หน้าแรก ประชาชื่น ‘รุ่งอรุณรัศม...

‘รุ่งอรุณรัศมี อุบลราชธานีศรีวนาลัย’ โชว์ยิ่งใหญ่ ฟื้นชีวิตประวัติศาสตร์เมือง

12.08.26 | 11:07 น.

‘รุ่งอรุณรัศมี อุบลราชธานีศรีวนาลัย’
โชว์ยิ่งใหญ่ ฟื้นชีวิตประวัติศาสตร์เมือง


จบลงอย่างอลังการดาวล้านดวง สำหรับงาน ‘รุ่งอรุณรัศมี อุบลราชธานีศรีวนาลัย : ดินแดนแห่งอารยธรรม สู่เมืองกัมมัฏฐานโลก’ ภายใต้กิจกรรม ‘สืบสาน ต่อยอดประเพณีแห่เทียนพรรษา จากวิถีชุมชนคนทำเทียน สู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน’ เมื่อ 31 กรกฎาคม-1 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ ลานเทียนเฉลิมพระเกียรติ ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

จัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานี โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี เทศบาลนครอุบลราชธานี สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี มูลนิธิเจ้าคำผง และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

แสง สี เสียงสุดปัง ผู้หลักผู้ใหญ่ในระดับจังหวัดและวงการศิลปวัฒนธรรม ร่วมเช็กอินพรึบ โดยได้รับเกียรติจาก ลิปิการ์ กำลังชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมี ณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงภาพรวมการจัดงาน พิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี กล่าวต้อนรับ ก่อนระเบิดความยิ่งใหญ่ผ่านการแสดงอันตระการตา ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ อารยธรรม วิถีชีวิต ความศรัทธา และศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดอุบลราชธานี ผ่านการแสดง 7 องก์ โดยมีศิลปินแห่งชาติ ศิลปินพื้นบ้าน นักเรียน นักศึกษา ชุมชน นักแสดงกิตติมศักดิ์ รวมถึงศิลปินดารา รวมกว่า 500 ชีวิต อาทิ เด่นคุณ งามเนตร, แนท อนิภรณ์ และ อ๊อฟ สุรพล เป็นต้น

Advertisement

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมรับชมและให้กำลังใจนักแสดงอีกด้วย

เป้าหมายคือการสืบสานและต่อยอดประเพณีแห่เทียนพรรษา ยกระดับสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดอุบลราชธานีอย่างยั่งยืน โดยมีประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมรับชมการแสดงผ่านทุกช่องทางนับล้านคน สร้างมูลค่ารายได้กว่า 100 ล้านบาท

ยิ่งใหญ่ ตระการตา หวังยกระดับ ‘แห่เทียนพรรษา’
ขึ้นแท่นมรดกวัฒนธรรมแห่งมนุษยชาติ

การแสดงครั้งนี้ เป็นการชูงานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ (UNESCO Intangible Cultural Heritage) ปลุกความภูมิใจของคนอุบลฯ

รองศาสตราจารย์ ดร.ชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา อธิการบดี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้นำองค์ความรู้และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย มาเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับงานประเพณีแห่เทียนพรรษาให้ยิ่งใหญ่ตระการตา ทรงคุณค่า และร้อยเรียงประวัติศาสตร์ของเมืองอุบลฯให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง การแสดงแสง สี เสียง ครั้งนี้ ยืนยันได้ถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในการเป็นมหาวิทยาลัยในดวงใจของชุมชน เป็นหลักของท้องถิ่น และเป็นปัญญาของแผ่นดิน พร้อมที่จะเติบโต เคียงข้าง และสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับจังหวัดอุบลราชธานีต่อไป

ด้าน ผศ.ดร.ปิยณัฐ สร้อยคำ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและการตลาด รักษาการผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เล่าเบื้องหลังว่า การแสดงครั้งนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ ณรงค์ เทพเสนา พ่อเมืองอุบลฯ, ภูษิต น้อยโสภากุล รองผู้ว่าฯอุบลฯ, พนารัตน์ คนขยัน วัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี หัวหน้าส่วนราชการ และ ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 พร้อมคณะร่วมกันหารือเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อสร้างการแสดงที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของเมืองอุบลราชธานี ควบคู่กับการยกระดับการท่องเที่ยวและการผลักดันจังหวัดสู่เวทีระดับโลก

ต่อมาสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี เสนอโครงการและได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 2 ล้านบาทในช่วงปลายเดือนมิถุนายน โดยมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้รับจ้างดำเนินโครงการ โดยรับนโยบายจาก รศ.ดร.ชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา อธิการบดี ให้นำองค์ความรู้และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยมาขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรม สร้างการรับรู้ และต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของจังหวัด

“จากการที่ได้ทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัย St.Andrews สหราชอาณาจักร ได้ทำหัวข้อเกี่ยวกับซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) จึงได้ใช้องค์ความรู้ในตำรามาสู่การผสานกำลังสร้าง Soft Power ให้กับจังหวัดอุบลราชธานีในครั้งนี้ด้วย

สำหรับทีมงาน เริ่มต้นจากการรวบรวมคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด วางโครงเรื่องออกเป็น 7 องก์ ครอบคลุมตั้งแต่ภาพเขียนสีผาแต้ม การกำเนิดเมืองอุบลราชธานี การสถาปนาเมือง ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ประเพณีแห่เทียนพรรษา จนถึงการก้าวสู่เมืองกัมมัฏฐานโลก ก่อนเชิญ ผศ.ดร.เชิดศักดิ์ ฉายถวิล และคณะนักศึกษาบุคลากรจากมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ผู้มีประสบการณ์กำกับการแสดงแสง สี เสียงหลายจังหวัด มารับหน้าที่กำกับและเขียนบทจากกรอบเนื้อหาที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดร่วมกันกำหนด” ผศ.ดร.ปิยณัฐเล่า

