หน้าแรก ประชาชื่น จากสภาสู่หน้า...

จากสภาสู่หน้ากระดาษ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ เคาต์ดาวน์ 96 เดือน คืนสนามการเมือง ถ่ายทอดมุมมองต่อโลกผ่านหนังสือเล่มใหม่

16.08.26 | 11:07 น.

จากสภาสู่หน้ากระดาษ
‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’
เคาต์ดาวน์ 96 เดือน คืนสนามการเมือง
ถ่ายทอดมุมมองต่อโลกผ่านหนังสือเล่มใหม่


หลังเส้นทางการเมืองต้องหยุดชะงัก ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ยังคงนับเดือนถอยหลังแทนการนับปี สู่วันที่จะได้กลับมามีบทบาททางการเมือง

“นับเป็นเดือนแล้วรู้สึกสบายกว่านับเป็นปี”

96 เดือนคือช่วงเวลาที่เหลือก่อนคืนสนาม

Advertisement

ขณะที่คดี 44 อดีต ส.ส. ยังเป็นอีกปัจจัยที่อาจทำให้การรอคอยยาวนานกว่าที่คิด หรืออาจหมายถึงการถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

ระหว่างการรอคอย พิธา ยังคงเคลื่อนไหวผ่านการเดินทาง พบปะคนรุ่นใหม่ในหลายประเทศ แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการเมือง เศรษฐกิจ และระเบียบโลก พร้อมใช้หน้ากระดาษเป็นพื้นที่ทำงานทางความคิด ทั้งในฐานะคอลัมนิสต์ ‘มติชนสุดสัปดาห์’ และหนังสือเล่มใหม่กับ ‘สำนักพิมพ์มติชน’ ซึ่งเตรียมเปิดตัวในเดือนตุลาคมนี้

“ประเทศไทยทำได้ และผมทำได้”

คือ คำตอบต่อคำถามที่ว่า (จะยัง) มาเล่นการเมืองทำไม?

พลังคนรุ่นใหม่ มุมมองต่อการเมืองไทยในวันนี้ บทเรียนหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงชีวิตระหว่างรอการกลับมา พิธา คิดอย่างไร?

พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์ บรรณาธิการ ข่าวการเมือง ‘เครือมติชน’ ชวนสนทนาอย่างลึกซึ้ง

รัฐบาล 3 เดือน เหมือน 3 ปี มีแต่ปัญหา แม้ดูเหมือนเข้มแข็ง แต่หากศรัทธาหมด อาจอยู่ไม่ถึง 4 ปี?

หลายเรื่องที่มันประเดประดังมา มันมาจากภายนอก และจากคนกันเอง ผมยังรู้สึกว่าหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง มันเหมือนกับว่า ประเดประดังขึ้นมา เพราะมันมีความเป็นสหพันธ์บ้านใหญ่ ที่มีความไม่เข้าเนื้อกัน และมีวิชาต่างๆ ที่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นอยู่ในอำนาจนิยมในตัวของมันเอง ผมว่าอันนี้น่าจะเป็นปรากฏการณ์ใหญ่ที่เห็นได้ว่าอำนาจนิยมเขากัดกินตัวเอง มันขยายใหญ่มากจนไม่รู้จะไปกินอะไรต่อจนกลับมากินตัวเอง

การขยายตัวที่ใหญ่เกินไป ในที่สุดคนหนึ่งก็มีวงกลมของตัวเอง อีกคนก็มีวงกลมของตัวเอง พอมันชนกันเมื่อไหร่ ก็ต้องมีการประลองกําลังกัน ซึ่งตรงนั้นมันทำให้ศรัทธาของประชาชนหาย เพราะวันๆ ไม่มีอะไร มีแต่เล่นการเมืองกันเอง แต่ไม่ได้บริหารบ้านเมือง กับความทุกข์ร้อนที่เขามี

ศรัทธาที่ประชาชนมีต่อการเมือง ก็ย่อมลดน้อยถอยลง ผมใช้คําว่าการเมือง ไม่ใช่แค่รัฐบาลอย่างเดียว เพราะฉะนั้นทุกพรรครวมถึงพรรคที่ผมสังกัดอยู่ด้วยก็มีหน้าที่สร้างความหวัง สร้างศรัทธา ทางเลือกขึ้นมา ว่าหน้าตามันควรเป็นอย่างไร

พลังที่ดร็อปหายไปคือ พลังคนรุ่นใหม่ มองอย่างไร?

