณ 65 กิโลเมตร ห่างชายแดนเวียดนามราว 40 กิโลเมตร พบกลองมโหระทึกในหลุมฝังศพ มากกว่า 10 ใบ อายุรุ่นเดียวกันเลย แต่สำคัญคือใบหนึ่งบรรจุกะโหลกศีรษะเพศหญิง คล้ายกับที่นี่ (ดอนยายทอง) ซึ่งมีเครื่องสำริดครอบศีรษะ

ศีรษะเข้าไปอยู่ในมโหระทึกมันเรื่องใหญ่ มันไม่น่ามีที่เดียว แต่เพิ่งพบที่เดียว แสดงว่าเขาให้ความสำคัญกับศีรษะ แต่ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ ลานกลางบ้านตรงนี้ เฮี้ยน ขลัง ถ้าภาษาบาลีคือศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นที่สิงสู่ของผีบรรพชน” สุจิตต์กล่าว

ลายแฉกหน้ากลอง ไม่ใช่ดวงอาทิตย์
‘ผมบอกนานแล้ว มันคือขวัญ’

ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ยังชี้เป้าอีกประเด็นสำคัญ คือ ลวดลายบนหน้ากลองมโหระทึก ซึ่งนักโบราณคดีมักอธิบายว่าเป็นรูปดวงอาทิตย์ แต่สุจิตต์ไม่คิดเช่นนั้น

เทียบชัดๆ ไอเดียสุจิตต์ ซึ่งเชื่อว่าลายหน้ากลองมโหระทึกไม่ใช่ดวงอาทิตย์ แต่เป็น ‘ขวัญ’ ในศาสนาผี

“นักโบราณคดีมักอธิบายว่า หน้ากลองมโหระทึกเป็นรูปดวงตะวันคือพระอาทิตย์เพราะเป็นแฉกๆ ที่นี่ก็พบว่าเป็นแฉกๆ คำอธิบายนี้มาจากเยอรมัน ขอประทานโทษ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับงานศพ ดวงอาทิตย์เป็นคติความเชื่อของพวกร่อนเร่พเนจร ถ้าอธิบายว่าพระจันทร์ยังใกล้เคียงเสียกว่า เพราะพวกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เชื่อพระจันทร์ แต่ทั้งพระอาทิตย์ พระจันทร์ก็ไม่เกี่ยวกับความตาย

นี่มันพิธีกรรมหลังความตาย ก่อนหน้านี้ ยังไม่พบร่วมกับศพ ก็ยังมีข้อถกเถียงได้ แต่เจอตรงนี้ปั๊บ!

สำหรับผม บอกมาตั้งนานแล้วว่า มันเป็นขวัญ แบบที่เป็นก้นหอยอยู่กลางกบาล ขวัญ ไม่ใช่วิญญาณซึ่งมีดวงเดียว ตายแล้วไปจุติเลย เราหลงทางเรื่องวิญญาณกับขวัญ” สุจิตต์เสนอไอเดียใหม่ที่เคยพูดแล้วพูดอีกมาหลายครั้ง

มโหระทึกมีไว้ทำไม?
เทคโนโลยีชั้นสูง คนทั่วไปทำไม่เป็น โลหะก็หาไม่ได้

ว่าแล้ว สุจิตต์ก็เลคเชอร์เป็นข้อๆ ว่า มโหระทึกมีไว้ใช้งานอย่างไร? ได้ความว่า

1.ภาชนะ ใส่กระดูก สิ่งของคนตายในตระกูลชนชั้นนำ ตามความเชื่อในศาสนาผีที่ว่าคนตายคืนสู่ครรภ์มารดา

2.สัญลักษณ์ของอำนาจ คือสมบัติของชนชั้นหัวหน้าเผ่าพันธุ์ ในอุษาคเนย์ คนทั่วไปไม่มีเพราะเป็นเทคโนโลยีชั้นสูง ชาวบ้านทำไม่เป็น และหาโลหะไม่ได้ด้วย