เล่าเรื่อง ‘เมืองอุบลฯ’ ให้คนอุบลฯภูมิใจ
คืนชีวิตประวัติศาสตร์ในหนังสือ

ส่วนบทผ่านการกลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิของจังหวัดอุบลราชธานี ทั้งนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ และปราชญ์ท้องถิ่น เพื่อให้เนื้อหาถูกต้อง สมบูรณ์ และสะท้อนอัตลักษณ์ของเมืองอย่างแท้จริง

ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การแสดงจึงเกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มีคณาจารย์และบุคลากรของ ม.อุบลฯ กว่า 60 คน นำโดย อ.ทรงพล อินทเศียร ผู้ช่วยผู้กำกับจากคณะศิลปศาสตร์ นักศึกษาเกือบ 200 คน รวมทั้งนักแสดงจากโรงเรียน มหาวิทยาลัยหลายแห่ง ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน ศิลปิน ประชาชน อสม. และเครือญาติตระกูลสุวรรณกูฏ รวมผู้ร่วมแสดงเกือบ 500 คน

นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เช่น สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี และชุมชนในการสนับสนุนฉาก อุปกรณ์ เครื่องแต่งกาย รวมถึงการนำช้างและม้ามาร่วมการแสดง จนทำให้ภาพรวมของการแสดงมีความสมจริงและยิ่งใหญ่เกินข้อจำกัดของงบประมาณ

“เราไม่ได้ต้องการสร้างแค่การแสดง แต่ต้องการเล่าเรื่องเมืองอุบลฯให้คนอุบลฯภูมิใจ และให้คนทั้งประเทศเห็นคุณค่าของบ้านเมืองเรา

การแสดงครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการยกระดับเทศกาลแห่เทียนพรรษาให้เป็นมากกว่างานประเพณี แต่เป็นเทศกาลที่มีชีวิต เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม วิถีชุมชน และการปฏิบัติธรรม จนสามารถผลักดันสู่การเป็นมรดกทางวัฒนธรรมในระดับโลกได้ในอนาคต

อุบลราชธานีไม่ใช่เพียงเมืองแห่งเทียนพรรษา แต่คือดินแดนแห่งอารยธรรม เมืองแห่งกัมมัฏฐานโลก และเมืองที่พร้อมก้าวสู่การเป็นมรดกโลกที่มีชีวิต” ผศ.ดร.ปิยณัฐทิ้งท้าย

การแสดงครั้งนี้ ได้รับความชื่นชมอย่างมาก นิกร วีสเพ็ญ ประธานมูลนิธิเจ้าคำผง มองว่านี่คือการทำให้เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่อยู่ในหนังสือกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงประวัติศาสตร์เมืองอุบลฯได้ง่ายขึ้น

“ความสำเร็จของงาน ไม่ใช่แค่คนดูเยอะ แต่คือคนอุบลฯรู้สึกว่า นี่คืองานของพวกเราทุกคน ทุกภาคส่วนรู้สึกเป็นเจ้าของงานร่วมกัน

สำหรับช้างและม้า สร้างความตื่นตาตื่นใจ กลายเป็นสีสันสำคัญของการแสดง แม้การนำช้างและม้ามาร่วมการแสดงจะไม่ได้อยู่ในแผนตั้งแต่แรก เพราะมีข้อจำกัดด้านเวลา งบประมาณ และการดูแลความปลอดภัย แต่สุดท้ายทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันจนเกิดขึ้นได้”

คนดูล้นจนต้องเพิ่มอัฒจันทร์
ขานรับดินแดนแห่งอารยธรรม สู่เมืองกัมมัฏฐานโลก

สำหรับผลตอบรับ มีคนดูล้นหลาม ถึงขนาด กานต์ กัลป์ตินันท์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ตัดสินใจเพิ่มอัฒจันทร์และที่นั่งทันทีในวันถัดมา พร้อมระดมเจ้าหน้าที่จัดระเบียบพื้นที่และอำนวยความสะดวกให้ประชาชน

จากกระแสตอบรับที่ดี ประกอบกับความตั้งใจของผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกภาคส่วน มีโอกาสที่การแสดงจะได้รับการต่อยอดในปีต่อๆ ไป โดยอาจขยายรายละเอียดของแต่ละองก์ให้ลึกยิ่งขึ้น

เป้าหมายของการแสดงไม่ได้จบเพียงงานแห่เทียนพรรษา แต่ต้องการสื่อให้เห็นว่าอุบลราชธานีเป็น “ดินแดนแห่งอารยธรรม สู่เมืองกัมมัฏฐานโลก” ที่มีทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ธรรมะ ธรรมชาติ และวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ผู้จัดอยากให้คนมองเห็นว่า อุบลราชธานีคือดินแดนแห่งอารยธรรม เมืองแห่งกัมมัฏฐาน และกำลังก้าวสู่การเป็นเมืองต้นแบบมรดกโลกในอนาคต

งานแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรม 1-2 วัน แต่เป็นเทศกาลที่เชื่อมโยงกิจกรรมก่อนงาน ระหว่างงาน และหลังงาน ทั้งการแกะสลักเทียน ขบวนเทียนและขบวนร่ายรำที่วิจิตรตระการตา การแสดงแสง สี เสียง การปฏิบัติสมาธิ และวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งมีศักยภาพในการผลักดันสู่ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