ผมอยู่กับคนรุ่นใหม่ตลอด อยู่กับน้องๆ อายุ 17-27 ปี เขารู้สึกว่ามันไม่มีตัวแทนของเขาในระบบ ผมมีออฟฟิศ 20 นาที ใครอยากลงเลือกตั้งไม่ว่าจะในประเทศไหน เขาก็จะมาคุยกับผม 20 นาที ผมถามว่าอยากลงตำแหน่งอะไร อยากเป็นผู้ว่าฯ นายกเทศมนตรี ส.ส. ส.ว. หรือผู้นำประเทศ

มีทั้งชิลี โบลิเวีย โคลอมเบีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมถึงไทย แต่ถ้าเป็นเด็กอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ เขาจะถามคำถามเดียวกันว่า ถ้าพวกผมอยากตั้งพรรคการเมือง ต้องใช้เงินเท่าไหร่

มันแสดงให้เห็นว่าคนจำนวนมาก อาจจะในไทยด้วยที่รู้สึกว่า ไม่มีคนที่อยู่ในระบบการเมืองที่เป็นทางการที่เป็นตัวแทนพวกเขาเลยแม้แต่น้อย และเขาก็มีกลุ่มคนที่อยากจะลุกขึ้นมาทำเองเยอะ เหมือนกับพวกผมตอนอนาคตใหม่

พลังของคนรุ่นใหม่ที่จริงๆ มีแต่อนาคต ไม่มีอดีต คนที่อยู่ในอำนาจตอนนี้มีอดีตเยอะ แต่อนาคตไม่มี ด้วยวัยของเขา หรืออะไรต่างๆ ถ้าจะให้สังคมก้าวหน้าได้ มันต้องเป็นพลังนักศึกษาในการที่จะผลักดัน ในการที่จะมีจินตนาการใหม่ว่า ทางเลือกประเทศไทย มันควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร มันควร disrupt and break things ซึ่งหายไปเยอะ ด้วยความที่มันใช้ไม่ได้จริงๆ กับอันที่ 2 ผมคิดว่าคนที่อยู่ในอำนาจพยายามทำให้เขารู้สึกเล็กที่สุด กดทับให้ได้มากที่สุด

และทำให้รู้สึกว่าเขาไม่มีค่ามากที่สุด ทำให้มันน่าเบื่อ น่ารําคาญ ดราม่าที่สุด ทำให้ไปใช้สิทธิได้ยากที่สุด และเขาจะรู้สึกว่ามันไม่มีคนที่อยากจะเลือกจริงๆ ก็ไม่ไปเลยดีกว่า เยอะนะทั่วโลก ไม่ใช่แค่เกิดขึ้นโดยออร์แกนิค แต่เกิดขึ้นจากความตั้งใจ ให้มันดูไม่น่าสนใจ

ทำอย่างไรให้พลังของคนรุ่นใหม่กลับมาเข้มแข็ง?

ต้องทำสองด้าน ผมเป็นคนวัยกลางคน มีความใกล้ชิดทั้งกับคนรุ่นใหม่และคนรุ่นที่มาก่อนผม สิ่งแรกคือต้องทำให้เขารู้สึกว่าเราเป็นความหวังได้ และเข้าใจพวกเขา ต้อง Empathize (เข้าใจ เห็นอกเห็นใจ) ก่อนที่จะ Mobilize (ระดม ขับเคลื่อน)

บางครั้งนักการเมืองต้องการ Mobilize คนรุ่นใหม่ทันที โดยที่ยังไม่ได้ไป Empathize หรือเข้าใจว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง เขาผ่านโควิด ผ่านรัฐประหารมา 2 ครั้ง หางานทำไม่ได้ รายได้ไม่พอจ่ายค่าเช่าบ้าน

เมื่อ Empathize แล้วค่อย Mobilize ว่าเราอยากให้เขาช่วยอะไร คนรุ่นใหม่อยากช่วยเยอะ แต่เขาถามว่า คุณใช้ให้ผมทำอะไร คุณบอกผมสิ เขาเก่งเรื่องเทคโนโลยี เข้าใจ AI มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงเข้าใจเศรษฐกิจใหม่ๆ มากกว่าคนรุ่นเรา มันต้องเป็นการทำงานร่วมกัน และนี่คือทักษะที่พรรคการเมืองในต่างประเทศทำได้อย่างเห็นได้ชัด