3.เครื่องประโคม ตีในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ได้เสียงกังวานของโลหะ แต่เสียงเบา ไม่อึกทึกกึกก้อง นักวิชาการด้านตรีบอกว่า ไม่เป็นเครื่องดนตรี เพราะตีได้เสียงเดียว แต่นักดนตรีบางคนนับว่าเป็น เพราะเป็นต้นกำเนิดฆ้อง เวลาตีต้องแขวนที่หูระวิง ไม่ใช่ตั้งแล้วตีแบบทิมปะนี ดูหลักฐานที่ภาพเขียนสีที่ถ้ำตาด้วง และคนกวางสีปัจจุบันก็แขวนตี พม่า เรียกกลองกบ กลองเขียด เพราะมีรูปเขียด สำหรับตีขอฝน ลาวเรียกถูกที่สุดคือฆ้องบั้ง เพราะทำด้วยสำริด

ถามว่า มโหระทึกหมดความนิยมไปตอนไหน เพราะอะไร?

“เพราะมีฆ้องมาแทนที่ ซึ่งตีเสียงดังกว่า ขนาดเล็กกว่า” สุจิตต์ตอบ

จากนั้นอธิบายต่อไปถึงขั้นตอนการทำ และแหล่งผลิตหลัก

“มโหระทึกเป็นโบราณวัตถุสำริดยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประมาณ 2,500 ปี พูดง่ายๆ คือ พ.ศ.1 ทำต่อเนื่องยาวนาน หาจุดจบว่าเลิกทำเมื่อไหร่ไม่รู้ การทำ ใช้ทองแดงเป็นหลัก ผสมด้วยดีบุกหรือตะกั่ว แหล่งผลิตอยู่ยูนนาน กวางสี เวียดนาม และสองฝั่งโขง คือ มุกดาหารกับสะหวันนะเขต เพราะนักโบราณคดีขุดพบเบ้าหลอมที่มุกดาหาร กวางสี พบมากที่สุด เมืองไทยพบไม่ถึง 100 ใบ เวียดนามไม่เกินพัน ส่วนกวางสี เจอเป็นหมื่น” สุจิตต์เล่า

กะโหลกศีรษะผู้หญิง และสิ่งของบางส่วนในกลองมโหระทึก ได้แก่ ต่างหู และเส้นผม รวมทั้งชิ้นส่วนเสื่อไม้ไผ่ใช้ห่อศพ พบจากการขุดค้นในจังหวัดไพรเวง กัมพูชา

เพชรบุรี ‘รัฐคาบสมุทร’ เชื่อมอยุธยา-สุพรรณ
การเมืองอุษาคเนย์คือ ‘ระบบเครือญาติ’

กลับมาที่ประเด็นของ ‘เพชรบุรี’ ที่ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ชี้ว่า ถ้าจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่า ‘รัฐคาบสมุทร’ และเชื่อมโยงกับอยุธยา สุพรรณบุรี ซึ่งอยู่ด้านใน

“เพชรบุรี ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าหมายถึงบ้านเมืองที่มั่งคั่งและมั่นคง ประดุจเพชร เป็นเมืองที่มีบทบาทชัด แต่ไม่มีใครพูดถึง เพราะโครงสร้างประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย เป็นโครงสร้างชาตินิยม คลั่งเชื้อชาติ เป็นสิ่งที่แต่งขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ.2482 เพื่อสนองการเมืองชาตินิยม ไม่มีวิชาการที่ไม่มีการเมือง แต่จะสนองการเมืองอะไรแค่นั้นแหละ

หลังเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย ก็แต่งประวัติศาสตร์ไทยเพื่อสนองการเมืองชาตินิยมให้คลั่งความเป็นไทย เชื้อชาติไทยและคลั่งมาจนบัดนี้ ด่าเพื่อนบ้านหมด ไอเดียนี้มาจากฮิตเลอร์ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2” สุจิตต์โวย โดยไม่หลงลืมที่จะขยี้อีก 1 กรุบ

