โศกนาฏกรรม 5 ศพ
ถึงเวลาปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม
เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ทั้งชาวไทยและชาวรัสเซียรวม 5 ราย ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของรัฐ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกคน
โศกนาฏกรรมครั้งนี้ทำให้เกิดข้อเรียกร้องให้เพิ่มความรุนแรงของบทลงโทษต่อผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นความรู้สึกที่สังคมย่อมเข้าใจได้ อย่างไรก็ตาม การกำหนดนโยบายอาญาของรัฐจำเป็นต้องตั้งอยู่บนหลักนิติธรรม (Rule of Law) หลักความได้สัดส่วน (Principle of Proportionality) และหลักความรับผิดของรัฐ (State Accountability) มากกว่าการตอบสนองต่ออารมณ์ของสังคมในช่วงเวลาหนึ่ง
ในคดีอาญาร้ายแรง ไม่มีองค์กรสิทธิมนุษยชนใดสนับสนุนหรือปกป้องผู้กระทำความผิดจากการรับโทษตามกฎหมาย สิ่งที่องค์กรสิทธิมนุษยชนดำเนินการมาโดยตลอด คือการติดตาม ตรวจสอบ และเสนอแนะให้การใช้อำนาจของรัฐเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นหลักการพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม
การป้องกัน ปราบปราม และระงับยับยั้งอาชญากรรม เป็นหน้าที่ตามกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมโดยตรง รัฐมีพันธกรณีที่จะต้องคุ้มครองชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่อาจผลักภาระดังกล่าวไปยังองค์กรสิทธิมนุษยชนหรือภาคประชาสังคมได้
ปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน มิใช่เพียงการเพิ่มโทษแก่ผู้กระทำความผิด แต่คือการยกระดับประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่การป้องกัน การสืบสวน การรวบรวมพยานหลักฐาน การดำเนินคดี และการบังคับโทษให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิผลและตรวจสอบได้
กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรกำหนดนโยบายเชิงรุกในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรม ปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยง ระบบกล้องอัจฉริยะ การพิสูจน์หลักฐานด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพราะการป้องกันอาชญากรรมย่อมมีประสิทธิภาพและสร้างความสูญเสียน้อยกว่าการลงโทษภายหลังเกิดเหตุแล้ว
ในส่วนของการลงโทษ หากสังคมเห็นว่าความผิดบางประเภทสมควรกำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีการลดโทษ หรือกำหนดมาตรการควบคุมพิเศษสำหรับผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ ก็เป็นประเด็นที่ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถพิจารณาปรับปรุงกฎหมายได้ แต่การกำหนดวิธีการลงโทษจะต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม หลักมนุษยธรรม และจริยธรรมของวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มโทษเพียงอย่างเดียวไม่อาจลดอาชญากรรมได้ หากต้นเหตุของปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรม เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน หรือการทุจริต หากบุคคลเหล่านี้ไม่ถูกดำเนินการทางวินัย ทางอาญา และทางปกครองอย่างจริงจัง ย่อมทำให้วงจรอาชญากรรมดำรงอยู่ต่อไป
การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจึงต้องครอบคลุมทั้งการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การปฏิรูประบบราชทัณฑ์ การพัฒนาระบบสอบสวน การยกระดับมาตรฐานการพิสูจน์หลักฐาน และการจัดให้มีกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐที่มีความเป็นอิสระ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างระบบความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ (Public Accountability) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มกำลังพลหรือจัดหาอาวุธ แต่ต้องครอบคลุมการปรับระบบบริหารงานบุคคล การแต่งตั้งโยกย้ายที่โปร่งใส การพัฒนาวิชาชีพตำรวจ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการจัดให้มีกลไกตรวจสอบภายนอกที่เป็นอิสระ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบและเสริมสร้างความไว้วางใจของประชาชน
โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ควรถูกจดจำเพียงในฐานะข่าวอาชญากรรมที่สร้างความสะเทือนใจ หากต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทยทั้งระบบ รัฐมีหน้าที่ไม่เพียงนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ หากยังต้องสร้างระบบที่สามารถป้องกันมิให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นอีก เพราะความยุติธรรมที่แท้จริงมิใช่การลงโทษที่รุนแรงที่สุด แต่คือการทำให้ประชาชนทุกคนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยภายใต้หลักนิติธรรมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเสมอภาค กระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพมิได้หมายถึงการจับกุมผู้ต้องหาได้รวดเร็วเท่านั้น หากยังรวมถึงการสอบสวนที่เป็นมืออาชีพ การใช้พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ การกลั่นกรองคดีโดยพนักงานอัยการอย่างรอบคอบ และการพิจารณาคดีโดยศาลที่เป็นอิสระและเป็นธรรม
