รศ.นพ.นพดล สโรบล สวนกระแส ‘ผ่าคลอด’ ‘1 วันในครรภ์แม่ แลกกับ 1 ชีวิตลูก’

18.06.17 | 18:32 น.

เป็นอีกประเด็นที่ถือว่าฮอตอยู่บนกระทู้ออนไลน์หมวดแม่และเด็ก ที่ไม่เคยจางไปจากเวทีถกเถียงคลอดธรรมชาติ กับการผ่าคลอด แบบไหนดีกว่ากัน?

เหมือนเป็นเรื่องไกลตัว เหมือนเป็นเรื่องของผู้หญิงที่เตรียมตัวเข้าสู่ภาวะเป็นแม่ แต่ในความเป็นจริงกระบวนการคลอด ไม่ใช่แค่เรื่องของการเกิด แต่เป็นเรื่องของ “สุขภาพ” ของชีวิตใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมไปถึงพัฒนาการในอนาคตด้วย

ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ทำให้การผ่าคลอดกลายเป็นเรื่องธรรมดา เป็นผลให้ปัจจุบันอัตราการผ่าท้องคลอดในประเทศไทยสูงกว่า 30% ถือว่าสูงเกินกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลก มีคลินิกรับฝากท้องสำหรับการคลอดแบบผ่าคลอด

ขณะที่บางโรงพยาบาลมีตัวเลขของคนไข้ที่รอเข้ารับการผ่าคลอดสูงถึง 60-70%

แม้ว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์จะสูง แต่ทุกวันนี้ยังคงมีเด็กคลอดใหม่ที่เสียชีวิตไม่น้อย

Advertisement

การเลือกวันผ่าตัดที่เร็วเกินไปส่งผลให้ทารกที่คลอดมีปัญหาต่างๆ เนื่องจากการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ โดยเฉพาะระบบหายใจ และยังมีผลตามมาในระยะยาว ในบางกรณีถึงกับเสียชีวิต

“เพราะทุกวันในท้องแม่มีความหมายต่อการเติบโตมาก ประเด็นที่สำคัญคือ ถ้าต้องผ่าคลอด ไม่ว่าจะดูฤกษ์ หรือที่ความสะดวก หรือเคยผ่าคลอดแล้ว เวลาที่เหมาะสมที่จะผ่า ขอให้หลัง 38 สัปดาห์ ถ้ายิ่งใกล้ 39 สัปดาห์ ยิ่งดี”

รศ.นพ.นพดล สโรบล สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ บอกและว่า ปัจจุบันแม้ว่าการผ่าคลอดจะมีความปลอดภัยสูง มีความเสี่ยงน้อยลงมาก แต่ยังคงมีทารกที่เสียชีวิตเพราะการผ่าคลอดที่อายุครรภ์น้อยกว่า 38 สัปดาห์

ที่มาของ “โครงการรณรงค์ให้ความรู้ภาคประชาชนให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องในระยะเวลาของการคลอดที่เหมาะสม” เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญในการเลือกอายุครรภ์ที่เหมาะสมในการผ่าคลอดบุตรในกรณีที่ไม่มีความเร่งรีบหรือข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

เพราะการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

รศ.นพ.นพดล หรือ หมอปอ สูติ-นรีแพทย์ ประจำโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หลังจากจบประถม 7 จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล อายุได้ 12 ปี ถูกส่งตัวไปเรียนต่อในโรงเรียนโคลสตัน ที่บริสตอล ประเทศอังกฤษ อายุ 19 ปี สอบเข้าแพทย์ที่ The Royal Free Hospital School of Medicine มหาวิทยาลัยแห่งลอนดอน จนจบแพทยศาสตรบัณฑิต (MBBS) ในปี 1982

หลังจากสอบวุฒิบัตรเป็นสูติ-นรีแพทย์ ทำงานต่อที่ King’s College Hospital Medical School ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษทั้งหมด 20 ปี

ปัจจุบันในวัย 59 ปี หมอปอ นอกจากเป็นสูติ-นรีแพทย์ เป็นผู้เขียนคู่มือการสนทนาภาษาหมอกับคนไข้ฝรั่งเล่มแรกของเมืองไทย ยังเป็นเจ้าของม้าสายพันธุ์ดี 11 สายพันธุ์ กว่า 80 ตัว ใน “ฟาร์มหมอปอ” ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างสนุกสนาน ให้เด็กๆ เข้าร่วมกิจกรรม

แคมป์ท่ามกลางธรรมชาติโดยมีม้าและสัตว์ต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้

– ผ่าคลอดกับคลอดเองอย่างไหนดีกว่า?

