ถือเป็นหนึ่งในหัวข้อที่เหมาะสมที่สุดในวาระครบรอบ 81 วันสันติภาพไทย สำหรับประเด็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่แม้จะทั้งรัก ทั้งชัง ทั้งหวาน และขมขื่นมาตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันยาวนาน ทว่าข้อพิพาทครั้งใหม่ในแนวชายแดนที่ปะทุขึ้นในปีที่ผ่านมา สืบเนื่องจนวันนี้ยังคงดำเนินต่อไป โดยไม่ได้กระทบเพียงเสถียรภาพและภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสองประเทศ หากยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ในหลายมิติ ทั้งการค้าการลงทุน แรงงาน การท่องเที่ยว ตลอดจนศิลปะและวัฒนธรรมที่กลายเป็นเรื่องร้อนของภาคประชาชนชาวเน็ต ลุกลามสู่โลกแห่งความจริง
ล่าสุด สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดเสวนาวิชาการ PRIDI Talks ครั้งที่ 37 ในหัวข้อ ‘ไทย-กัมพูชา: ความหวัง ทางออก และความร่วมมือ’ เมื่อ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ชั้น 4 อาคาร PRIDI (ทองหล่อ) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ผ่านมิติทางการทูต ประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า ท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ทางออกและความร่วมมือจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้อย่างไร
กฎหมายไม่อ่าน วิชาการไม่แก้
บาดแผลไม่รักษา ‘อนาคตก็ไม่มี’
เริ่มที่ ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดี วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเต็มตรงเป้า โดยกล่าวว่า สิ่งที่ไทยควรเรียนรู้จากประวัติศาสตร์คือ รัฐต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นได้ เพราะผู้ตัดสินใจและผู้รับผิดชอบท้ายที่สุดคือรัฐบาล พร้อมยกบทเรียนจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า หากในเวลานั้นมีเพียงเสียงที่สนับสนุนการทำสงคราม ประเทศไทยอาจเผชิญสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป
“กฎหมายไม่อ่าน วิชาการไม่แก้ บาดแผลไม่รักษา อนาคตไม่มี ผมบอกเลยว่าไทย-กัมพูชา มันจบแล้ว ไม่ต้องแก้ ยิ่งแก้ยิ่งเหมือนลิงแก้แห เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องทำ คือ การที่เปิดให้ทุกฝ่ายพูดไปเถอะ ตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ถ้าไม่มีปรีดีทำขบวนการเสรีไทยตอนนั้นถ้ามีพูดแต่ฝ่ายเดียวเอาเข้ากับญี่ปุ่น ประเทศไทยไม่ได้อยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นกันเหนียวไว้ ให้ผมพูดเถอะเรื่องเสรีภาพ ผมก็จะเป็นอีกฝ่ายหนึ่งเผื่อท่านพลาด
“ทำไมเราต้องรักชาติของตัวเองด้วยความเกลียดชังชาติอื่น รัฐบาลมีหน้าที่ที่ทำการบำรุงรักษาราษฎร รัฐบาลต้องไม่ให้แต่เสียงเฉพาะการสู้รบดังขึ้นมา แต่ต้องขยายเสียงของสันติภาพให้มันดังด้วย สิ่งที่เราขาดคือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวที่จะทำให้ชาติไทยเป็นชาติอารยะ สำคัญคือใจเขาใจเรา สถานการณ์แบบนี้ต้องอ่านกฎหมาย ต้องใช้วิชาการ ต้องรักษาบาดแผลแล้วถึงจะมีอนาคต” ผศ.อัครพงษ์ฝากไว้ให้คิด
ความเห็นอกเห็นใจทางประวัติศาสตร์
ย้อนบริบทกัมพูชา ผ่านสงครามหวิดสิ้นชาติ
