หน้าแรก ประชาชื่น จาก ‘อารยธรรม...

จาก ‘อารยธรรมจามปา’ สู่…เมืองท่องเที่ยวนานาชาติ บทใหม่ของ‘ญาจาง’เวียดนาม

18.08.26 | 13:04 น.

หากเปรียบการเดินทางหนึ่งวันเท่ากับการอ่านหนังสือพันเล่ม “ญาจาง” ประเทศเวียดนาม อาจเป็นอีกหนึ่งบทที่ช่วยเติมเต็มตัวอักษรในหนังสือเล่มนั้นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น


เพราะญาจางในปี 2569 ไม่ใช่ญาจางที่หลายคนเคยรู้จักอีกต่อไป เมืองชายทะเลแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังผ่านพ้นยุคซบเซาจากโควิด-19 ญาจางกำลังเดินหน้าอย่างเต็มตัวสู่การเป็น “เมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ” ที่ทันสมัย สะดวกสบาย และมีสีสันจากผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ

ครั้งหนึ่งญาจางเคยได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองรีสอร์ตของชาวรัสเซีย” แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ลดลงอย่างมาก ก่อนที่เกาหลีใต้ จีน และนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม จะเข้ามาเติม
สีสันให้กับเมืองแทน ทว่า… วันนี้ภาพของญาจางกำลังเปลี่ยนไปอีกครั้ง

ข้อมูลจากสนามบินนานาชาติคัมราญสะท้อนให้เห็นการกลับมาของตลาดยุโรป ทั้งเยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวจากรัสเซียและคาซัคสถานก็กลับมาอย่างก้าวกระโดด ผ่านเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ส่งผลให้บรรยากาศของเมืองมีความเป็นนานาชาติและหลากหลายทางวัฒนธรรมมากขึ้น

Advertisement

จากเมืองตากอากาศริมทะเล ญาจางกำลังขยับตัวสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับหรู จนได้รับฉายาใหม่ว่า “ไมอามีแห่งเวียดนามใต้”

ภาพการเปลี่ยนแปลงเห็นได้ชัดตามแนวอ่าวคัมราญและชายหาดเจินฟู้ เมื่อโรงแรมและรีสอร์ตระดับ 4-5 ดาวจากแบรนด์นานาชาติทยอยเปิดตัวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโมเวนพิค รีสอร์ต คัมราญ และอีกหลายแบรนด์ที่เข้ามาเติมเต็มตลาดระดับบน ทำให้ญาจางค่อยๆ เปลี่ยนภาพจากเมืองตากอากาศที่เข้าถึงง่าย ไปสู่การเป็น “Luxury Hub” แห่งหนึ่งของภูมิภาค ขณะเดียวกัน วินเพิร์ลบนเกาะฮ่อนแจ๋วยังคงเป็นหนึ่งในแม่เหล็กสำคัญของเมือง ด้วยการอัพเกรดเครื่องเล่น สวนน้ำ และโซนความบันเทิงใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

ชีวิตในญาจางวันนี้ยังสะดวกขึ้นด้วยเทคโนโลยีและระบบชำระเงินแบบไร้เงินสด นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถใช้จ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นหรือบัตรเครดิตได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวยังคงอยู่ในระดับที่จับต้องได้ เมื่อเทียบกับเมืองตากอากาศชั้นนำอื่นๆ ในเอเชีย

แต่…ภายใต้ภาพของเมืองท่องเที่ยวสมัยใหม่ ญาจางยังมีเรื่องราวอีกชั้นหนึ่งซ่อนอยู่…ย้อนกลับไปในอดีต พื้นที่แห่งนี้เคยเป็น “แคว้นเกาฐาระ” หนึ่งในแคว้นสำคัญของอาณาจักรจามปา เจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองท่าชายฝั่งและศูนย์กลางทางศาสนาของชาวจาม เป็นเสมือนประตูการค้าที่เชื่อมโยงโลกตะวันออก ทั้งจีน อินเดีย และพ่อค้าชาวอาหรับ มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 7-8

รูปแกะสลักจำลอง‘เจ้าแม่โพนคร’

ร่องรอยของอดีตยังคงปรากฏให้เห็นผ่าน “ปราสาทโพนคร” หรือเทวสถานโพนาการ์ เทวสถานฮินดูอันศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระแม่ภควตี หรือพระแม่อุมาเทวี และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของญาจางมาจนถึงวันนี้ ผู้ที่เคยมาเยือนญาจางจึงมักคุ้นเคยกับปราสาทโพนาการ์ หอคอยดอกบัว วัดพระพุทธรูปขาว หรือโบสถ์หินญาจาง สถานที่เหล่านี้ล้วนเป็นหมุดหมายสำคัญของเมืองที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

บ้านโบราณฟู้วิญ

แต่หากอยากรู้จัก “ญาจางในอีกมุมหนึ่ง” อาจต้องออกนอกเส้นทางท่องเที่ยวหลักไปอีกสักหน่อย ที่นั่นมีบ้านเก่าแก่หลังหนึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบของชนบท และน้อยคนนักจะรู้จัก “บ้านโบราณฟู้วิญ” หรือ Phu Vinh Ancient House อาจเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง “อันซีน” ของญาจาง

บ้านโบราณแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทของหมู่บ้านฟู้วิญ ห่างจากใจกลางเมืองญาจางไปทางตะวันตกราว 7 กิโลเมตร การเดินทางอาจไม่ง่ายนักสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเป็นครั้งแรก เพราะแทบไม่มีป้ายบอกทาง ต้องอาศัยการสอบถามจากคนท้องถิ่นจึงจะค้นพบ

บริเวณโดยรอบยังมีบ้านโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์อยู่อีกหลายหลัง แต่หลังที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาชมมากที่สุด คือบ้านของ “นายเหงียน ซวน หาย” บ้านไม้โบราณสไตล์เวียดนามภาคกลางที่ซ่อนตัวอย่างสงบอยู่ท่ามกลางสวนผลไม้ขนาดใหญ่ บ้านหลังนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 200 ปี และได้รับการสืบทอดต่อกันมาถึง 6 รุ่น ที่น่าทึ่งคือโครงสร้างดั้งเดิมยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ ทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรม วัสดุ และรายละเอียดต่างๆ ของตัวบ้าน

โครงสร้างเป็นแบบเวียดนามดั้งเดิม “3 ห้อง 5 ส่วนเชื่อมต่อ” มีเสาไม้โบราณมากถึง 36 ต้น ส่วนหลังคามุงด้วยกระเบื้องหยินหยาง ซึ่งเรียงคว่ำ-หงายสลับกันตามภูมิปัญญาช่างโบราณ รูปแบบดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความงามทางสถาปัตยกรรม แต่ยังช่วยให้อากาศถ่ายเทและรักษาความเย็นภายในบ้านได้เป็นอย่างดี จนแม้ในวันที่อากาศร้อน ภายในก็ยังเย็นสบายราวกับมีเครื่องปรับอากาศ

ตู้เก็บยาสมุนไพรขององ โก๊

เรื่องราวของบ้านไม่ได้หยุดอยู่เพียงอายุของไม้และกระเบื้องเก่า หากยังผูกโยงอยู่กับประวัติศาสตร์ของผู้คนและแผ่นดิน บ้านหลังนี้สร้างขึ้นโดยคุณทวด “อง โก๊” ของตระกูลเหงียนซวน ในสมัยราชวงศ์เหวียน ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายของเวียดนาม ช่วงเวลาที่การค้าขายทางเรือและการเกษตรกรรมบริเวณลุ่มแม่น้ำก๊ายกำลังรุ่งเรือง

ความมั่งคั่งของคนในบ้านสะท้อนผ่านตัวบ้านที่ใช้ไม้เนื้อแข็งราคาแพงและหายากมากในยุคนั้น เช่น ไม้กั้มเซ และไม้ซาวมาทำเป็นเสาเรือนขนาดใหญ่ พร้อมงานแกะสลักเครื่องเรือนอันวิจิตร ซึ่งมีเพียงตระกูลชั้นสูงและผู้มีฐานะร่ำรวยเท่านั้นที่จะมีกำลังทรัพย์สร้างบ้านลักษณะนี้ได้ ภายในบ้านนอกจากเครื่องเรือนไม้แกะสลักแล้ว ยังมีโต๊ะบูชาบรรพบุรุษตั้งไว้กลางบ้าน และของสะสมโบราณอันทรงคุณค่าที่หาชมได้ยาก อาทิ ชุดโต๊ะน้ำชาไม้ฝังมุก โต๊ะและเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งโบราณลวดลายมงคลตามศิลปะเวียดนามดั้งเดิม เครื่องเซรามิกและเครื่องถ้วยชามโบราณ บางชิ้นเป็นเครื่องถ้วยที่ส่งต่อมาจากยุคราชวงศ์ และยังมีตะเกียงน้ำมันโบราณ

อักษรภาษาจีนแกะสลักฝังมุกในบ้านเพื่อเตือนใจลูกหลาน

ที่เสาไม้กลางบ้าน มีบทกลอนอักษรจีน ต้นตระกูลได้สลักไว้เพื่อเป็น “คำอวยพรมงคลประจำตระกูล” และ “หลักคำสอนใจสำหรับการดำเนินชีวิต” โดยเนื้อหาบทกลอนฝั่งซ้าย พรรณนาถึงความร่มเย็นเป็นสุขและการสะสมบุญบารมีของบรรพบุรุษ ส่วนบทกลอนฝั่งขวา เนื้อหากล่าวอวยพรให้บุตรหลานรุ่นหลังเจริญรุ่งเรืองและมีคุณธรรม รักษาความกตัญญูกตเวทิตาต่อบรรพบุรุษ และหมั่นทำความดีเพื่อรักษาเกียรติยศของตระกูลให้ยั่งยืน

องโก๊เป็นทั้งคหบดีและหมอยาประจำหมู่บ้าน บ้านหลังนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย หากยังเป็นเสมือนพยานที่บันทึกเรื่องราวของครอบครัว ชุมชน และวิถีชีวิตของผู้คนในญาจางจากวันวานมาจนถึงวันนี้

ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์จังหวัดคั้ญฮวา

จากบ้านโบราณเวียดนามขนานแท้ ถ้าอยากดิ่งลึกไปถึงหลักฐานชิ้นขุดค้นที่จับต้องได้ ปลายทางถัดมาคือ “พิพิธภัณฑ์จังหวัดคั้ญฮวา” อาคารเก่าสีเหลืองสไตล์โคโลเนียลฝรั่งเศส สร้างขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ตั้งอยู่เงียบๆ ท่ามกลางความวุ่นวายริมหาด แม้ตัวอาคารจะไม่ใหญ่ มีพื้นที่ห้องนิทรรศการรวมกันเพียง 200 กว่าตารางเมตร แบ่งออกเป็นพื้นที่ส่วนกลางและ 2 ห้องแกลเลอรี่ แต่ที่นี่ก็เต็มไปด้วยโบราณวัตถุนับหมื่นชิ้น ไฮไลต์ที่ดึงดูดสายตาคนรักประวัติศาสตร์ที่สุดคือ “โซนจัดแสดงศิลปะจามปาโบราณ” ทุกชิ้นส่วนหินแกะสลัก เทวรูป และศิลาจารึกอักษรสันสกฤตที่ตั้งแสดงอยู่นั้นล้วนเป็น “ของแท้ดั้งเดิม” ที่ขุดพบในพื้นที่นี้ บางชิ้นเปี่ยมคุณค่าจนได้รับการยกย่องเป็นสมบัติชาติ

รูปสลักสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ นกครุฑบอร์เนียว หรือพญานาค ตามความเชื่อโบราณ

วัตถุโบราณจำพวกศิลาจารึก เทวรูปหินแกะสลัก และเครื่องปั้นดินเผาจามปาช่วงศตวรรษที่ 8-17 เกือบทั้งหมดถูกเก็บกู้มาจากซากโบราณสถานและหอคอยจามในจังหวัดคั้ญฮวาและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น จากการขุดค้นที่หอคอยฮวาไหล (Hoa Lai Tower) ได้รับการรับรองและผ่านการตรวจสอบอายุและความแท้จริงจากผู้เชี่ยวชาญและนักโบราณคดีอย่างเข้มงวด

ในอดีตเมืองญาจางปี ค.ศ.784 กษัตริย์สัตยวรมัน หนึ่งในกษัตริย์แห่งอาณาจักรจามปา ทรงสร้างกลุ่มปราสาทอิฐแดงอย่างหอคอยจามโพนาการ์ ขึ้นบนเนินเขาเหนือแม่น้ำก๊าย เพื่อบูชาพระนางอุมาเทวี ชายฝั่งบริเวณนี้มักถูกรุกรานโดยพวกชวาและขอม (เจนละ) รวมถึงการสู้รบแย่งชิงอำนาจกันเองกับกลุ่มจามทางตอนเหนือ อาณาจักรจามปาค่อยๆ สูญเสียดินแดนทางตอนเหนือให้แก่กองทัพไดเวียด จนกระทั่งในปี ค.ศ.1471 เมืองหลวงวิชัยของจามปาเหนือแตกพ่าย อำนาจของจามปาจึงเหลือเพียงแคว้นทางใต้คือแคว้นเกาฐาระ หรือเมืองญาจางในปัจจุบัน ต่อมาปี ค.ศ.1832 ดินแดนจามปาส่วนสุดท้ายถูกผนวกเข้าเป็นของเวียดนาม ทำให้ชาวจามในญาจางค่อยๆ เปลี่ยนสถานะเป็นชนกลุ่มน้อย และหลงเหลือไว้เพียงวัฒนธรรม ศิลปะ รวมถึงโบราณวัตถุของแท้ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ระนาดหินโบราณ “ด่านด๊า” มาจากแท่งหินธรรมชาติ ใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์หรือในพิธีฉลองหลังชนะศึก

ระยะเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อก้าวเดินออกจากความเงียบสงบของพิพิธภัณฑ์ สายลมทะเลพัดพากลับคืนสู่โลกปัจจุบัน ภาพเบื้องหน้าของญาจางในวันนี้คือตึกระฟ้าโมเดิร์นที่ตั้งตระหง่านขนานไปกับแนวหาดทราย เสียงดนตรีจากรูฟท็อปบาร์หรู และแสงสีศิวิไลซ์ของเมืองตากอากาศระดับโลก

ทว่า ในความล้ำสมัยเหล่านั้น จิตวิญญาณของแคว้นเกาฐาระและอาณาจักรจามปาโบราณไม่ได้เลือนหายไปไหน แต่ได้หลอมรวมและซ่อนตัวอยู่อย่างแนบเนียนท่ามกลางวิถีชีวิตปัจจุบัน ทั้งในกลิ่นอายของเมนูอาหารทะเลสด ในรอยยิ้มของผู้คน และในเงาของเทวสถานอิฐแดง เมืองญาจางแห่งนี้จึงเป็นพื้นที่พิเศษ ที่ “วันวาน” และ “วันนี้” เดินทางมาบรรจบกันอย่างลงตัว เรื่องเล่าอันลึกลับนับพันปียังมีลมหายใจ รอคอยให้ผู้มาเยือนได้ค้นหาและสัมผัสด้วยตัวเอง

กรรณิการ์ ฉิมสร้อย

 

ดร.อเล็กซานเดอร์ เยอร์ซิน

พิพิธภัณฑ์ ‘อเล็กซานเดอร์ เยอร์ซิน’
แพทย์ผู้ค้นพบเมือง ‘ดาลัต’

พิพิธภัณฑ์อเล็กซานเดอร์ เยอร์ซิน ตั้งอยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์จังหวัดคั้ญฮวา ติดชายหาดญาจาง พื้นที่เพียง 100 ตารางเมตร จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของ “ดร.อเล็กซานเดอร์ เยอร์ซิน” แพทย์ชาวสวิส-ฝรั่งเศส ผู้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกาฬโรค และยังเป็นลูกศิษย์คนโปรดของหลุยส์ ปาสเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส

อเล็กซานเดอร์ เยอร์ซิน เป็นบุคคลที่ชาวเวียดนามรักมาก เขาอุทิศชีวิตเกือบทั้งหมดให้เวียดนาม นอกจากเป็นผู้นำต้นยางพาราและต้นควินินเข้ามาปลูกแล้ว ยังตั้งรกรากอยู่ที่เมืองญาจาง คอยรักษาชาวประมงยากจนฟรีจนถึงวาระสุดท้าย คนเวียดนามจึงเรียกเขาอย่างสนิทสนมว่า “อง นัม” หมายถึง “คุณน้าหมายเลข 5” มาจากแถบบนบ่าเสื้อเครื่องแบบทหาร

ห้องนิทรรศการอยู่บนชั้น 2 มีการจำลองห้องพักและห้องทำงานของเขา และกล้องจุลทรรศน์ตัวจริงที่ใช้ส่องพบเชื้อกาฬโรค รวมถึงนาฬิกา “เลอรัว” โบราณ กล้องโทรทรรศน์ ลูกโลก บันทึกการเดินทาง และจดหมายลายมือที่เขาเขียนถึงแม่ ทั้งยังมีอุปกรณ์ดูภาพถ่ายขาวดำแบบ 3 มิติที่เยอร์ซินถ่ายไว้เอง ทำให้เห็นวิถีชีวิตของชาวเวียดนามและชนเผ่าต่างๆ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19

อีกด้านหนึ่งของเยอร์ซิน คือนักสำรวจ เป็นคนค้นพบ “ที่ราบสูงลังเบียน” และ “เมืองดาลัต” (Da Lat) เมืองตากอากาศบนภูเขาที่มีชื่อเสียงของเวียดนามนั่นเอง ซึ่งการเดินทางบุกป่าฝ่าดงของ ดร.เยอร์ซิน ถือเป็นมหากาพย์การสำรวจที่ระทึกใจ เต็มไปด้วยไข้ป่า สัตว์ร้าย และกลุ่มโจร

จุดเริ่มต้นของการสำรวจเริ่มขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ.1893 รัฐบาลอาณานิคมฝรั่งเศสมีคำสั่งให้สำรวจเส้นทางทางบกจากไซง่อนตัดตรงสู่ชายฝั่งทะเลตอนกลาง สมัยก่อนเรียกว่า “ดินแดนของชาวมอย” ซึ่งเป็นเขตเทือกเขาสูงชันและป่าดิบชื้นที่ยังไม่มีการทำแผนที่ ชนเผ่าพื้นเมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้ายต่อคนแปลกหน้า เยอร์ซินและคณะผู้ติดตามต้องเจอความยากลำบากสารพัด ลูกหาบหลายคนตื่นตระหนกขวัญเสียจนพากันลักลอบหนีไปกลางดึก พร้อมขโมยเสบียงอาหารและอาวุธปืนไปด้วย

ที่น่ากลัวที่สุด คือคณะของเขาถูกล้อมโจมตีโดยกลุ่มโจรป่าและนักล่าหัวมนุษย์ในแถบชายแดน เยอร์ซินเกือบเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้ง เขาต้องใช้ความใจเย็น ไหวพริบ และการเจรจาช่วยรักษาโรคให้หัวหน้าเผ่า แลกกับการผ่านทาง เวียดนามในยุคนั้นเต็มไปด้วยยุงก้นปล่องที่เป็นพาหะของโรคมาลาเรีย เสือโคร่ง ช้างป่า และงูพิษ คณะเดินทางล้มป่วยลงเรื่อยๆ ตัวเยอร์ซินเองก็ติดไข้ป่าจนเกือบเสียชีวิต แต่ด้วยความเป็นหมอ เขาจึงประทังชีวิตรอดมาได้ด้วยยาท้องถิ่นและการกินสารควินิน พวกเขาต้องเดินเท้าลุยโคลน ข้ามแก่งน้ำเชี่ยว และปีนป่ายหน้าผาสูงชันท่ามกลางพายุฝนเขตร้อนกระหน่ำติดต่อกันหลายสัปดาห์ จนเสบียงเกือบหมดสิ้น แต่หลังจากสมบุกสมบันมานานหลายเดือน ในบ่ายวันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ.1893 คณะของเยอร์ซินก็หลุดพ้นจากป่าทึบออกสู่ที่ราบสูงอันกว้างใหญ่และเงียบสงบ ที่นั่นคือ “ที่ราบสูงลังเบียน”

ที่แห่งนั้นอากาศหนาวเย็นราวกับฤดูใบไม้ผลิในยุโรป มีป่าสนทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เยอร์ซินได้นำความประทับใจนี้ไปรายงานต่อผู้สำเร็จราชการ โดยเสนอว่าที่นี่เหมาะที่สุดในการสร้าง “สถานตากอากาศ” และโรงพยาบาลพักฟื้นสำหรับชาวฝรั่งเศส ต่อมารัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้เนรมิตเมืองท่ามกลางหุบเขาแห่งนี้ขึ้นมา และตั้งชื่อตามชนเผ่า “ลัด” กลายมาเป็นเมือง “ดาลัต” (Da Lat) ในปัจจุบัน