ถ้า Mobilizing คือ สื่อการใช้โซเชียลมีเดีย การออกไปปราศรัย แล้วมีคนมาเยอะมากมาย ให้คนออกมาให้คนรู้สึก แต่ Organize มันคือรากหญ้า มันคือในพื้นที่ที่ให้เขาสามารถที่จะ Organize กันเองได้

ผมรู้สึกว่าไปหาเสียงในอุบลราชธานี เจอพี่น้องอีสาน ลงภาคใต้ ก็รู้สึกคนเยอะไม่แพ้ก้าวไกล แต่คะแนนหายไป 4 ล้าน จาก 14.4 เหลืออยู่ 10 นิดๆ แสดงว่ามันอาจจะโพลดี โซเชียลมีเดียดี คนมาชุมนุมกับเราแต่ Organizing อาจจะเป็นสิ่งที่หายไป ซึ่งอันนี้ Organizing คือเจนซีล้วนๆ ความรู้สึกเหมือนกับว่า ตอนที่ใครมาเขียนใส่หน้าผม ในป้ายก้าวไกล แล้วหัวคะแนนธรรมชาติลงไปลบทำความสะอาดทำป้ายให้ใหม่ เพราะรู้ว่าผมไม่มีตังค์ซื้อป้าย อาจจะต้องทำให้ sensation (ความรู้สึก) แบบนั้นกลับมา ซึ่งต้องการพลังของเจนซีเข้ามาช่วยให้ได้มากขึ้น แต่เราก็ต้องตอบเขาให้ได้ว่าเรามีอะไรเสนอเขา เราเข้าใจเขาอย่างไร อนาคตที่เราเห็นร่วมกันเป็นอย่างไร และเราอยากจะให้เขาช่วยอะไร และนี่คือเครื่องมือที่เรามีให้เขาช่วย

สังคมกับการด้อยค่า ‘เจนซี’ ว่าไม่อดทน ไม่สู้งาน?

ตอนเป็นเด็ก ผมโดนแบบนี้เหมือนกัน ผมโดนคนที่อายุมากกว่าที่เขาอาบน้ำร้อนมาก่อนดูถูกเหยียดหยามและบอกว่าต้องพิสูจน์ตัวเอง

เวลาจะทำงานแล้วสามารถไปนั่งโต๊ะเดียวกับผู้ใหญ่พวกนั้น ผมต้อง Upward Management ต้องบริหารความคาดหวังของเขา และต้องมีอะไรที่เขาไม่มี ตอนนั้นสิ่งที่ผมมีคือข้อมูล ผู้ใหญ่มีประสบการณ์ แต่เข้าถึง Internet Explorer รุ่นผมไม่ได้ ผมจึงต้องรู้ข้อมูลมากกว่าเขา

ถ้าจะพูดเรื่องตลาดปูนซีเมนต์ในเวียดนาม ผมจะเป็นคนที่รู้ทุกมิติทุกมุม ผมอาจจะนั่งอยู่ข้างหลังห้อง แต่เวลาซีอีโอคุยกับซีอีโอ เรื่องนี้ผมสามารถที่จะขออนุญาตบอกว่าอันนี้ข้อมูลคือ โตประมาณ 4.5% ในเมืองนี้ภาคใต้ มีประชากร ร้อยล้าน ต้องการอยู่ตรงนี้ เขาก็จะเริ่มมองหน้า ประชุมครั้งหน้าคุณมานั่งโต๊ะเดียวกับผมได้แล้ว

แต่ในขณะเดียวกัน ผมเห็นใจเจนซีมาก เพราะชีวิตเขาน่าจะยากกว่ารุ่นผมเยอะ ทั้งเรื่องความกดดัน ค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับรายได้ การหางานที่ยากขึ้น และความคาดหวังของสังคม รวมถึง Attention Economy (เศรษฐกิจแห่งความสนใจ) ที่ทำให้สมาธิของคนยากขึ้น ทุกวันนี้เหมือนโดนอัลกอริทึมดูดเวลาและสมาธิไป

ดังนั้น ผมเห็นสองด้าน มุมหนึ่งรู้สึกว่าผมก็เคยโดนมาก่อนคุณ และมันเป็นอย่างนี้ทุกรุ่น คนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนจะดูถูกเรา ว่าคุณมันก็แค่เด็กเมื่อวานซืนแค่นั้น แต่อย่าให้มันมาทำลายความตั้งใจหรือว่าทำให้คุณรู้สึกเสียสมาธิกับความฝันของคุณ แต่ในขณะเดียวกัน เจนซียากกว่าสมัยผมเยอะ

เพดานปี’66 สูง จน 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลายคนช็อก หมดหวัง หมดไฟกับผลการเลือกตั้ง?

