หน้าแรก ประชาชื่น มุ่งนำ ‘ดุริย...

มุ่งนำ ‘ดุริยางคศิลป์’ สู่ระดับโลก ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ จากศิษย์เก่าสู่ ‘คณบดี’ อายุน้อยที่สุดใน ‘มหิดล’

30.08.26 | 11:07 น.

มุ่งนำ ‘ดุริยางคศิลป์’ สู่ระดับโลก
ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ
จากศิษย์เก่าสู่ ‘คณบดี’ อายุน้อยที่สุดใน ‘มหิดล’


“การกลับมาครั้งนี้ ผมไม่เคยคิดเพื่อตัวเอง แต่กลับมาสร้างคุณค่าของดนตรีให้กับประเทศ”

เสียงของ ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พูดขึ้นพร้อมสายตามุ่งมั่น เล่าเบื้องหลังการตัดสินใจก้าวสู่บทบาทใหม่ จากนักประพันธ์เพลง และศิลปินเวทีระดับโลก กลับบ้านหลังเก่า เพื่อดำรงตำแหน่ง ‘คณบดี’ ที่อายุน้อยที่สุดในมหาวิทยาลัย และอาจจะน้อยที่สุดในประเทศไทย โดยในวันเข้ารับตำแหน่ง มีอายุเพียง 32 ปี

ดร.ปิยวัฒน์ ในวัย 33 ปี นั่งดีปทอล์กเล่าแนวคิด แสดงวิสัยทัศน์การทำงานในบทบาทผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มุ่งพา ‘ดุริยางคศิลป์ มหิดล’ พร้อมกางเป้าหมายพัฒนา ‘ผู้เรียน’ ก้าวสู่ระดับโลก

Advertisement

ในฐานะศิษย์เก่า ก่อนเข้าศึกษาต่อปริญญาโท สาขาการประพันธ์เพลง Royal College of Music ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และปริญญาเอก สาขาด้านการประพันธ์เพลง (Composition) Cornell University ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สร้างผลงานระดับนานาชาติ

ดร.ปิยวัฒน์เล่าจุดมุ่งหมายที่ตัดสินใจลงสมัคร ‘คณบดี’ เพราะมองว่า ‘ประเทศไทยต้องเดินหน้าให้เร็วกว่านี้’

บทสนทนาต่อจากนี้ คือ การเล่าแนวคิด แสดงวิสัยทัศน์อย่างตรงไปตรงมา หลังจากดำรงตำแหน่งคณบดีครบปี ความกดดัน ท้าทายในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นพาดุริยางคศิลป์ เป็นผู้นำทางการศึกษา เป็นผู้นำทางศิลปะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

⦁ การรับตำแหน่งต่อจากคณบดีคนก่อน มีความท้าทาย และแนวทางการต่อยอดความสำเร็จอย่างไร?

ขอชื่นชมคณบดีคนก่อนทั้ง 2 ท่าน คือ รศ.สุกรี เจริญสุข และ ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีแต่ละคนมีวิชั่นไม่เหมือนกัน ในยุค รศ.สุกรี เป็นยุคก่อร่างสร้างตัวจาก 30 กว่าปีที่แล้ว เริ่มจากบ่อเขียวๆ ในตำบลศาลายากลายเป็นสถานที่อุดมสมบูรณ์ เป็นวิทยาลัยอันดับต้นของประเทศ ในขณะที่ ดร.ณรงค์ เป็นยุคที่ดึงศักยภาพ สร้างเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศทำให้วิทยาลัยมีเสถียรภาพมากขึ้น

ส่วนชาเลนจ์ของผม คือ ทำให้วิทยาลัยไปข้างหน้า ปัจจุบันวิทยาลัยมีบุคลากรกว่า 300 คน มีคอนเสิร์ตมากกว่า 2,000 คอนเสิร์ตต่อปี มีผู้เรียน 1,500 คน ยังไม่รวมคอนเสิร์ตและงานอีเวนต์ที่ไปจัดตามสถานที่ต่างๆ ฉะนั้น จะทำอย่างไรที่จะก้าวไปข้างหน้า ด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ๆ โดยดึงโลกอนาคตมาอยู่กับเรา ทำให้วิทยาลัยเป็นสถานที่สร้างสรรค์ เป็นที่รู้จักในระดับสากล พร้อมกับต่อยอดทำให้สังคมอุดมด้วยดนตรี ทำให้ดีมานด์ของเศรษฐกิจเปลี่ยนได้ด้วยดนตรี ขณะนี้เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากคณบดีคนก่อนๆ เราต้องทำให้ดีด้วยความเคารพและมาสานต่อสิ่งที่สร้างไว้

⦁ วิสัยทัศน์ในการทำงาน มีอะไรบ้าง?