โดยหลักการคลอดเองดีกว่าผ่าคลอด แต่ไม่ใช่ทุกกรณีต้องเป็นอย่างนี้ อย่างเวลาเราสอนนักเรียนแพทย์ไม่ว่าจะในต่างประเทศหรือประเทศเราเอง เราจะสอนนักเรียนแพทย์ว่าการคลอดเองดีกว่าก่อน แต่ถ้าสุดวิสัยแล้วหรือมีการบ่งชี้ทางการแพทย์ ค่อยให้ผ่าคลอด

– ปัจจัยที่ทำให้เกิดกระแสคนไข้เลือกการผ่าคลอด?

การที่คนไข้ขอผ่าคลอดมีอยู่ 3-4 ปัจจัยด้วยกัน หนึ่ง กลัวเจ็บ สอง ดูฤกษ์ยาม เช่น ถ้าเด็กได้คลอดในวันนี้เวลานี้จะดีสำหรับตัวลูกเอง จะดีสำหรับธุรกิจของเขา ฯลฯ สาม กลัวว่าการที่คลอดเองจะทำให้ช่องคลอดหย่อนยาน สี่ ถือเอาความสะดวกเข้าว่า 4 ประเด็นนี้ที่คนไข้ขอผ่าคลอด

– ปัญหาของการผ่าคลอดคืออะไร?

ถ้าต้องผ่าตัดคลอด ซึ่งเป็นการผ่าตัดคลอดที่หมอเอง การดูฤกษ์ยามจะมีความเสี่ยงก็เมื่อฤกษ์ที่คนไข้ขอมาไม่เหมาะสม คือ ผ่าเร็วไป ลูกยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ เวลาเรานับอายุครรภ์เราจะนับวันแรกที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้าย และนับไปเรื่อยๆ เราถือว่า 40 สัปดาห์ครบกำหนดคลอด ซึ่งคุณหมอทุกคนต้องบอกคนไข้ทุกคน

ยกตัวอย่าง ถ้ากำหนดคลอดของคนไข้คนนี้ 40 สัปดาห์ ตรงกับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ คนไข้ที่จะขอผ่าคลอด เราจะบอกว่าเวลาที่เหมาะสมที่สุด น่าจะอยู่ที่ 7 กุมภาพันธ์ คือ 1 อาทิตย์ก่อนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ แต่เราก็อะลุ้มอล่วยว่าถ้าขอก่อนหน้านั้นได้สักอีก 1 อาทิตย์ก็ได้ คือ 38 สัปดาห์ คือวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ยิ่งใกล้กำหนดคลอดเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะลูกจะได้มีเวลาโตขึ้นพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาเกิดขึ้นคือ ถ้าคนไข้ขอผ่าก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เช่นขอผ่าวันที่ 28 มกราคม อันนี้ไม่ควรอย่างยิ่ง มีโอกาสที่ลูกที่เกิดมาจะมีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องระบบทางเดินหายใจ เพราะเด็กยังไม่โตเต็มที่ ปอดยังทำงานไม่เต็มที่ ฉะนั้นอาจจะไม่หายใจเลย หรือหายใจแบบขัดๆ เพราะขาดออกซิเจน หมอต้องช่วยหายใจ

แล้วยังมีปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย กรณีที่บางคนมีปัญหาแทรกซ้อน เยียวยาแล้ว ช่วยทุกอย่างได้ เสียเงินไปมากมายแล้วเสียชีวิตก็มี กรณีแบบนี้เรารับไม่ได้ เพราะผ่าเร็วเกินไป เหมือนอยู่ดีๆ เราไปควักเขาออกมาโดยที่ไม่จำเป็นเลย

– คนไข้ที่กำหนดฤกษ์ยามในการผ่าคลอดมีมากขึ้นแค่ไหน?

แทบทุกคนในโรงพยาบาลเอกชน เช่น ถ้าตกลงว่าต้องผ่า ก็จะขอดูฤกษ์ยามสักนิดนึง

– ความเชื่อเรื่องฤกษ์ยามในการผ่าคลอด เป็นปัญหามากเพียงไรในปัจจุบัน?

ไม่น่าเชื่อนะครับ หมอเคยมีประสบการณ์ที่คนไข้เอาฤกษ์ไปผูกกับธุรกิจตัวเอง ซึ่งบางคนเชื่อเรื่องนี้มาก จนหมอต้องบอกว่า คุณเปลี่ยนหมอเถอะ เช่น บางคนบอกว่า ถ้าลูกคลอดวันนี้ ธุรกิจเขาจะดี ถึงแม้ว่าลูกจะเป็นไรไปก็ไม่เป็นไร หรือบางคนพอถามว่า คุณเอาหรือถ้าลูกต้องใส่ท่อหายใจ เขาบอกว่าไม่เป็นไร แค่ 2-3 วันเอง

ประเด็นที่สำคัญคือ ถ้าต้องผ่าคลอด ไม่ว่าจะดูฤกษ์ หรือที่ความสะดวก หรือเคยผ่าคลอดแล้ว เวลาที่เหมาะสมที่จะผ่า ขอให้หลัง 38 สัปดาห์ ถ้ายิ่งใกล้ 39 สัปดาห์ ยิ่งดี

วันเดียวก็มีความหมาย อาจจะบอกว่าแค่วันเดียวเอง แต่ถ้าแจ๊กพ็อตล่ะ จากที่จะได้อุ้มลูก กลายเป็นต้องใส่ท่อหายใจ เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพราะผ่าเร็วไปวันเดียว ทำไมต้องเสี่ยง

– กรณีถ้ากำหนดคลอดเลย 40 สัปดาห์ไปแล้ว?

ในทางการแพทย์ที่เหมาะสมสำหรับการคลอดคือ 38-42 สัปดาห์ จะเลย 40 สัปดาห์ก็ได้ แต่หมอคิดว่าในกรณีทั่วๆ ไป ถ้าเลย 10 วัน หลังกำหนดคลอดก็เริ่มจะไม่ดีแล้ว แน่นอนว่าคนคลอดที่เลยกำหนดก็มี แต่โดยภาพรวม อายุครรภ์ที่เหมาะสมสำหรับการคลอดคือ 38-41 สัปดาห์

– การกำหนดฤกษ์ยามเพื่อผ่าคลอด เป็นแค่ในเอเชีย?

จากประสบการณ์ของหมอ ประเทศที่มีความเชื่อเรื่องฤกษ์ยามนอกจากประเทศไทย กัมพูชา จีน ลาว ก็เชื่อ ส่วนในอินเดีย บังกลาเทศไม่ค่อยเท่าไหร่ ถ้าเป็นทางฝรั่งไม่มีเลย แต่ในบ้านเราเยอะที่สุด แทบทุกคนจะขอฤกษ์ถ้าได้ ซึ่งถ้าอยู่ในโรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลรัฐบาลจะขอกำหนดวันตามฤกษ์ยามไม่ได้

ปัญหาการผ่าคลอดในเวลาที่เร็วเกินไป มักเป็นปัญหาของคนไข้เอกชนที่สามารถเลือกเวลาได้ ยกตัวอย่าง ในโรงเรียนแพทย์จะมีอาจารย์ที่รับฝากไข้พิเศษ คนไข้ก็พอเลือกได้ในระดับหนึ่ง

– ปัจจุบันมีกระแสชื่นชมคุณแม่ที่คลอดเอง เช่น คุณแม่ดารา ทำให้ตัวเลขของความนิยมในการผ่าคลอดลดลง?

ยังไม่ชัดเจนครับ แต่ที่สังเกตคือ ไม่กี่เดือนนี่เอง มีข่าวที่ออกมาว่าถ้าคลอดเองลูกจะได้รับสารบางอย่างที่ทำให้ลูกสร้างภูมิต้านทานโรคพวกภูมิแพ้ ฯลฯ ได้มากขึ้น ทำให้คุณแม่เปลี่ยนใจมาคลอดเองเยอะ ข่าวแบบนี้เป็นงานวิจัยที่มีออกมาเรื่อยๆ ในสื่อนิตยสารสตรี แต่ยังไม่ถึงกับออกเป็นเท็กซ์บุ๊ก