คำถามสำคัญคือ คุณจะเอาอะไรมาเป็นไม้บรรทัดวัด ถ้าวัดจากจุดสูงสุด แน่นอนว่ามันอาจจะแย่ แต่ถ้าวัดจากอนาคตใหม่ มันก็ไม่ได้แย่ หรือถ้าเอาค่าเฉลี่ยโลกมาวัด พรรคการเมืองที่ตั้งมาไม่ถึง 10 ปี แต่มีเสียงอยู่ในสภามากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์

คนอื่นที่เขาไม่เคยมองเราออกมาจากข้างนอกที่ไม่รู้การเดินทางของเรา เวลาไปเจอ ผมก็บอกว่า ผมเคยเป็นหัวหน้าพรรคนี้ ตอนนี้พรรคมีอยู่ร้อยกว่าเสียง จาก 500 เสียง เขาบอก คุณได้ 20 เปอร์เซ็นต์ของสภาเลยเหรอ พวกผมอยู่มา 40-50 ปี ได้แค่ไม่กี่เสียงเอง คุณทำอย่างไร มันกลายเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

เพราะฉะนั้นมันขึ้นอยู่กับว่าเรามอง Perspective ไหน และวางใจอยู่ที่ตรงไหน ผมวัดว่าตัวเองมาไกลขนาดไหน ไม่เคยวัดว่ายังเหลือระยะทางอีกเท่าไหร่ ผมมองจากวันที่ยุบอนาคตใหม่ จนกระทั่งมาชนะเลือกตั้ง ถึงแม้จะถูก ส.ว.บล็อก พอมองจากอดีตว่าจุดเริ่มต้นมาจากไหน แล้วมาจบตรงนี้ ผมมีความสุขมาก เพราะไม่ได้วัดว่าผมเหลืออีกนิดเดียวจะผ่านเข้าทำเนียบรัฐบาล

สิ่งที่ผมเสียดายคือโอกาสที่ประชาชนมอบให้ในปี’66 ซึ่งคิดว่าเป็นหนึ่งในรอบ 10-20 ปีที่จะมีโอกาสแบบนั้นอีก แต่ตราบใดที่คุณยังไม่หยุด มันก็ยังไม่แพ้ ยังสามารถผลักดันต่อไปได้

ในวันที่ข่าวสารจำนวนมากถูกยิงเข้ามาทุกวัน จนสังคมจับต้นชนปลายยาก?

ผมว่าเขาตั้งใจทำให้คุณไม่มีสมาธิ ในอเมริกาใช้คำว่า ‘Whiplash’ หรือการยิงเรื่องเข้าสู่สังคมทุกวัน จนคุณไม่มีสมาธิ สื่อมวลชนยังไม่สามารถ Synthesize ได้ แล้วประชาชนจะ Synthesize ได้อย่างไร

ขนาดมืออาชีพด้าน Journalism ที่ต้องวิเคราะห์ข่าว เลือก Story และเรียบเรียงมาเป็น Story ยังจับต้นชนปลายไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับประชาชนที่ต้องทำมาหากินทุกวัน

ผมจึงรู้สึกว่าคนที่ต้องการอยู่ในอำนาจนานๆ อาจทำให้เราไม่สามารถตั้งหลักได้ เขายิงเรื่องแปลกๆ เรื่องยิบย่อยเข้าสู่ระบบทุกวัน จนกระทั่งเราไม่เห็นภาพใหญ่ หรือถูกกลบภาพใหญ่ที่เราสามารถ Synthesize กันได้

สำหรับคนที่ผิดหวังกับการเมืองจนไม่รู้ว่าจะรออะไรต่อ จะรักษาความหวังอย่างไร?