วิสัยทัศน์ผมมี 3 คำ คือ Rethink, Rebuild และ Recreate สำหรับ Rethink คือ การคิดย้อนว่าสิ่งที่เราคิดได้ผลหรือไม่ พร้อมกับ Rethink ประวัติศาสตร์และจุดมุ่งหมายของวิทยาลัย แน่นอนว่าเรามีพันธกิจที่จะไประดับโลก ในขณะเดียวกันมาคิดว่าเมื่อวิทยาลัยตอบโจทย์ระดับโลกแล้ว จะตอบโจทย์ท้องถิ่นอย่างไร ดังนั้นการ Rethink ของผมคือสร้างวิทยาลัยให้ Local ให้ Global ใช้ดนตรีพื้นบ้าน หรือดนตรีที่เป็นวัฒนธรรมของไทยผสมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบคำถามว่า จบดนตรีไปทำอะไร? หรือ เล่นดนตรีไปเพื่ออะไร?

ส่วน Rebuild เราต้องสร้าง โครงสร้างใหม่ๆ จากของเดิมที่มีอยู่ เราพยายาม Rebuild สังคมในวิทยาลัย ไม่ใช่แค่ที่เข้ามาแล้วเรียนดนตรี แต่เป็นสถานที่อุดมด้วยเสียงและครบวงจรในการใช้ชีวิต ตอนนี้เรามีโรงเรียนประจำ (Boarding school) ถือเป็นการ Rebuild จากแต่ก่อนเรามี หลักสูตรเตรียมอุดมดนตรี (Pre-College) ซึ่งผมจะผลักดัน Serviced Apartment เป็นลำดับต่อไป ส่วนโครงสร้างของนักวิชาการและพนักงาน พบว่าพนักงานทุกคนเข้ามาช่วยทุกส่วนทำให้วิทยาลัยเติบโตอย่างมาก ส่วนนักวิชาการ บางคนไม่ใช่แค่สอนอย่างเดียวแต่เป็นทั้งศิลปินและมีชื่อเสียงในวงการของตนเอง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นองค์ความรู้แบบบูรณาการ สังเกตว่า 1 ปีที่ผ่านมา ที่ทีมบริหารชุดใหม่เข้ามาทำงาน จะเห็นโครงการที่มีการร่วมมือระหว่างสาขาทั้งภายในและภายนอกมากขึ้น

สุดท้าย คือ Recreate สร้างโอกาส ซึ่งนักศึกษาในวิทยาลัยจะมีโอกาสสูงมาก มีโอกาสได้กระทบไหล่ดารา มีโอกาสสร้างคอนเน็กชั่นกับนักดนตรี ศิลปิน และคนจากวงการต่างๆ เช่น วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra) หรือ TPO เป็นวงที่สนับสนุนงานต่างๆ มาตลอด ปีล่าสุดเราได้ออกแบบโปรแกรม 3 รูปแบบ คือ 1.Classical Excellence คือการ Recreate ให้คนไทยหรือคนต่างชาติที่อยู่ในไทยรู้จักกับดนตรีคลาสสิกมากขึ้น 2.Music industry การทำงานร่วมกับบริษัทในการทำอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับดนตรีโดยจะออกแบบใหม่ด้วยรูปแบบของออร์เคสตรา และ 3.Cultural Impact การทำเพื่อสถาบันของชาติ ซึ่งทั้ง 3 โปรแกรมนี้จะทำให้เห็นว่าวิสัยทัศน์เราก้าวไกล

⦁ ยุทธศาสตร์ ‘CREW’ ที่สร้างให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกันแล้วพัฒนาสู่ระดับโลก มีรายละเอียดอย่างไร?