ด้าน ผศ.ดร.ณัฐพร ไทยจงรักษ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เลคเชอร์ตอนหนึ่งว่า ประเด็นหนึ่งที่พยายามส่งเสริมให้คนที่เรียนประวัติศาสตร์เข้าใจ คือ ‘ความเห็นอกเห็นใจทางประวัติศาสตร์’ (historical empathy) ประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาที่เรามองอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถนำไปตัดสินอดีตได้ เราจะต้องเข้าใจเชิงของบริบท สภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในเวลานั้น
“เห็นได้ชัดว่าข้อจำกัดหนึ่งที่ทุกวันนี้เถียงกันตลอด คือใครยิ่งใหญ่กว่ากันในอดีต ซึ่งมันไม่มีอาณาจักรไหนบนโลกใบนี้ที่ยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน
“เราต้องพยายามเข้าใจว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่ผ่านสงครามมาโดยตลอด และเขาแทบสูญสิ้น เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่เขาจะนำมาใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาได้ แม้กระทั่งประเด็นการเมืองคือประวัติศาสตร์
“กัมพูชาถูกสอนมาเสมอว่าเขาอยู่ระหว่างจระเข้กับเสือ หมายถึงไทยกับเวียดนาม ว่า 2 ประเทศนี้พยายามทำให้เขาหายไปจากแผนที่โลก คือจะไปยึด ไปมีอิทธิพลเหนือเขา บวกกับการผ่านยุคสงครามกลางเมือง เขมรแดงเกือบสิ้นชาติ ทำให้เขาหยิบประวัติศาสตร์ขึ้นมาเป็นประเด็นในการชูเรื่องราวต่างๆ” ผศ.ดร.ณัฐพรกล่าว
อีกปัจจัยหนึ่งที่นักวิชาการท่านนี้มองว่าเป็นรากของการทะเลาะเบาะแว้งมาจนถึงปัจจุบัน คือ สมัย ‘สังคมราษฎรนิยม’ ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ
“มันมีข้อความบางประการที่สีหนุพูดถึงอะไรหลายอย่างที่โยงเข้ากับประเทศไทยตลอดเวลา ถ้าถามว่าใครเป็นเจ้าพ่อด้านการใช้สื่อ คงต้องยกให้สมเด็จพระนโรดม สีหนุ เหมือนกัน เราวิเคราะห์จากข้อความที่เขาพูดออกมาได้ตลอด ถ้าไม่ออกมาพูดเอง ก็จะต้องมีคนกระจายเสียงผ่านวิทยุต่างๆ ในการโจมตีไทย ยิ่งมีกรณี เขาพระวิหาร ก็ยิ่งกลายเป็นประเด็นหลัก ที่เริ่มจุดชนวนมาเรื่อยๆ” ผศ.ดร.ณัฐพรวิเคราะห์
ทั้งยังเผยด้วยว่า ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ใช่ว่าจะไม่พยายามส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เพื่อการ ‘อยู่ร่วมกัน’
“ตอนอยู่ฝรั่งเศสจะมีหอชื่อเมซงดูกอมโบช (Maison du Cambodge) คือ หอเขมรที่สมเด็จพระนโรดม สีหนุ สร้างไว้ให้นักเรียนทุนเขมร เราก็ไปนอนกับเพื่อนตลอด และเขาก็ยินดีด้วย และยังพยายามพูดภาษาไทยโดยผ่านการเรียนจากละคร
“อันนี้คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าจริงๆ ความสัมพันธ์ในเชิงบุคคล อาจช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น และปัจจุบันก็มีสมาคมคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา ที่ท่านอดีตเอกอัครราชทูต เชิดเกียรติ อัตถากร พยายามที่จะทำให้มันเกิดการร่วมมือกันของนักวิชาการ รวมถึงศิษย์เก่ากัมพูชาที่เคยมาเรียนที่ไทย เพื่อให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น” ผศ.ดร.ณัฐพรเล่า
เปิดลิสต์ ‘ความไร้ประโยชน์ 8 ประการ’
สงครามกัมพูชา คือเรื่องของทุกชนชั้น
ปิดท้ายด้วยมุมมองของ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงที่ถูกยิงคำถามสำคัญว่า ความมั่นคงของชาติจะอยู่ตรงไหนในวิกฤตนี้ และทางออกของทุกฝ่ายควรเป็นแบบไหน?