พูดถึงกระแสเห่อตามดารา ที่เมืองนอกมีกระแสนี้เหมือนกัน แต่เป็นไปในทางตรงกันข้าม ที่เมืองนอกมีวลีหนึ่งที่บอกว่า “too posh to push” คำว่า posh แปลว่า คนมีสตังค์หรือไฮโซ คำว่า “too posh to push” หมายถึง ไฮโซเกินไปที่จะมาเบ่งคลอด เป็นคำล้อเลียนดาราที่อังกฤษ ซึ่งมีอยู่พักหนึ่งที่ขอผ่าคลอดกันตามไฮโซ กลายเป็นกระแสผลักดันให้รัฐบาลยอมอนุญาตให้ผ่าคลอดได้ ซึ่งสมัยก่อนไม่อนุญาต เนื่องจากสมัยใหม่ผ่าคลอดค่อนข้างปลอดภัย ในต่างประเทศจึงยอมรับว่าถ้าขอผ่าก็จะยอมให้ผ่า แต่ถ้าถามว่าอย่างไหนดีกว่ากัน คลอดเองดีกว่า นี่เป็นประเด็นหนึ่ง แต่หน้าที่หมอจะต้องบอกว่า คลอดเองดีกว่า

– ในต่างประเทศนิยมผ่าคลอดมากกว่า?

ไม่ครับ นิยมคลอดเองมากกว่า ในเมืองนอก ผู้หญิง 9 ใน 10 คน คลอดเองหมด เพียงแต่ถ้าขอผ่าคลอดก็จะอนุญาตให้ผ่าได้ ซึ่งแต่ก่อนไม่ได้เลย แต่กระแสเริ่มเปลี่ยน แต่ไม่ใช่ทุกคน ฝรั่งที่มาอยู่เมืองไทยร้อยทั้งร้อยคลอดเองหมด ญี่ปุ่นก็อยากคลอดเอง คลอดเองดีกว่าทั้งกับตัวเด็กและตัวแม่

แต่เมืองไทย ถ้าเป็นคนกรุง คนไฮโซ คน posh ขอผ่า แต่ไม่ใช่ทุกคน อย่างคนต่างจังหวัดจะคลอดเอง เพราะกลัวว่าผ่าแล้วจะกลับไปทำนาไม่ได้ คนในโรงพยาบาลรัฐบาลในกรุงเทพฯส่วนมากก็จะคลอดเอง ความนิยมผ่าคลอดเป็นแค่กับคนบางกลุ่มมากกว่า

– นอกจากผ่าเร็วเกินไป ข้อเสียของการผ่าคลอด?

หนึ่ง มีแผลเป็น การผ่าตัดไม่ว่าจะดมยาหรือบล็อกหลังก็มีความเสี่ยง ผ่าไปแผลอาจจะติดเชื้อ หรือถูกอวัยวะอื่นๆ ซึ่งความเสี่ยงของการเกิดกรณีเช่นนี้มีน้อยมาก เกิดพังผืด แต่โดยรวมการผ่าคลอดค่อนข้างจะปลอดภัย

แน่นอนว่าถ้าการผ่าตัดคลอดมีอันตราย หมอคงไม่ยอมให้คนไข้เลือกสิ่งที่มีอันตราย ซึ่งการผ่าคลอดที่ดีที่สุดอยู่ที่ 38-39 สัปดาห์

– ผ่าคลอดได้มากสุดกี่ครั้ง?

คนมักจะพูดว่า 2 ครั้ง นั่นอาจจะเป็นเพราะสมัยก่อนโน้นการดมยายังไม่ค่อยมีความปลอดภัย แต่สมัยนี้ 3-4 ครั้งก็ได้ หมอเคยผ่าคนไข้คนหนึ่งถึง 6 ครั้ง เพียงแต่ว่าแต่ละครั้งที่ผ่าก็ยากขึ้นเรื่อยๆ เราก็อยากเตือนคนไข้ไว้สักนิดนึง

– ว่ากันว่าถ้าผ่าคลอด อาจเกิดพังผืดเกาะมดลูก ทำให้เมื่อคลอดครั้งต่อไปเมื่อมีการเบ่งเสี่ยงต่อมดลูกแตกได้?

การผ่าตัดคลอดเกิดพังผืดค่อนข้างน้อย เป็นการผ่าตัดที่สะอาด ไม่เหมือนการผ่าตัดไส้ติ่งที่พังผืดค่อนข้างจะเยอะ แต่ถ้าผ่าคลอดแบบ 3-4 หนแล้วพังผืดจะเริ่มเยอะแล้ว

แต่กรณีคนที่เคยผ่าคลอดแล้วมักจะต้องผ่าอีกเป็นกรณีพิเศษ เพราะเรากลัวว่า การคลอดครั้งต่อไป การเบ่งหรือแค่เจ็บท้องคลอดมดลูกอาจจะแตกได้ ไม่เกี่ยวกับพังผืด

ในเมืองไทยนิยมว่าถ้าผ่าแล้วก็จะผ่าอีก แต่ที่เมืองนอกการที่เคยผ่าแล้ว และให้ลองคลอดเองเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องดูเป็นรายๆ ไป ส่วนใหญ่จะเป็นการคลอดในโรงเรียนแพทย์ หรือโรงพยาบาลเอกชนที่มีการเฝ้าระวังเป็นอย่างดี จึงจะยอมให้ลองคลอดเองได้

– การผ่าคลอดปิดกั้นกระบวนการบางอย่างในธรรมชาติของแม่ เช่น ทำให้น้ำนมแม่มีน้อย?

กรณีการกระตุ้นน้ำนมอาจจะช้านิดนึงถ้าผ่าคลอด เพราะเราไปควักเขาออกมาเลย แต่ถ้าคลอดเองจะมีกระบวนการตั้งแต่แม่เริ่มเจ็บท้อง ร่างกายพร้อมจริง ก็สร้างน้ำนมขึ้นมา แต่ถามว่าถ้าผ่าคลอดจะไม่มีน้ำนมเลยหรือเปล่า ก็ไม่ถึงขนาดนั้น

– พูดถึงว่าถ้าคลอดเอง ลูกจะได้ดูดน้ำนมจากอกแม่โดยเร็ว ถ้านานกว่านั้นน้ำนมจะเสียคุณค่า?

นี่เป็นสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว ไม่ว่าแม่จะคลอดเองหรือผ่าคลอด เราจะให้ลูกได้ดื่มน้ำนมให้เร็วที่สุดเพื่อเป็นการสร้างสายสัมพันธ์แม่ลูก จึงให้ลูกเข้าเต้าเลย แต่กรณีที่น้ำนมทิ้งไว้นานจะเสียคุณค่า-ไม่จริง

น้ำนมแม่ครั้งแรกที่เรียกว่า โคลอสตรุ้ม (Colostrum) นั้นสำคัญมาก จะสิบนาทีหลังจากคลอดหรือครึ่งชั่วโมงไม่เป็นไร ขอให้ได้ดูดก็ได้เหมือนกัน ยิ่งถ้าเป็นสัตว์ อย่างลูกม้าถ้าไม่ได้ดูดโคลอสตรุ้มหรือที่เรียกว่าน้ำนมน้ำเหลืองตัวนี้ ตายได้เลย เพราะมันมีสารที่ป้องกันการติดเชื้อ

– พูดถึงม้า ทราบว่าคุณหมอมีคอกม้า?

ใช่ มีคอกม้าอยู่เขาใหญ่ มีม้าอยู่ 80 กว่าตัว หมอเลี้ยงม้าเยอะ มีเด็กไปเที่ยว หมออยากให้เด็กได้สัมผัสธรรมชาติบ้าง เพราะเด็กกรุงเทพฯเดี๋ยวนี้อยู่แต่ในห้าง ไม่ได้ออกไปสัมผัสข้างนอกเลย อยากให้เด็กๆ รู้ว่ามะเขือเทศเป็นอย่างไร เป็ดไม่ได้มีแต่ตัวสีดำแขวนอยู่ในเอ็มเค มีเด็กบางคนพอแม่ชี้ให้ดูเป็ด เด็กถามว่าเป็ดเดินได้ด้วยเหรอ

นอกจากนี้ ก็มีการทำวิจัยออกมามากมายที่บอกว่าเด็กที่ได้เล่นแบบธรรมชาติจะพัฒนาการเร็วกว่า ถ้าเขารู้ว่าปีนต้นไม้ตกลงมาแล้วเจ็บ เขาจะรู้จักการประเมินเอง ไม่เหมือนเด็กที่ไม่รู้จักความเสี่ยง หมอเลยทำฟาร์มแล้วเอาเด็กมาเข้าแคมป์ ตื่นเช้ามาแปรงฟันเสร็จ เก็บไข่ไก่มาทำกับข้าว

– มีอาชาบำบัด?

ไม่มีครับ เราไม่มีความชำนาญพอ เราเป็นแค่แคมป์ขี่ม้าธรรมดา

– ทำเป็นธุรกิจ?

เป็นธุรกิจแต่เป็นธุรกิจที่ขาดทุน เพราะเริ่มต้นจากงานอดิเรก คือม้าส่วนมากของหมอไม่ได้ทำเงิน เพราะเป็นสัตว์เลี้ยง ตอนนี้ก็พออยู่ได้ พอจ่ายค่าข้าวได้

– มีตัวระดับโลก?

ก็ไม่ถึงระดับนั้น แต่แพงๆ ก็มี (หัวเราะ) มีคนบอกว่าอยากมีฟาร์ม หมอรีบบอกเลยว่า อย่าดีกว่า มาเช่าหมอขี่ดีกว่า มีม้าไม่เหมือนมีมอเตอร์ไซค์ เบื่อก็จอดได้ ม้าต้องกินข้าวทุกวัน ราคาม้านำเข้าตัวละ 7 แสน ซึ่งถ้ามีม้า 1 ตัว จะเอาไปฝากคอกเลี้ยงในกรุงเทพฯ อย่างน้อยเดือนละ 2 หมื่น ปีหนึ่งก็เกือบ 3 แสน 2 ปีก็ได้ม้าตัวหนึ่งแล้ว

– เสร็จงานที่โรงพยาบาลก็ไปอยู่ที่คอกม้า?

ศุกร์-เสาร์ก็ไปอยู่ที่โน่น หมอมีความสุขเวลาได้เห็นเด็กเล่นได้สัมผัสธรรมชาติ นี่จะทำอีกโครงการ คือสนามเด็กเล่นแบบธรรมชาติ ที่บางกะเจ้า ปอดของกรุงเทพฯ หมอกับเพื่อนอีก 2 คน เข้าหุ้นกันเช่าพื้นที่ 7 ไร่ จะแบ่งครึ่งหนึ่งทำเป็นสวนเกษตรให้ฝรั่งเช่า ไม่ได้กีดกันคนไทย แต่คนไทยคงไม่สนหรอก ที่เมืองนอกคนที่ไม่มีสนามหญ้า อยู่คอนโด รัฐบาลจะมีแปลงผักแบ่งให้เช่า หมอเอาความคิดนี้มาเป็นแบบอย่าง โดยแบ่งเป็นแปลง แปลงละ 20 ตรม.ให้ฝรั่งเช่า ไม่มีบ้าน ระหว่างวันธรรมดาเราดูแลให้ จะปลูกอะไรก็แล้วแต่เขา เรามีน้ำ มีไฟ มีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าให้

ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะทำสนามเด็กเล่นแบบธรรมชาติ เป็นโครงการที่ทำต่อจากที่โคราช ซึ่งมีแต่คอกม้า ไม่มีสนามเด็กเล่น ที่นี่จะทำเป็นสนามเด็กเล่นแบบธรรมชาติ โดยออกแบบให้มีการปีนป่าย เสี่ยงตกน้ำ เป็นธรรมชาติ ไม่มีพลาสติก ทุกอย่างจะเป็นสีเขียวเหมือนเดิม และยังหารายได้ให้กับคนในพื้นที่ได้ด้วย

– ความสุขของคุณหมออยู่ตรงไหน?

ความสุขคือ ได้เห็นเด็กปีนป่าย (หัวเราะ) เขาวิจัยมาว่าเด็กเดี๋ยวนี้ 25% ของชีวิตอยู่หน้าจอ ไอแพดไอโฟนทั้งหลาย น้อยมากที่จะอยู่กับธรรมชาติ และเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคที่ตอนนี้กำลังระบาดในเด็ก โรคเอดีเอชดี สมาธิสั้น หมอไม่มีอาชาบำบัด แต่เด็กที่เป็นไฮเปอร์แอ๊กทีฟ สมาธิสั้น ถ้าได้อยู่กับม้ากับธรรมชาติจะดีขึ้น มีสมาธิ การสื่อสารดีขึ้น ได้ตัดสินใจทำอะไรเอง

– จะแบ่งเวลาอย่างไรทั้งโคราชทั้งบางกะเจ้า?

อันนี้เป็นอะไรที่น่ากลัว (หัวเราะ) แต่ก็ต้องเป็นหมอ ไม่เป็นหมอไม่มีเงินไปทำอะไรพวกนี้ ยังมีงานรณรงค์อีก ซึ่งถ้าโครงการรณรงค์ให้ความรู้การคลอดลูกธรรมชาติสำเร็จ หมอถือว่าคุ้ม