ผมนำยุทธศาสตร์นี้มาทำงานร่วมกับ คุณธนกฤต เสริมสุขสันต์ ที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์คณบดี โดยมีเป้าหมายว่าจะทำอย่างไรให้สายวิชาการและสายสนับสนุนก้าวไปด้วยกัน

ยุทธศาสตร์ในการทำงาน คือ CREW หรือที่เรียกว่า ครู ประกอบด้วย

C คือ Creative City of Music ทำวิทยาลัยให้เป็นมากกว่าโรงเรียนดนตรี แต่เป็นระบบนิเวศอุตสาหกรรมดนตรีระดับประเทศ (National Music Ecosystem) ไม่ใช่แค่ผลิตนักศึกษา แต่ผลิตศิลปิน ไม่ใช่แค่ผลิตผลงานศิลปะ แต่ผลิตงานที่สร้างอิมแพกต์ให้กับสังคมได้

R คือ Real World Impact งานศิลปะที่เราสร้างต้องนำไปใช้ได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดี ม.มหิดล

E คือ Excellent เราต้องทำทุกอย่างให้ดีเยี่ยม ให้เกิดนวัตกรรม NO Compromise เพราะดนตรีที่ดีไม่มีการต่อรอง เพราะฉะนั้น Excellent อยู่ที่ดนตรี อยู่ที่ศิลปะที่เราเลือก เช่น คนเรียนแต่งเพลง ต้องคิดว่าจะแต่งเพลงในแบบของเราให้ดีสุด เหมาะสมที่สุดกับวิทยาการที่มีอย่างไร เราพยายามปลูกฝังเรื่องนี้ให้กับบุคลากรของเราทั้งครู อาจารย์ และพนักงาน ต้องเก่ง ต้องดี โดยเราจะอัพสกิลและรีสกิลให้บุคลากรด้วย

W คือ World Class Opportunity at Home คือ เมื่อก่อนจะดูวงดีๆ ต้องบินไปดูที่ต่างประเทศ แต่ปัจจุบันวง TPO เล่นดีมาก ต้องขอบคุณบรรดาคอนดักเตอร์ (Conductor) ยุคบุกเบิก และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานคณะกรรมการบริหารวงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย (TPO Board Chairperson) ที่เห็นถึงความสำคัญว่าต้องมีทั้งของไทย ของนอก และต้องเป็นของดีที่อยู่ที่วิทยาลัย นอกจากนี้วิทยาลัยมีความร่วมมือกับสถาบันนานาชาติจำนวนมาก ทำให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยมหิดล มีศักยภาพที่จะดึงคนระดับนานาชาติเข้ามา และมีศักยภาพมากพอที่จะส่งคนไปมีประสบการณ์ในระดับนานาชาติ และท้ายสุดทุกคนจะกลับมาสร้างและพัฒนาบ้านของเรา

ยุทธศาสตร์ CREW ครบเครื่องในเรื่องของการสร้างสังคม และเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ เพราะเมื่อพูดถึงด้านเศรษฐกิจ ใครจะไปรู้ว่านักดนตรีหลายคนมีรายได้จากการประกอบอาชีพ 6-7 หลัก

⦁ การเป็นศิษย์เก่าที่ไปเติบโตระดับนานาชาติ แล้วมาเป็นคณบดีที่นี่ เรียกว่าเป็นการกลับมาพัฒนาบ้าน?

หลังจากเรียนจบดุริยางคศิลป์ มหิดล ผมไปอยู่เมืองนอกมา 12 ปี ซึ่งตอนนั้นทำงานสัปดาห์ละ 2 วัน ในตำแหน่ง Professor และ Composer ได้รับค่าตอบแทนสูงมาก ในตอนนั้นมหิดลเปิดรับสมัครคณบดี ผมคิดว่าจะลองสมัครก่อนดีไหม ไม่ได้ ไม่เป็นไร แต่ในใจผม มองว่าประเทศไทยต้องเดินหน้าให้เร็วกว่านี้

ผมอยากเห็นดุริยางคศิลป์ มหิดล และประเทศไทย เดินหน้าด้านดนตรีให้เร็ว เพราะโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก

สมัยอยู่ต่างประเทศ ผมเป็นนักดนตรีอิสระ เป็นศิลปินอิสระ ซึ่งเป็นการที่ทำอะไรเพื่อตัวเองทั้งนั้น แต่ผมรู้และพร้อมใจว่าถ้ากลับมาที่นี่ กลับมาเพื่อสังคม กลับมาใช้ชีวิตที่นี่เพื่อการพัฒนาบ้านเมือง เพราะยังมีอีกหลายโจทย์ที่รอการพัฒนา เช่น จะพัฒนาดนตรีไทยอย่างไร จะใช้ AI อย่างไร จะทำให้คนเข้าใจเรื่อง Humanism จะทำให้คนเข้าใจในจุดตัด (Intersection) ระหว่าง ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity), นวัตกรรม (Innovation) และชุดทักษะ (Skillset) อย่างไร จึงตัดสินใจสมัคร และได้รับคัดเลือก ตอนนั้นช็อก ก็ได้ปรึกษาผู้ใหญ่หลายท่านและใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ในการกลับไทย กลับมาทำงาน ก็สนุก เพราะได้กลับมาเจอพี่น้อง ครูอาจารย์ที่เคยร่วมงานกัน และเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดมาก่อน ผมดำรงตำแหน่งมาแล้ว 11 เดือน เห็นว่าวิทยาลัยพลิกโฉมไปอย่างมาก

การกลับมาครั้งนี้ ผมไม่เคยคิดเพื่อตัวเอง แต่กลับมาสร้างคุณค่าของดนตรีให้กับประเทศ และต่อจากนี้ดนตรี คือวิชาชีพที่เหมือนกับหมอ ทนาย และทหาร มีกินมีใช้ มีศักดิ์ศรี ผมภูมิใจที่กลับมา และยังมีศิษย์เก่าที่รอวันกลับมาสร้างอะไรร่วมกันในประเทศ และมีคนที่สร้างชื่อเสียงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น คุณนิติภูมิ บำรุงบ้านทุ่ม หรือก๊อต ศิษย์เก่าที่สร้างชื่อเสียงระดับโลก ปัจจุบันเป็นหัวหน้ากลุ่มทรัมเป็ต (Principal Trumpet) ของวง Hong Kong Philharmonic Orchestra หรือคุณพิชญาภา เหลืองทวีกิจ หรือเมย์ ที่ปัจจุบันเป็นนักไวโอลินอาชีพของวง Frankfurt Radio Symphony Orchestra ประเทศเยอรมนี นอกจากนี้ ยังมีศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง เช่น คุณณิชชาฎา วีระสุทธิมาศ หรือโบกี้ไลอ้อน, คุณไบรอัน เจอร์ราร์ด อุกฤษ หรือบิ๊ก D Gerrard เป็นศิษย์เก่าระดับมัธยมศึกษาจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เป็นต้น ทำให้เห็นว่าเรามีศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงในหลายสาขา เห็นว่า 30 กว่าปีที่ผ่านมา วิทยาลัยสร้างคนที่ประสบความสำเร็จเป็นร้อยๆ พันๆ คน

⦁ ดุริยางคศิลป์ ในยุคของ ดร.ปิยวัฒน์ ถ้าเปรียบเป็นวาทยกร จะพาดุริยางคศิลป์ มหิดล สู่ท่วงทำนองแบบไหน?

มองว่าดุริยางคศิลป์ต้องก้าวไปข้างหน้า ต้องมองข้างหน้าอย่างเดียว อย่ากลัวสิ่งที่ไม่เคยทำ กล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้และให้ดีกว่าคนอื่น พร้อมชวนคนอื่นก้าวไปด้วยกัน ดุริยางคศิลป์ในยุคของผม อยากเป็นเพื่อนกับทุกคน เป็นผู้นำทางการศึกษา เป็นผู้นำทางศิลปะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จริงเราเริ่มออกสตาร์ตไปแล้ว จึงอยากเชิญชวนมาร่วมกัน เพราะเราสร้างที่นี่ให้ดีได้ แต่เราต้องกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น การเริ่มโครงการ PLAY IT FORWARD มอบเปียโน 300 หลัง สู่โรงเรียนทั่วประเทศ เป็นการสร้างเมล็ดพันธุ์ดนตรีไปทั่วประเทศ ให้ทุกคนรู้จักดนตรี รู้จักดุริยางคศิลป์มากขึ้น และก้าวต่อไปจะทำโครงการร่วมกับภาครัฐ และภาคเอกชนมากขึ้น