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติออกตัวว่า ‘ไม่แน่ใจว่าจะตอบได้’ แต่ให้คอมเมนต์ชวนร่วมขบคิดเป็นอย่างยิ่ง
“ทางออก นึกไม่ออก ความหวังอาจจะยังมี ว่ากันที่ปีหน้า หลังเหตุการณ์ม็อบปี 2551 ตอนนั้นเราเห็นตัวอย่าง แต่ไม่คิดว่ามันจะย้อนกลับมา จนถึงเหตุการณ์ปี 2568 แล้วหนักขึ้น จึงขอเริ่มจากข้อสังเกตแบบพื้นๆ
“ประการแรก เราพูดข้อมูลกันมานาน จนวันนี้กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ เพราะคนเชื่อก็เชื่อ คนไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ แต่ปัญหาคือฝ่ายการเมืองก็ไม่ยอมปรับความเชื่อ และอาจใช้ข้อมูลที่เป็นปัญหา” นักวิชาการอาวุโสเกริ่น
จากนั้นกล่าวถึงประการต่อๆ ไป โดยหยิบยกงานวิจัย ‘เขตแดนไทย Thai Boundary’ ที่จัดทำขึ้นในปี 2550 ก่อนเกิดม็อบมัฆวาน ปี 2551
“ออกฉบับเล็กๆ ฉบับจริงพิมพ์ปี 2555 แล้วก็หายไปนาน เป็นหนังสือที่หน่วยงานความมั่นคงตามหากัน คุยได้นิดหนึ่งเลยว่าเป็นงานวิจัยที่ทำเรื่องเส้นเขตแดนที่ดีที่สุด”
ประการที่ 2 เราต้องเลิกถามว่าความขัดแย้งเริ่มต้นจากอะไร ไม่มีใครรู้จริงในรอบปัจจุบัน รอบตอนปี 2554 ยังพออธิบายได้ ถ้ารู้ก็เป็นการมโนข้อมูล เป็นข่าวกรองที่ไม่สมบูรณ์ ตรวจสอบ ยืนยันไม่ได้ ถ้ามีคนรู้เขาก็ไม่บอกเรา หรือบอกไม่หมด ในทางปฏิบัติต้องยอมรับว่าในรอบนี้พวกเราทั้งหลายรู้เรื่องจริงๆ น้อยมาก เห็นแต่ภาพปรากฏการณ์ของปัญหา แต่ไม่รู้ข้อมูลที่ลึก ที่จริง
ประการที่ 3 ไม่มีประโยชน์ที่จะฟูมฟายกับ MOU ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว เพราะสิ่งนั้นไม่กลับคืนมา เหมือนเราเห็นคนถูกยิงตายกลางตลาด แต่ทำอะไรไม่ได้ เข้าไปช่วยไม่ได้ ทำได้แค่นั้นกับนางสาว MOU44
ประการที่ 4 ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงกระบวนการแก้ปัญหาของรัฐบาล เพราะไม่มีกระบวนการ สิ่งที่เกิดเป็นเพียงรีแอ๊กกับสถานการณ์เฉพาะหน้า ไม่มีกระบวนการทางยุทธศาสตร์ของการแก้ปัญหา เว้นแต่เราจะอธิบายว่าสิ่งที่เราเห็นทั้งหมดเป็น ยุทธศาสตร์แบบไร้กระบวนท่า ของรัฐบาลปัจจุบัน เป็นวิทยายุทธ์พิเศษ
ประการที่ 5 ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงผลกระทบทางการเมืองในเวทีสากล ต่อสถานะของไทย การเป็น ฝ่ายรับ
ประการที่ 6 ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจไทย คนที่ไม่ยอมรับ พูดให้ตายก็ไม่ยอม
ประการที่ 7 ไม่มีประโยชน์ที่จะคาดคะเนถึงอนาคต เพราะเราแทบคาดเดาอะไรไม่ได้เลย ข้อมูลทุติยภูมิที่เรามี ของจริงเป็นเพียงข้อมูลระดับชั้น 4-5 ฟังจากปากต่อปาก ยืนยันไม่ได้สักเรื่อง
ประการที่ 8 ไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงจุดจบของสงคราม เพราะ ณ วันนี้ยังไม่จบ และยังมีตัวละครที่เป็นรัฐมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก ต่างจากปี 2554 เยอะมาก จนบัดนี้ยังไม่เห็นแสงสว่างว่าสงครามจะยุติอย่างไร
“และยังมีปัญหาที่มีคนลากเราไปตีกับ UN เพิ่มขึ้น นี่คือความไม่มีประโยชน์ทั้ง 8 ข้อ” ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติไล่เรียงอย่างเห็นภาพ
คีย์สำคัญอยู่ที่ ‘แทร็ก B’
อย่าเป็นตัวตลก ควรหาจุดจบ หยุด ‘Forever War’
สำหรับทางออกสู่การ ‘ยุติสงคราม’ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติมองว่า สงครามไม่ใช่เรื่องของชนชั้นนำ การขับเคลื่อน ‘กระแสชาตินิยม’ ที่สนับสนุนโดยกระแสเสนานิยมในปัจจุบัน ทำให้สงครามกลายเป็นเรื่องของทุกชั้นชนต้องตระหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่น่าสนใจคือเห็นได้ชัดเจนว่า ชนชั้นกลางนิยมสงคราม
นักวิชาการท่านนี้สะกิดด้วยว่า ต้องหาจุดจบ อย่าให้ตกอยู่ในสภาวะ Forever War
“ถ้าไม่มีจุดจบ เราจะอยู่ในสภาวะ Forever War เหมือนกับหลายประเทศ โดนัลด์ ทรัมป์ คือตัวอย่างที่เข้าไปติดกับสงคราม ดังนั้น การเมืองภายในต้องไม่ใช่เงื่อนไขของสงคราม ในขณะเดียวกัน สงครามต้องไม่ทำเพื่อคะแนนเสียงทางการเมือง ถ้าเชื่อว่าสงครามจะยุติได้ การต่อสู้ทางการเมืองในสังคมจะกระทบกับกระบวนการสันติภาพ”
นอกจากนี้ ยังนำเสนอ 11 ข้อชวนฟัง อันได้แก่
ข้อที่ 1 ดึงชนชั้นแรงงานเข้าสู่สงคราม ภายใต้การแต่งเครื่องแบบของทหารในแต่ละรัฐ
ข้อที่ 2 สงครามครั้งนี้พิสูจน์คำสอนทางยุทธศาสตร์ ที่สำคัญที่สุด ทำสงคราม ง่ายกว่าทำสันติภาพ ของจริงภายใต้กระแสการเมืองปัจจุบัน Make War, Not Peace
ข้อที่ 3 สังคมไทยไม่มีบทเรียน และไม่เข้าใจกระบวนการสร้างสันติภาพหลังการหยุดยิง เป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีกระบวนการทำให้เป็นถาวร แต่ฝันลมๆ แล้งๆ เปิดให้เกิดช่องว่าง สร้างสันติภาพจากการบังคับ จากปัจจัยหรือรัฐ ภายนอก
ข้อที่ 4 กระบวนการยุติความขัดแย้งต้องมีความเข้มแข็ง ควบคุมพื้นที่ความขัดแย้ง ไม่ใช่ หยุดยิง แต่ต้อง หย่าศึก การหยุดยิงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ถ้าหยุดยิงแล้วหย่าศึกไม่ได้ ปัญหาจะเกิดตามมาไม่ต่างจากเดิม
ข้อที่ 5 ฝ่ายการเมืองต้องมุ่งมั่นที่จะยุติสงคราม ตระหนักถึงผลลบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะต้องมีวิสัยทัศน์แห่งสันติภาพ ในทำนองเดียวกัน สังคมจะต้องเข้าใจว่าการยุติสงคราม คือการต่อสู้ทางการเมืองรูปแบบหนึ่ง
ข้อที่ 6 ต้องมีช่องทางติดต่อสื่อสาร การปิดช่องทางสื่อสารจะเป็นเงื่อนไขของสงคราม สำคัญคือ อย่าให้แทร็ก 2 กลายเป็นช่องทางให้รัฐมหาอำนาจเข้ามาบีบเรา อีกแบบหนึ่ง ไม่มีประโยชน์ คำตอบอยู่ที่แทร็ก B แทร็กบุรีรัมย์ กับแทร็กแบงค็อก คุณคิดหรือว่าไม่มีช่องทางคุย อย่ากลายเป็นตัวตลกให้เขาเล่น
ข้อ 7 ถ้าสันติภาพเกิดจริง ต้องสร้างข้อจำกัดทางการเมือง ทำอย่างไรให้รัฐไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสงคราม
ข้อ 8 สงครามจะหยุดได้จริง ต้องสร้างเงื่อนไขภายในสังคมให้ตอบรับกับเงื่อนไขสันติภาพและการหยุดยิง บทบาทสื่อ นักวิชาการ และผู้นำรัฐ มีคำถามค่อนข้างมาก หลายครั้งสังคมตกอยู่ในเงื่อนไข 2 ม
คือ มโน กับ มายาคติ ข้อมูลหลายส่วนเสมือนเป็นหน่วยงานข่าวกรอง
ข้อ 9 ผู้นำรัฐและสังคมต้องมีมาตรการในการใช้ข้อมูลและรับรู้ข้อเท็จจริง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเพียงการ ปั่นข้อมูล บนหน้าสื่อ
ข้อ 10 ถ้าจะยุติความขัดแย้งในเชิงพื้นที่ ต้องยอมให้ฝ่ายเทคนิคทำงาน (JBC) คณะข้าหลวงปักปันในศตวรรษที่ 21 ถ้า JBC ได้ทำงานจริงเหมือนในยุค ร.5 เส้นแขตแดนจริง จะเห็นชัดอาจจะมีความ
ได้เปรียบ-เสียเปรียบ แต่ก็ทั้งสองฝั่ง JBC สำคัญที่สุด แต่จะทำได้ต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ 1.รู้เรื่องแผนที่ 2.รู้เรื่องเส้นเขตแดน 3.รู้เรื่องการเจรจาระหว่างประเทศ
ข้อ 11 โจทย์ใหญ่ อะไรคือยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน จากที่นั่งดูมาทั้งหมดนับจากยุคบ้านพิษณุโลก ทำนโยบายต่างประเทศ ความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านถูกกำหนดในคอนเซ็ปต์คือ ‘เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า’ แต่ปัจจุบัน น่ากังวลว่ารัฐบาลนี้กำลังเปลี่ยนสนามการค้าเป็นสนามรบ
“เราชอบพูดว่าเสียไม่ได้แม้แต่ตารางนิ้วเดียว ผมว่าคำตอบของจริงวันนี้ ผืนแผ่นดินไทยเราไม่ได้เสียที่ชายแดน แต่เราเสียที่สมุย ที่พะงัน วันนี้คนที่เป็นกองกำลังที่น่ากลัวที่สุดในการรุกรานประเทศไทย คือทุนต่างชาติและนอมินีไทย วันนี้อยากเห็นขบวนการชาตินิยมไทยพูดปัญหาจีนเทา รัสเซียเทา และยิว ที่เข้ามายึดพื้นที่ในไทย” ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติกล่าว
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเนื้อหาสุดเข้มของวงสนทนาที่พยายามเฟ้นหาทางออกเพื่อสันติภาพ 2 ชาติเพื่อนบ้านอันมีพรมแดนแนบชิด ในวันที่บาดแผล (ทั้งเก่าและใหม่) ในประวัติศาสตร์โบราณจนถึงข้อพิพาทยุคร่วมสมัย ถูกขุดค้นขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของวิวาทะที่ยังไม่มีทีท่าจะจบลงโดยง่าย
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

