พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์
โจทย์เดิมกับบทบาทใหม่ในฐานะรองผู้ว่าฯกทม.
ภารกิจสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้
ผ่านมาแล้วราว 2 เดือน สำหรับบทบาทใหม่ในฐานะ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของ พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ หลังเคยทำงานในฐานะที่ปรึกษาผู้ว่าฯ ซึ่งอายุน้อยที่สุดในขณะนั้น และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของ กทม.คนแรกในประวัติศาสตร์
เป็นเบื้องหลังผู้มีส่วนสำคัญในความสำเร็จของโครงการ ‘ไม่เทรวม’ ที่ช่วยลดปริมาณขยะได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งพื้นที่สีเขียว และความพยายามร่วมแก้ปัญหาโลกร้อน
ใช้ประสบการณ์บนเส้นทางที่ไม่หลุดจากประเด็นสิ่งแวดล้อมหลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์และการต่างประเทศ จากคิงส์คอลเลจ ลอนดอน ก่อนต่อปริญญาโทด้านนโยบายพลังงานและสิ่งแวดล้อม ที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก โดยมีโอกาสทำงานเป็นผู้ช่วย ส.ส.สหรัฐ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ดูแลงานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
เมื่อเข้าสู่เส้นทางการเมืองในฐานะ New Dem กลุ่มคนรุ่นใหม่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการนโยบายพรรคด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ก่อนตัดสินใจลาออกในช่วงกลางปี 2562 เพราะพรรคผิดสัญญากับประชาชน ไปสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
จากนั้นจึงเบนเข็มสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฐานะอาจารย์พิเศษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม สภาเสรีนิยมโลก (Liberal International) รวมถึงที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม UN Environment Programme
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้โจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับพรพรหม ซึ่งมุ่งมั่นกับภารกิจที่ต้องรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองอย่างเต็มตัวในวันนี้
แต่การกลับมารับโจทย์เดิม ในบทบาทที่เปลี่ยนไป ย่อมเพิ่มความท้าทายที่มากขึ้น เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯไม่ได้มีเพียงคำถามว่า จะปลูกต้นไม้เพิ่มได้อีกเท่าไร หากยังรวมถึงคำถามว่า ต้นไม้ที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะต้นไม้ใหญ่ที่อยู่คู่เมืองมานาน จะรักษาเอาไว้อย่างไร จึงเป็นที่มาของการยกระดับนโยบายพื้นที่สีเขียวในวาระใหม่ จาก สวน 15 นาที สู่ สวนป่าล้อมเมือง จากเป้าหมายต้นไม้ 1 ล้านต้น สู่ 2 ล้านต้น และจากการเพิ่มจำนวนรุกขกร สู่การสร้างระบบ ต้นไม้มรดกกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ต้นไม้ที่มีคุณค่าของเมืองได้รับการดูแลและคุ้มครองอย่างเป็นระบบ
ในเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ พรพรหมพูดคุยถึงโจทย์สิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ ผ่านกิจกรรม ‘การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและตามหาต้นไม้มรดกกรุงเทพมหานคร’ พี่ลานจามจุรี สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ
ระหว่างนั้น เมื่อถามนอกประเด็นนโยบายว่า ต้นไม้ที่ชอบเป็นพิเศษคืออะไร และเข้าข่ายเป็นคน ‘มือร้อน’ หรือ ‘มือเย็น’ พรพรหม ผู้ใช้ชีวิตต่างแดนเป็นเวลานาน ออกอาการไม่เข้าใจ จนต้องมีคนช่วยอธิบายว่า เป็นความเชื่อเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ว่า คนมือเย็น เชื่อกันว่าปลูกอะไรก็รอด ขณะที่คนมือร้อน ปลูกอะไรก็ไม่ค่อยรอด เมื่อเข้าใจคำถามแล้ว รองผู้ว่าฯพรพรหมตอบว่า ‘รอดเยอะ’
“ผมก็พยายามดูของผมอยู่ ซึ่งก็รอดเยอะ ต้องไปดูที่อ่อนนุช ผมปลูกไปหลายต้น ตอนนี้ขึ้นแบบ 3-10 เมตร ใหญ่โต 3 ปี โตขึ้นเร็วมาก ส่วนถ้าถามถึงต้นไม้ที่ชอบ หากเป็นไม้ยืนต้น ส่วนตัวชอบจามจุรี แต่ถ้ามองในมุมของการปลูกต้นไม้สำหรับเมือง ผมชอบทองอุไร มันเห็นเร็ว สวยงามและไม่ค่อยมีปัญหาสำหรับเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่ากรองฝุ่นได้ดีที่สุด สามารถปลูกแซมริมถนนให้คนเห็นสีเหลืองขึ้นมาเลย มันก็ดูง่ายๆ ดี”
ส่วนเรื่องยุทธศาสตร์ นโยบาย ความคืบหน้าและแผนในอนาคต มีคำตอบในรายละเอียดดังต่อไปนี้
⚫ สวน 15 นาที พร้อมแผนดันสู่สวนป่า 6 แห่ง อัพเดตถึงไหน มีรายละเอียดเบื้องต้นอย่างไร?
สวนสาธารณะ เรามีนโยบายเดิมที่เรียกว่า สวน 15 นาที ซึ่งสวน 15 นาที 4 ปีที่แล้วเราตั้งเป้าว่าจะครบ 500 สวน ซึ่งเราก็ทำสำเร็จ
สวน 15 นาที เป็นคอนเซ็ปต์ที่ว่า ไม่ใช่สวนใหญ่หรือสวนเล็ก สวนขนาดไหนก็ได้ แต่ขอให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสวนได้ภายใน 15 นาที หรือ 800 เมตร ซึ่งเราพยายามจะกระจายสวนเล็กๆ ให้อยู่ทั่วเมือง
ก่อนครบ 500 สวน เรามีคณะกรรมการรายกลุ่มเขตเข้าไปตรวจคุณภาพ อันไหนที่เคยเห็นว่าเป็นแค่การตรวจภูมิทัศน์ ไม่ได้เป็นการทำสวนจริงๆ เราก็ตัดออก หรืออย่างน้อยปรับปรุง ซึ่งเกณฑ์คุณภาพจะดูเรื่องความปลอดภัย ฟังก์ชั่นครบสำหรับประชาชนหรือไม่ รวมถึงมีเกณฑ์เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ
ครั้งนี้อาจไม่ได้ตั้งเป้าเป็นตัวเลข 500 สวนเหมือนเดิม แต่จะพยายามปลดล็อกพื้นที่ที่ยังสามารถนำมาทำสวนได้ เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน หรือพื้นที่ของหน่วยงานอื่นที่สามารถเข้าไปประสานเพื่อพัฒนาเป็นสวน 15 นาที
ส่วนไฮไลต์ของ 4 ปีข้างหน้า อาจยกระดับจากสวน 15 นาที เป็นสวนป่าล้อมเมือง อย่างน้อยต้องทำ 6 แห่ง และแต่ละแห่งต้องมีพื้นที่มากกว่า 10 ไร่ ซึ่งจะเน้นเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ปลูกต้นไม้พันธุ์พื้นถิ่น คืนธรรมชาติให้กับประชาชน
ใน 6 แห่งมีในใจอยู่แล้วว่าจะทำที่ไหนบ้าง เช่น เขตทวีวัฒนา เขตคลองสามวา เขตประเวศ เขตสะพานสูง เขตตลิ่งชัน และกำลังหาพื้นที่ที่ 6 อยู่
ภายใน 4 ปีจะมีการลงทุน การเปิดพื้นที่สีเขียวเชิงป่านิเวศ อย่างอ่อนนุชที่เคยเป็นกองขยะเดิม เราเริ่มเฟส 1 ไปแล้ว 60 ไร่ จนกลายเป็นสวนป่ามีต้นไม้ใหญ่ สูง 10 เมตร ซึ่งใช้เวลาปลูกอยู่ 3 ปี ส่วนเฟส 2 ที่เราค่อยๆ ทยอยเพิ่มพื้นที่ป่าไปเรื่อยๆ ซึ่งอ่อนนุชใกล้จะครบกว่า 200 ไร่ ที่เป็นพื้นที่ป่าที่จะคืนให้กับเมือง และลดปัญหากลิ่น ลดปัญหามลพิษในบริเวณโรงขยะด้วย
⚫ รุกขกรคือใคร ทำอย่างไรให้คนกรุงรู้จัก?
เมื่อ 4 ปีที่แล้วเราลงทุนใน human capital หรือการส่งเสริมทุนมนุษย์ เอาเจ้าหน้าที่เดิมไปฝึกรุกขกร หรือผู้ปฏิบัติงานที่มีทักษะและความรู้เรื่องการรักษาและดูแลต้นไม้ รุกขกรที่ผ่านการรับรอง 4 ปีที่ผ่านมาเรามี 33 คน และมีกระจายอยู่ตามเขตและสำนักสิ่งแวดล้อม
รุกขกรไม่ได้เป็นผู้ที่ปีนต้นไม้เอง แต่เป็นเหมือนหมอต้นไม้ เวลาต้นไม้มีปัญหาก็จะมีรุกขกรเข้ามาดูรายละเอียด และแนะนำพี่ที่ไปปีนต้นไม้ และเจ้าหน้าที่ของเราว่าควรจะตัดอย่างไรให้ถูกต้อง
รุกขกรเราก็ต้องเอาให้ครบทุกเขตและมีส่วนกลางอยู่ที่สำนักสิ่งแวดล้อม เหมือนพี่เลี้ยงที่ช่วยดูแลภาพรวม แต่ที่เราจะเพิ่มเติมในมิติของการดูแลต้นไม้ใหญ่คือ เราจะมีโครงการที่เรียกว่า ต้นไม้มรดกกรุงเทพฯ
ส่วนการสื่อสารเรื่องรุกขกรให้กับประชาชน พยายามสื่อสารอยู่ คำว่ารุกขกรมันอาจจะดูเป็นศัพท์วิชาการ ต้องช่วยๆ ปรับกันไป แต่ก็โชคดีที่มีรุกขกรหลายท่านที่เป็นเหมือนทูตสื่อสาร คือสามารถสื่อสารกับประชาชนได้ ผมว่าอันนี้ก็ต้องร่วมมือกับสมาคมวิชาชีพ ภาคเอกชนด้วย ว่าเราจะร่วมดันอาชีพนี้ไปด้วยกันได้อย่างไร
⚫ นิยาม ‘ต้นไม้มรดก’ แบบง่ายๆ ชัดๆ คืออะไร?
คำว่าต้นไม้มรดก ฟังแล้วอาจจะดูแกรนด์มาก ซึ่งมีต้นไม้ที่แกรนด์จริงๆ อย่างต้นโพธิ์ หรือต้นจามจุรี แต่สิ่งที่เราต้องการคือ อยากจะให้ทุกเขตสำรวจดูต้นไม้ที่เป็นต้นใหญ่ ให้ความร่มเงากับเมือง มีการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ต่างๆ
หลักๆ ต้องการให้พิจารณาจากขนาดของต้นไม้และร่มเงาที่ต้นไม้สร้างให้กับเมือง พร้อมนำต้นไม้เหล่านี้เข้าสู่ระบบเพื่อให้ได้รับการดูแลและพิจารณาเป็นพิเศษ โดยหากหน่วยงานใดมีความจำเป็นต้องตัดแต่งต้นไม้ จะไม่สามารถดำเนินการได้ทันที แต่ต้องยื่นขออนุญาตก่อนดำเนินการ
อันนี้คือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด คือทุกต้นที่เป็นต้นไม้ที่มีความสําคัญกับเมือง จะต้องได้รับการอนุญาต ไม่ใช่การตัดเร็วๆ ตัดเหี้ยนๆ ให้ประชาชนเห็น และรู้สึกว่า ทำไมทรัพย์สินที่มันเป็นของเมืองที่มีคุณค่ามากถูกตัดได้ง่ายดาย อันนี้คือนโยบายที่สำคัญมากๆ เพราะเราต้องการจะอนุรักษ์ต้นไม้เหล่านี้ ไม่ใช่แค่ในสวน แต่ต้นไม้ริมถนนก็เช่นกัน
⚫ หลักเกณฑ์ ‘ต้นไม้มรดก’ จะเสร็จเมื่อไหร่?
พยายามจะทำให้เร็วที่สุด เพราะเป้าหมายที่ผมวางไว้ 100 วันแรก คืออยากจะให้เขตเริ่มเซอร์เวย์ และในตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือทำเกณฑ์ที่ได้รับมาตรฐาน ไม่ใช่ กทม.ทำเองเสร็จ ออกให้เขตเซอร์เวย์เลย แต่ต้องให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามาช่วยให้ความคิดเห็นอย่างที่ผมพูดถึง BIG Trees ก็ช่วยให้ข้อมูล และเข้าใจว่าสำนักสิ่งแวดล้อมได้มีการคุยกับมหาวิทยาลัยฮาวายที่จะมาช่วยให้คำแนะนำตรงนี้
ถ้ามันต้องใช้ดุลพินิจเยอะ ผมกังวลว่าเดี๋ยวเขตนี้จะมาต้นไม้แบบนั้น เขตนั้นจะมาต้นไม้แบบนี้ มันจะต้องมีหลักวิทยาศาสตร์หลักเกณฑ์ที่ชัด ถ้าสามารถทำหลักเกณฑ์ได้ในช่วงประมาณ 50 วัน ก็จะเหลือเวลาอีก 50 วันให้เขตลงพื้นที่สำรวจ และเมื่อครบ 100 วัน เราจะเริ่มมีข้อมูลต้นไม้เข้ามาอยู่ในคลังข้อมูลของกรุงเทพมหานคร
หลักเกณฑ์การประเมินที่วางไว้ 4 ด้านสำคัญในตอนนี้ ได้แก่
1.ด้านกายภาพและชีววิทยา ขนาด อายุ ความสูง ทรงพุ่ม และลักษณะโดดเด่น โดยพิจารณาอายุคาดการณ์ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และเส้นรอบวงลำต้นที่ระดับ 1.30 เมตร ไม่น้อยกว่า 1.50-2.50 เมตร
2.ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ สถานที่สำคัญ อัตลักษณ์ และเรื่องราวของชุมชน
3.ความหายากและพฤกษศาสตร์ พันธุ์ไม้ท้องถิ่น ลักษณะเฉพาะ หรือมีคุณค่าต่อการเรียนรู้
4.คุณค่าทางนิเวศวิทยาเมืองและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ให้ร่มเงา เป็นแหล่งอาหารหรือที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต และมีความสัมพันธ์กับผู้คนและพื้นที่
⚫ กทม.จะชวนเจ้าของต้นไม้เอกชนร่วมอนุรักษ์อย่างไร?
สำหรับต้นไม้เอกชน หลังจากที่เราทำระบบชัดเจนแล้วจะเปิดให้ประชาชนสามารถส่งต้นไม้ของตัวเองเข้ามาในระบบได้ เพราะเราคงไม่มีกำลังที่จะเข้าไปดูต้นไม้ของบ้านทุกๆ คน และเข้าใจว่ามีต้นไม้สวยงามอยู่ตามบ้านค่อนข้างเยอะ ซึ่งจะมีระบบที่สามารถส่งมาให้กับกรุงเทพมหานครได้
เสร็จแล้วเราจะมีสิ่งที่คล้ายๆ ไกด์ไลน์ให้ วิธีสังเกตสุขภาพเบื้องต้นสำหรับคนทั่วไป ไม่ใช่ว่าต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือรุกขกรถึงจะรู้ คือดูด้วยสายตาว่าสุขภาพต้นไม้ของคุณเป็นอย่างไร เรามีทำเบื้องต้นไว้แล้ว อันนี้จะส่งไปให้เจ้าของพื้นที่ดู
นอกจากนี้ จะมีช่องทางให้เจ้าของบ้านสามารถติดต่อกับรุกขกร ทั้งของ กทม.และภาคเอกชน หากต้องการคำแนะนำหรือต้องการให้เข้ามาตัดแต่งต้นไม้ โดย กทม.จะทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวกลางในการเชื่อมต่อกับภาคีหรือผู้เชี่ยวชาญ เช่น กลุ่ม BIG Trees ที่เข้ามาช่วยเรื่องเกณฑ์ต้นไม้มรดกด้วย
⚫ สำหรับต้นไม้มรดกริมถนน กทม.จะคุมเข้มการดูแลและปกป้องอย่างไร?
สำหรับต้นไม้สาธารณะริมถนน จริงๆ แล้วถือเป็นทรัพย์สินสาธารณะ คือต้องมีการขออนุญาตต่างๆ ซึ่งเราก็มี MOU กับหลายหน่วยงาน แต่อันนี้เหมือนเป็นขั้นตอนการยกระดับ คือเราต้องเข้มงวดมากขึ้น
แม้ว่าจะมี MOU บางครั้งเขาก็ทำด้วยความรวดเร็ว เพราะอาจจะมีหลายปัจจัย เรื่องความเสี่ยง ทรัพย์สินต่างๆ
เราต้องการสื่อให้เห็นว่าเราเอาจริงกับเรื่องนี้มากๆ ต้นไม้คือทรัพย์สินของเมือง ถ้าใครจะทำอะไร โดยเฉพาะต้นที่เป็นมรดก หรือเข้าในระบบที่มีการเซอร์เวย์ มีเรื่องคุณค่าอะไรต่างๆ ขึ้นทะเบียนแล้ว เราอาจจะเข้มงวดเรื่องนี้
⚫ นอกจากต้นไม้ กทม.มีแผนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ เพิ่มเติมอีกไหม?
ประเด็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในส่วนอื่นๆ เห็นด้วยว่าไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ต้นไม้ แต่อาจจะยังไม่ได้มีความชัดเจน เหมือนต้นไม้มรดก แต่สิ่งที่พยายามจะทำอีกนโยบายหนึ่ง คือการตั้งทีมเฉพาะที่จะเข้ามาตรวจเรื่องของธรรมชาติและเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ รวมถึงสารวัตรสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีงานหลักอันหนึ่งคือตระเวนตรวจคลอง ดูเรื่องของความสะอาด
นี่อาจจะไม่ได้เป็นแผนโดยตรงเหมือนการอนุรักษ์คลอง หรืออนุรักษ์ต้นไม้ ว่าจะมีนโยบายเฉพาะอะไร แต่ กทม.มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงคลองและดูแลสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว รวมถึงเรื่องสารวัตรสิ่งแวดล้อมที่เราจะเพิ่มเข้ามา ในอนาคตก็จะรับไว้พิจารณาดู ว่าเราจะทําเป็นเหมือนโครงการที่เพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร
⚫ กทม.วางภาพเมืองสีเขียวใน 4 ปีไว้อย่างไร?
อย่างที่บอกว่าเราพูดถึง 3 เรื่อง โดยเรื่องแรกคือ การอนุรักษ์ต้นไม้เดิม พร้อมยกระดับศักยภาพรุกขกรที่มีอยู่ ด้วยการทยอยฝึกอบรมและเตรียมบุคลากรเข้าสู่การสอบเพื่อรับใบเซอร์ฯ และการพัฒนาระบบข้อมูลต้นไม้และรุกขกร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ
ส่วนเรื่องที่ 2 คือ การปลูกต้นไม้ใหม่เพิ่มเติม โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มต้นไม้ให้ได้ 2 ล้านต้น
อยากจะดึงให้ประชาชนทุกคน ภาคเอกชนมาร่วมปลูกด้วยกัน เพราะเป็นสิ่งที่ท่านผู้ว่าฯ (ชัชชาติ สิทธิพันธุ์) พยายามเชิญชวน เพราะมันคือการลงทุน เราปลูกวันนี้ก็กลายเป็นต้นไม้ใหญ่โต สร้างร่มเงาให้กับเมืองในอนาคต
สุดท้ายคือเรื่องสวน ที่ทำสวน 15 นาทีไปแล้ว 530 แห่ง ซึ่งเพิ่มเรื่องของการเข้าถึงพื้นที่สีเขียวให้กับประชาชน โดยรอบนี้จะเน้นเรื่องสวนใหญ่ สวนป่า การสร้างระบบนิเวศ
สวนไม่จำเป็นต้องมีไว้สำหรับคนอย่างเดียว แต่สำหรับธรรมชาติ สำหรับสัตว์ต่างๆ จึงจะเน้นเป็นเรื่องของสวนป่าใหญ่ๆ โดยตั้งเป้าว่าจะทำ 6 แห่ง ภายใน 4 ปีนี้
พรหมพร เจริญกิจชัชวาล