“การเมืองเซาท์อีสต์เอเชียเป็นระบบเครือญาติ ไม่ใช่ระบบเมืองขึ้น พระเจ้าแผ่นดินเป็นญาติกันหมด เพชรบุรีเป็นญาติสุพรรณ เป็นญาติอยุธยา เป็นญาติเขมร มลายูด้วย ไม่งั้นอยู่ไม่ได้หรอก

เพชรบุรี เริ่มจากชุมชนเกษตรกรรมเก่าแก่มากกว่า 3 พันปีมาแล้ว แต่ประวัติศาสตร์พูดเฉพาะอยุธยา ประชากรเป็นใคร เป็นคนหลากชาติพันธุ์ปะปน วันหนึ่งหลังมีภาษาไทย มีอำนาจทางการค้า ทางการเมือง ก็พูดภาษาไทย เป็นคนไทยเอง

สิ่งสำคัญของเมืองเพชร คือเกลือสมุทร เกลือทะเล สร้างความมั่งคั่ง เป็นแหล่งดีที่สุด ซีฟู้ดอยุธยา ก็ไปจากเมืองเพชร มีเอกสารบันทึกไว้” สุจิตต์กล่าว

จากนั้นเล่าถึงการพบชิ้นส่วน ‘หม้อสามขา’ ที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี

“หม้อสามขาเป็นวัฒนธรรมลุ่มน้ำฮวงโห ในจีน แสดงว่าเขาเดินทางกันมา พบไปถึงแหลมมลายู มาเลเซีย เพราะฉะนั้น เส้นทางการค้ามันมีมาแล้วมากกว่า 3 พันปี เพชรบุรี เป็นเส้นทางผ่านเส้นทางหนึ่ง ต่อมาจึงมีการค้าทองแดงในสุวรรณภูมิ ซึ่งคือทองแดง ไม่ใช่ทองคำ ลุ่มน้ำโขง คือแหล่งทองแดงมหึมา เป็นโลหะหลักในการทำสำริด กลองมโหระทึก คือสัญลักษณ์ของการค้าทางบก และการค้าสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะตรงนี้ไม่ห่างจากทะเล ทะเลโบราณนะ ไม่ใช่ทะเลปัจจุบัน” สุจิตต์กล่าว โดยไม่ลืมประเด็นอัพเดตอย่างการสร้าง ‘พิพิธภัณฑ์’ ซึ่งทางท้องถิ่นออกโรงผลักดันเต็มแรง

ด้านคอลัมนิสต์ไม่ติดกระดุม ก็ออกโรงเช่นกัน แต่ออกแรง ‘เบรก’

“ผมขอแนะนำเป็นความเห็นส่วนตัว อย่าทำพิพิธภัณฑ์ ให้ทำหอศิลป์เพชรบุรี ที่มีทั้งมิวเซียม ห้องสมุด หอศิลป์ ลานดนตรี โรงละคร รวมหมด”

ส่วน Site Museum (พิพิธภัณฑ์ประจำแหล่งโบราณคดี) ตัดออกไปจากทางเลือกได้เลย

“ทำไซต์มิวเซียมไม่ได้ เพราะมันชื้น แต่ทำอนุสรณ์สถานได้ ทำมิวเซียมเล็กๆ มีตัวอย่างเยอะแยะ ในลังกาก็ทำ ไม่ใช่บ้าความใหญ่โต แล้วบอกหาตังค์ไม่ได้ ก็ลงทุนน้อยๆ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของไทยจัดแบบประวัติศาสตร์ศิลปะทั้งที่ยากจน จะทำทำไม เพราะฉะนั้น เมืองเพชร ระวังให้ดี” สุจิตต์สะกิดแจ้งเตือน

เป็นอันครบจบประเด็น ส่วนอนาคตของแหล่งโบราณคดีแห่งนี้จะเป็นอย่างไร มิวเซียมจะเกิดขึ้นจริงไหม ยังเป็นอะไรที่ต้องจับตา

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร