หน้าแรก ประชาชื่น บทเรียนที่ไม่...

บทเรียนที่ไม่มีในตำรา กับ‘คนรุ่นใหม่’ที่ประเทศไทยต้องการ

11.08.26 | 13:00 น.
นักศึกษา 21 คน ที่ผ่านการคัดเลือก และคณาจารย์ ผู้บริหารองค์กรต่างๆ

บ้านเราพูดถึงคะแนน O-NET, PISA หรือการแข่งขันสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันมาโดยตลอด แต่ในขณะที่ระบบการศึกษายังให้ความสำคัญกับการวัดผลผ่านข้อสอบ โลกของการทำงานกลับตั้งคำถาม…


เด็กคนหนึ่งคิดวิเคราะห์เป็นหรือไม่? ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้หรือเปล่า? หรือเมื่อเผชิญความล้มเหลวเขาจะลุกขึ้นใหม่อย่างไร? และในวันที่ปัญหาไม่มีคำตอบอยู่ในตำรา เขาจะรับมือกับมันได้หรือไม่?

คำถามเหล่านี้ไม่มีอยู่ในข้อสอบ แต่กำลังเป็นโจทย์สำคัญของโลกศตวรรษที่ 21

KH Academy อาจกำลังพยายามหาคำตอบให้กับโจทย์นี้…

Advertisement

KH Academy เป็นสถาบันการเรียนรู้ในเครือหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ ก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ ผ่านการเรียนรู้ด้านการเงิน การลงทุน ภาวะผู้นำ ความพร้อมสู่โลกการทำงาน ตลอดจนการปลูกฝังความรับผิดชอบต่อสังคม

ลัดฟ้าศึกษาดูงานที่เมืองญาจาง ปะเทศเวียดนาม

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือโครงการ KH Camp for Next C-Suite ซึ่งเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ เพื่อเรียนรู้เศรษฐกิจ การลงทุน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนจากประสบการณ์จริง

ปี 2569 นี้ มีผู้ผ่านการคัดเลือก 21 คน เดินทางไปยังเมืองญาจางและพื้นที่ใกล้เคียงของประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 28-31 กรกฎาคม เพื่อเรียนรู้ทั้งภาคธุรกิจ การพัฒนาเมือง และแนวคิดด้านความยั่งยืนที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว

ตลอดโครงการ ผู้เข้าร่วมต้องทำงานเป็นทีม วิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจ และนำเสนอแผนยุทธศาสตร์ระยะ 3 ปีในฐานะ “ซีอีโอจำลอง” ของบริษัทแห่งอนาคต โดยต้องรับมือกับโจทย์ที่โลกธุรกิจกำลังเผชิญ
ทั้งความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน การบริหารการเงิน และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน

นักศึกษาชนะเลิศโครงการ (จากขวาไปซ้าย) หาญณรงค์ แรงเขตร์การ ชั้นปีที่
4 คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ, ทอฝัน อู่สุวรรณ ชั้นปีที่ 3 คณะวิศวกรรมเคมี จุฬาฯ
และวัชรากร เพลิดนอก ชั้นปีที่ 3 สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ มธ.

ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ หาญณรงค์ แรงเขตร์การ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ทอฝัน อู่สุวรรณ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิศวกรรมเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวัชรากร เพลิดนอก นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับโอกาสเข้าฝึกงานที่ประเทศเกาหลีใต้

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่ารางวัล คือ คำตอบของนักศึกษาทั้งสามคน เมื่อถูกถามว่า “คนรุ่นใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้าควรเป็นอย่างไร และเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ประเทศเติบโต”

นำเสนอแผนกลยุทธ์ในการแข่งขัน

คำตอบของทั้งสามคน แม้จะมาจากคนละสาขาวิชา กลับมีแก่นความคิดที่สอดคล้องกันอย่างน่าสนใจ

“หาญณรงค์” มองว่า โลกในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจากเทคโนโลยี ผู้คนจึงต้องพร้อมปรับตัวและมีความยืดหยุ่น แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “คุณธรรม” เพราะต่อให้เทคโนโลยีก้าวหน้าเพียงใด หากคนขาดความเห็นอกเห็นใจและไม่เคารพกัน การอยู่ร่วมกันในสังคมก็ยากจะยั่งยืน

“ทอฝัน” เชื่อว่าคนรุ่นใหม่มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะทำให้แต่ละคนแตกต่างกัน คือความพยายาม วินัย การบริหารจัดการชีวิต และแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเอง ขณะเดียวกัน เธอมองว่าความรู้ด้านการเงินก็เป็นทักษะสำคัญ เพราะการสร้างชีวิตที่มั่นคงและดูแลครอบครัวได้ ล้วนต้องอาศัยการบริหารจัดการที่ดี ไม่ใช่อาศัยความเก่งเพียงอย่างเดียว ส่วน “วัชรากร” มองว่า ความรู้และเทคโนโลยีจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อนำไปใช้ได้จริง เขาให้ความสำคัญกับการฝึกงาน การเรียนรู้จากองค์กร ประสบการณ์จริง และภาวะผู้นำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้คนคนหนึ่งเติบโตได้มากกว่าการเรียนรู้ในตำรา

นักศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตคนท้องถิ่น

เมื่อพิจารณาคำตอบของนักศึกษาทั้งสามคนร่วมกัน จะพบภาพเด็กไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า อาจไม่ได้ถูกนิยามด้วยการเป็น “คนที่เก่งเทคโนโลยีที่สุด” หากแต่เป็นคนที่ใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน มีวินัยในการพัฒนาตัวเอง คิดเป็น ทำเป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีคุณธรรม และสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดคุณค่าต่อชีวิตและสังคม นี่คือความหมายของ “คนเก่ง” ที่กำลังเปลี่ยนไป และต่างจากอดีตอย่างมาก

ในอนาคต ประเทศต่างๆ อาจเข้าถึงเทคโนโลยีและ AI ได้ ไม่แตกต่างกันมากนัก สิ่งที่จะสร้างความได้เปรียบ จึงไม่ใช่เครื่องมือ หากคือ “คุณภาพของคน” ที่ใช้เครื่องมือนั้น ที่สำคัญ เด็กทั้งสามคนไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง “ผู้รับความรู้” แต่กำลังมองตัวเองในฐานะ “ผู้รับผิดชอบอนาคต” พวกเขาไม่ได้รอให้ใครสร้างประเทศ แต่กำลังตั้งคำถามกับตัวเองว่า “จะเตรียมตัวอย่างไรจึงจะเป็นกำลังสำคัญในการพาประเทศไปข้างหน้า” นี่อาจเป็นคำตอบสำคัญที่สุดของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ว่าประเทศไทยต้องการพลเมืองแบบใด

การศึกษาที่ดี ไม่ได้มีหน้าที่เพียงผลิต “คนเก่ง” แต่ต้องสร้าง “พลเมือง” ที่รู้จักคิด รับผิดชอบต่อสังคม มีคุณธรรม พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต และกล้าลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว อนาคตของประเทศอาจไม่ได้ถูกกำหนดด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากแต่ถูกกำหนดด้วยคุณภาพของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับเทคโนโลยี วันหนึ่ง เด็กเหล่านี้อาจไม่ได้กลายเป็นนักธุรกิจชื่อดัง นักวิทยาศาสตร์ หรือผู้นำประเทศทุกคน แต่พวกเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่กล้าคิดอย่างมีเหตุผล รับฟังความเห็นต่าง และพร้อมยื่นมือช่วยเหลือคนรอบตัว

วันนี้ เด็กๆ ทั้งสามคน อาจไม่ได้กำลังตอบคำถามเดียวกัน ไม่ได้กำลังพูดถึงแค่การเรียนรู้ เทคโนโลยี หรือ AI แต่กำลังส่งสัญญาณว่าการศึกษาในอนาคต จะวัดความสำเร็จจาก “คุณภาพของมนุษย์” มากกว่าปริมาณความรู้ แหละนั่นคือนิยามของ “คนรุ่นใหม่ที่ประเทศไทยต้องการ”!!

กรรณิการณ์ ฉิมสร้อย

 

“เด็กในอนาคตต้องเป็น Global Citizen”
ศาสตราจารย์ ดร.สัญญา มิตรเอม
คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศ.ดร.สัญญา มิตรเอม

K H Camp for Next C-Suite เป็นโครงการตั้งใจที่จะสร้างนักศึกษาให้มีความพร้อมในการเข้าสู่โลกธุรกิจ เริ่มตั้งแต่การฝึกงาน เรื่องของการให้ความรู้เพิ่มเติมจากสาขาที่เขาเรียนอยู่ ทั้งด้านคณิตศาสตร์ การบัญชี นิติศาสตร์ เพื่อจะได้มีความพร้อมในการออกไปทำงาน ใช้ชวิตในโลกภายนอก ซึ่งประเด็นไม่ใช่เฉพาะเรื่องของศาสตร์ความรู้อย่างเดียว แต่จะมีเรื่องของทักษะทางอารมณ์ เรื่องของการทำงานร่วมกับผู้อื่น การสื่อสารความเป็นผู้นำ และแนวคิดวิเคราะห์การรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนี่เป็นโจทย์สำคัญ ว่าอีก 5-10 ปีข้างหน้าคนรุ่นใหม่ของเราจะเป็นอย่างไร จึงพยายามเตรียมคนของเรา ลูกหลานของเราให้เขามีความพร้อม ปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แล้วนำความรู้สิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ไปใช้ในการทำงานต่อไปได้ในอนาคต

ผมมองว่านักศึกษาเหล่านี้เขาจะค่อยๆ ซึมซาบสิ่งที่เราให้ค่อยๆ รับรู้ แล้วนำไปปรับใช้ในสังคมได้ นี่คือ “สกิล (skill) การเรียนรู้ตลอดชีวิต” เป็นสกิลที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เขาประสบความสำเร็จในอนาคต และจะช่วยสร้างสังคมเศรษกิจของประเทศต่อไปได้ ก็คือการเรียนรู้ที่สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา สามารถที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ หรือเทคโนโลยี่ใหม่ๆ เอามาใช้ต่อ

ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ค่อนข้างจะอยู่กับตัวเอง อยู่กับอุปกรณ์มือถือ แท็บเล็ต ซึ่งอาจทำให้เขาขาดซอฟต์สกิลในบางเรื่อง เช่น การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การรับฟังคนอื่น ดังนั้น หากมีกิจกรรมอย่าง KH Camp จะทำให้เขาเปิดโลกมาเรียนรู้โลกภายนอก เรียนรู้กับเพื่อนๆ เรียนรู้สภาพแวดล้อมการทำงานว่าเป็นยังไง ซึ่งจำเป็นต้องกระตุ้นให้มันเกิดขึ้นมา

⦁เปรียบเทียบเด็กไทยในขณะนี้กับประเทศอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน

เรื่องการใช้เทคโนโลยีคล้ายกัน เป็นจุดดีและเป็นจุดแข็งของเด็กยุคนี้ แต่การที่ประเทศเราจะอยู่รอดหรือไปไกลกว่าประเทศอื่นเราคงต้องหาวิธีการที่ทำให้เขาเอาความรู้ต่างๆ ที่ได้รับมาสามารถนำไปใช้ได้ มีเอไอเข้ามา เขาต้องเข้าใจว่าเอไอคืออะไร ต้องเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านั้นคืออะไร และจะใช้ประโยชน์จากมันอย่างไรในการนำไปต่อยอดในอนาคต

⦁มีโมเดล Human Future หรือเด็กในอนาคตไหม?

เราพยายามมองเด็ก…คือใช้คำว่า “โกลบอล ซิติเซน”(Global Citizen) หมายถึงสามารถเข้าไปอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ สามารถเรียนรู้ได้ ปรับตัวได้ อยู่ทีไหนก็ได้ ผมว่าทั้งโลกเขาก็มองเทรนด์อย่างนี้เหมือนกัน เด็กในอนาคตจะมีการข้ามพรมแดน มีการเดินทางแลกเปลี่ยน เด็กไทยไม่ได้ทำงานในไทยอย่างเดียว แต่สามารถไปทำงานที่ประเทศอื่นๆ ได้ทั่วโลก เด็กจากประเทศอื่นก็มาทำงานที่เมืองไทย ถ้าแนวโน้มเป็นอย่างนี้ เด็กของเราก็ควรจะต้องมีความพร้อม มีความรู้ใหม่ๆ ที่จะเอาไปใช้

มหาวิทยาลัยเราพยายามสร้างโอกาสให้นักศึกษาไปสัมผัสกับโลกภายนอกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และนำเอาโลกภายนอกเข้ามาในห้องเรียน ซึ่งก็ได้บางส่วนผ่านการบอกเล่า แต่การที่เขาจะได้สัมผัสจริงๆ คือได้ออกไปข้างนอกด้วยตัวเอง เน้นให้นักศึกษาทุกคนต้องมีโอกาสได้ออกมาฝึกงานจริง ในบริษัทหรือในองค์กรต่างๆ เขาจะได้เห็น ได้เรียนรู้เพิ่มเติมไปพัฒนาตัวเองต่อไปในสิ่งที่เขาสนใจ

3 หลักสำคัญสำหรับ‘ผู้นำในอนาคต’
ชาญชัย สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการเครือ นสพ.ข่าวหุ้นธุรกิจ

ชาญชัย สงวนวงศ์

“สิ่งที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าต่อการเติบโตเป็นผู้นำองค์กรในอนาคต โดยเฉพาะการได้เดินทางมาเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของประเทศเวียดนาม ซึ่งกำลังมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของไทยอยู่ที่ประมาณ 19 ล้านล้านบาท ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ประมาณ 17 ล้านล้านบาท หากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวในระดับ 1-3% เวียดนามสามารถเติบโตเฉลี่ยประประมาณ 7% ต่อปี ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศจะลดลงอย่างรวดเร็ว การได้เดินทางมาเห็นพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของประเทศเพื่อนบ้านด้วยตนเอง จึงถือเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญสำหรับผู้นำรุ่นใหม่

“การฝึกปฏิบัติงานจะต้องเป็นมากกว่าการเรียนรู้งานทั่วไป ได้ร่วมคิดและทำงานจริงกับผู้บริหารและบุคลากรมืออาชีพ เพื่อสร้างผู้นำที่ไม่เพียงมีความสามารถด้านวิชาการ แต่ยังต้องเข้าใจสังคม มีความรับผิดชอบ และตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด ESG หลักคิดสำคัญสำหรับผู้นำในอนาคต ได้แก่ 1.ความมั่งคั่ง ซึ่งไม่ได้วัดจากเงินทองเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงความรู้ ความน่าเชื่อถือ ประสบการณ์ และเครือข่ายความสัมพันธ์ 2.โอกาส เมื่อได้รับแล้ว ต้องรู้จักนำไปต่อยอดด้วยความใฝ่รู้ กล้าคิด และกล้าลงมือทำ และ 3.ความเสี่ยง ซึ่งผู้นำที่ดีต้องสามารถประเมินสถานการณ์ ตัดสินใจอย่างรอบคอบ และพร้อมเรียนรู้จากความผิดพลาด”