หากประเทศไทยยังไม่แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ต่อให้เพิ่มโทษหรือประหารชีวิตผู้กระทำความผิดอีกกี่ราย อาชญากรรมก็จะยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะสิ่งที่ต้องได้รับการปฏิรูปอย่างแท้จริง มิใช่เพียงบทลงโทษในปลายทาง หากแต่เป็นโครงสร้างของการบังคับใช้กฎหมายทั้งระบบ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ และกลไกตรวจสอบของรัฐ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมสามารถป้องกันอาชญากรรม คุ้มครองสิทธิของประชาชน และธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมได้อย่างแท้จริง ดังนั้นหากจะต้องการปฏิรูปอย่างจริงจัง ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการอย่างน้อย 6 ประการ ได้แก่
1.ปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นองค์กรวิชาชีพที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
2.พัฒนาระบบสืบสวนสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ให้ได้มาตรฐานสากล
3.ใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการป้องกันอาชญากรรมเชิงรุก
4.จัดตั้งกลไกอิสระตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ
5.ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตหรือสมคบกับองค์กรอาชญากรรมอย่างจริงจัง
6.ปฏิรูประบบราชทัณฑ์ให้มุ่งลดการกระทำผิดซ้ำและคืนคนดีสู่สังคม
สมศรี หาญอนันทสุข
ที่ปรึกษาสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
///////////////
อ้างอิง
1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
-มาตรา 3 วรรคสอง : หลักการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความสุขของประชาชนโดยรวม
-มาตรา 25 และมาตรา 28 : การรับรองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคล การกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพจะกระทำมิได้
-หมวด 16 การปฏิรูปประเทศ (มาตรา 258 ง. ด้านกระบวนการยุติธรรม) : กำหนดให้มีการปฏิรูปตำรวจและการสอบสวนคดีอาญา ให้มีความอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ นำเทคโนโลยีมาใช้ และปรับปรุงระบบการบริหารงานบุคคลของตำรวจให้มีประสิทธิภาพ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
-มาตรา 131 : กำหนดให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิด เท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา และพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา (สอดคล้องกับการใช้เทคโนโลยีและนิติวิทยาศาสตร์)
พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ.2565
-มาตรการทางกฎหมายและมาตรการแก้ไขฟื้นฟู/ควบคุมพิเศษสำหรับผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์หรือความผิดร้ายแรง เพื่อป้องกันอาชญากรรมซ้ำ
2.กติการะหว่างประเทศและสนธิสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี (International Treaties & Conventions)
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights – UDHR)
-ข้อ 3 : บุคคลมีสิทธิในการมีชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงแห่งบุคคล (หน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองชีวิตและร่างกายของประชาชน)
-ข้อ 5 : บุคคลใดจะถูกทรมาน หรือได้รับการลงโทษ หรือการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีมิได้ (สอดคล้องกับหลักการกำหนดบทลงโทษที่ไม่ขัดต่อมนุษยธรรม)
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR)
-ข้อ 6 (Article 6) : สิทธิในการมีชีวิต (Right to Life) บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองชีวิตตามกฎหมาย และเป็นพันธกรณีเชิงบวกของรัฐ (Positive Obligation) ที่ต้องป้องกันอาชญากรรมเพื่อคุ้มครองชีวิตของประชาชน
-ข้อ 14 (Article 14) : สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (Right to a Fair Trial) โดยศาลที่เป็นอิสระและเที่ยงธรรม รวมถึงกระบวนการสอบสวนและกลั่นกรองคดีที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Due Process of Law)
อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture – CAT)
-การลงโทษและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง/ผู้กระทำผิด จะต้องไม่ละเมิดหลักมนุษยธรรมหรือเข้าลักษณะการลงโทษที่โหดร้ายเกินสมควร