ผมว่ามันต้องผิดหวังได้ แต่หมดหวังไม่ได้ ผิดหวังก็ต้องผิดหวัง ยิ่งไปฝืนมันยิ่งเหนื่อย จะผิดหวังกับผลการเลือกตั้ง ผิดหวังกับการประพฤติตัวของ ส.ส. ผิดหวังกับสิ่งที่เคยได้รับการสัญญาแล้วผิดสัญญา อะไรก็แล้วแต่ มันก็คงต้องผิดหวัง

แต่ต้องมานั่งถามตัวเองว่า แล้วทางเลือกมันคืออะไร ถ้าเราแค่ผิดหวังพร้อมกับหมดหวังไปด้วย ก็เหมือนเรายกประเทศของเราใส่พานมอบให้เขาไปเลย ยิ่งคุณดูประชุมสภาน้อย ยิ่งคุณไปใช้สิทธิน้อย ยิ่งคนสนใจการเมืองน้อย เท่ากับว่ายกประเทศไทยใส่พานและยกให้เขาไปเลย

ถ้าเหนื่อยก็พัก แต่พอถึงเวลาไฟในใจก็ต้องกลับมา ฝ่ายที่มันรุกเข้ามาไม่รู้จักพอ ถ้าไม่รู้จักประมาณตนหรือไม่รู้จักพอ อยากกินรวบมากจนเกินไป และทำให้คนจำนวนมากหลังติดฝา เวลาคนหลังติดฝาเขาสู้ เขาไม่สู้แบบธรรมดา เขาไม่ได้สู้ด้วยสมอง แต่เขาสู้ด้วยใจ และตอนนั้นคุณจะเหนื่อย

ผมคิดว่ามันคงเป็นจุดดุลที่ต้องคอยมีสติซึ่งกันและกัน เพื่อเอาประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่รบกันจนเหลือแต่ซากปรักหักพังที่ไม่มีใครจะมาชื่นชม

ผ่านมา 2 ปีหลังยุบพรรคก้าวไกล หล่อเลี้ยงความหวังอย่างไร?

ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจหรือความเชื่อลดน้อยลง แต่ฝึกความอดทนมากขึ้น อย่างที่บอกว่าผมนับเป็นเดือนถอยหลัง เพราะนับเป็นเดือนแล้วรู้สึกสบายกว่านับเป็นปี อย่างน้อย 99, 98, 97 ตอนเทปนี้ออกเหลือ 96 เดือน ผมกลับไปอเมริกาก็เหลือ 95 หนังสือเล่มนี้ออกมาก็เหลือ 94 เดือน

ผมยังมีคำตอบเดิมว่ามาเล่นการเมืองทำไม ตอนที่ผมตัดสินใจลงสมัคร คือผมคิดว่า ประเทศไทยทำได้ และผมทำได้ ผมโตในต่างประเทศ เห็นว่าประเทศอื่นดีอย่างไร เราก็คิดว่าประเทศเรามีจุดแข็งพอที่จะกลบจุดด้อยของประเทศไทย และยังเชื่อว่าประชาชนทำได้ด้วย คนไทยทุกคนสามารถทำร่วมกันกับความฝันนี้ได้อยู่ ก็เลยคิดว่าไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ก็ยังรออยู่

อาจจะไม่ใช่ 96 เดือนอาจจะเป็นตลอดชีวิตไปเลยก็ได้ เพราะคดี 44 ส.ส. แต่ผมก็ยังเชื่อว่ามันยังมีความเป็นไปได้ และรู้สึกว่ายังถวิลหาอยู่ทุกวัน

ช่วงที่รอคอย การมี ‘ความรัก’ เข้ามาในชีวิต เปลี่ยนไปอย่างไร?

ตอนเลือกตั้งปี’66 แม้ว่าจะชนะเลือกตั้ง แต่สุขภาพผมน่าจะประมาณ 4 เต็ม 10 แต่พอตอนนี้มันผ่านมาเยอะ มีเวลาให้กับตัวเอง มีเวลาที่จะมีความสัมพันธ์ มีเวลาที่จะมีคนรักที่ดี อย่างคุณก้อย (อรัชพร โภคินภากร) เข้ามา ตอนนี้สุขภาพผมว่าน่าจะสัก 8 เต็ม 10

คุณก้อยเป็นคนรักที่ดีที่คอยดูแลสุขภาพ คอยให้กำลังใจ และเป็นคู่คิด คอยพูดอะไรที่ไม่ได้เก็บไว้ให้มันอยู่ในใจตลอดเวลา หรือให้มันอยู่ในหัวเราคนเดียว สามารถเล่าสู่กันฟัง

พอมันได้ระบาย ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้แก้ปัญหา แต่มันก็โล่ง เพราะฉะนั้นสุขภาพกายดีขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น อันนี้น่าจะเป็นอะไรที่เป็นรูปธรรม

หนังสือเล่มใหม่กับสำนักพิมพ์มติชน จะพูดถึงอะไร?

โลกมันเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ระเบียบโลกมันเปลี่ยนจากความชอบธรรมกลายเป็นอำนาจ และมีสิ่งที่เราคาดคิดว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้น มันก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งผลกระทบมันมาสู่พวกเรา

คงจะไล่เรียงว่า โลกที่ผมคิดว่ามันเปลี่ยนหน้าตาเป็นอย่างไร มันเกิดขึ้นเพราะอะไร และมันกระทบเราอย่างไร เราจะทำอย่างไรกับมันได้บ้าง เราจะตั้งตัวกับมันอย่างไร คงเป็น 4 ก้อนใหญ่ๆ ที่อยากชวนทุกคนที่เป็นผู้อ่านช่วยกันตาม ช่วยกันคิดว่าจะเห็นภาพอะไร และถ้าเราตระหนักรู้กับมันแล้ว ค่อยกลับมาดูว่าเราจะมีเจตจำนงอย่างไรในการแก้ไขเรื่องแบบนี้ได้บ้าง

ระเบียบโลกที่เรารู้จักมันกำลังล่มสลาย ระบบเก่ากำลังล่มสลาย และระบบใหม่จะเป็นอะไรยังไม่มีใครรู้ ยังหาฉันทมติใหม่ในความปกติใหม่ไม่ได้

ผมอยากเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกเอาไว้ว่า ในปีที่มันเป็นรอยต่อของยุคสมัยขนาดนั้น มันเกิดอะไรขึ้น เกิดขึ้นเพราะอะไร ผลกระทบกับพวกเราจะเป็นอย่างไร และเราจะทำอย่างไรกับมันได้บ้าง ผมคิดว่านี่เป็นคำถามของยุคสมัย

ช่วยขายของหน่อย ทั้งในฐานะคอลัมนิสต์ ‘มติชนสุดสัปดาห์’ และกำลังจะมีหนังสือใหม่ในเดือนตุลาคมนี้ด้วย?

อันที่ 1 การทำงานทางความคิดเป็นเรื่องที่สำคัญ การที่อยู่ในเสรีประชาธิปไตย ความคิดมันอยู่ในหัว เราไม่สามารถเห็นซึ่งกันและกันว่าแต่ละคนคิดอย่างไร แต่พอมารวมอยู่ในมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งสามารถอัพเดตความคิดของกันและกันในทุกสัปดาห์ มันก็เป็นเรื่องดี

ตอนนี้มีคนเขียนมาหาผมว่าอยากให้เขียนเรื่องอะไรเยอะอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นถึงแม้ผมจะไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้อยู่ในสภา ไม่ได้มีโอกาสอภิปราย 7 นาที แต่การอ่านคอลัมน์หนึ่งมันก็ 7 นาที ผมยังรู้สึกว่าได้อภิปรายทุกวันผ่านบทความ ยังได้เห็นความคิดความอ่าน และเอาความคิดมาแชร์

อันที่ 2 การอ่านทำให้ผมรีแลกซ์ อยากเชิญชวนทุกคนให้ได้มาพักผ่อนผ่านการอ่านหนังสือ และมาช่วยกันหล่อเลี้ยงความหวังผ่านตัวหนังสือทุกสัปดาห์ในมติชนสุดสัปดาห์ ถ้าอยู่นิวยอร์กหรืออเมริกา ผมอ่าน The New Yorker มันเป็นอะไรที่เป็นเพื่อนเรามาตั้งแต่เด็ก แต่พอกลับมาเมืองไทย มันแทบจะมีอยู่ไม่กี่ฉบับแล้วที่ยังเป็นรายสัปดาห์ ให้เราอัพเดตอะไรใหม่ๆ ในเวลาสั้นๆ และไม่ต้องเครียดมากกับการอ่าน

อยากจะลองชวน Gen Z มาอ่าน ให้ Gen Z มาลองเปิดตลาดในมติชนสุดสัปดาห์ อ่านแบบไม่เครียด มีทุกเรื่อง ทั้งกีฬา ศิลปวัฒนธรรม อาหาร ความคิด สำหรับผมมันคือการผ่อนคลาย

พรหมพร เจริญกิจชัชวาล