จะทำในสิ่งที่ยากให้ง่าย ทำให้สิ่งที่ท้าทายให้เกิดขึ้น สิ่งสำคัญอีกอย่าง คือ การปลูกฝังเยาวชน ตอนนี้ทุกคนกำลังกังวลเรื่องอัตราการเกิด ในขณะที่ยอดสมัครเรียนดุริยางคศิลป์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคนสนใจดนตรีมากขึ้น เราต้องทำให้ดนตรีเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ เราต้องเป็นพื้นที่ ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ทั้งเด็กและคนสูงอายุ ปัจจุบันวิทยาลัยเริ่มส่งเสริมผู้สูงอายุแล้ว โดยมีวงประสานเสียงศาลายาหนุ่มสาวน่อยน้อย หรือ STYC กำกับและก่อตั้งโดย ดร.ฤทธิ์ ทรัพย์สมบูรณ์

ฉะนั้น ดุริยางคศิลป์ เรารองรับและระบบนิเวศของประเทศทุกรูปแบบ ตั้งแต่เด็ก เยาวชน ระดับปริญญา ผู้สูงอายุ รวมถึงสถาบันชาติ สังคม ด้วยวิทยาการ นวัตกรรม สาขาวิชา ทั้งหมดต้อนรับนักศึกษา ประชาชน เข้ามาชมการแสดง เข้ามาศึกษาต่อ เข้ามาสร้างอนาคตให้กับประเทศไทย

⦁ จากเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ต่างๆ ที่ตั้งไว้ กดดันหรือไม่?

ไม่กดดัน ผมเคยชิน เพราะที่ผ่านมาผมทำงานคล้ายกับนักกิจกรรมทางดนตรี (Music Activist) การแต่งเพลงของผมในบางครั้ง เป็นการเสียดสี ประชดประชันอยู่แล้ว และการที่มารับตำแหน่งที่ใหญ่ขนาดนี้ มันคือการรับใช้สังคม ผลักดันสังคมให้ไปข้างหน้า มีความภูมิใจ และอยากชื่นชมทีมงานทุกคนที่ทำให้วิทยาลัยแข็งแรงมาตลอด 30 กว่าปี พวกเขาคือฮีโร่ ผมจึงไม่กดดัน เพราะทุกคนรักที่นี่ และวัฒนธรรมองค์กรเราแข็งแรงมาก

⦁ แนวคิดในการพัฒนาเด็กของทางวิทยาลัยเป็นอย่างไร?

การเข้าใจการพัฒนาคน ต้องเข้าใจกระบวนการยุคต่างๆ ถ้ากล่าวถึงวิวัฒนาการดนตรี 101 มาจากดนตรีของอาณาจักรโรมัน, ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (renaissance), ยุคกลาง (Middle Ages), สมัยโรแมนติก (Romantic Period), ยุคสมัย Impressionism, ยุคโมเดิร์น (Modern Era), ยุคสมัยโพสต์โมเดิร์น (Post Modern) และยุคดนตรีมินิมอล (Minimal Music) สิ่งเหล่านี้ จะทำให้เห็นว่าอะไรที่โผล่มามันก็จะเปลี่ยนตามยุค ดังนั้น การพัฒนาเด็กเราต้องเข้าใจว่าที่ผ่านมาเราทำอะไรมาบ้าง

ที่ผ่านมาเครื่องมือในการเรียนรู้ของเด็ก คือ อาจารย์ หนังสือ การแลกเปลี่ยนความรู้ แต่ปัจจุบันกระบวนการเรียนรู้ของโลกเร็วขึ้น มีเครื่องมือที่ทันสมัย มีทั้งคอมพิวเตอร์ที่ไฮเทคขึ้น, AI และมีอาจารย์เก่งที่ผ่านการสั่งสมวิชาเป็นเวลานาน ฉะนั้น เราต้องช่วยเด็กให้เข้าใจถึงรากที่เรามี โดยใช้เทคโนโลยีปัจจุบันให้เขาทำงานได้เร็วขึ้น เช่น เมื่อนักศึกษาเข้าเรียนในดุริยางคศิลป์แล้ว จะเรียนทั้งทฤษฎีพื้นฐาน และยังมีวิชาใหม่ๆ ให้ได้เรียนด้วย

นอกจากนี้ วิทยาลัยยังมี ศูนย์ศึกษาดนตรีสำหรับบุคคลทั่วไป (Music Camp / General Program) หรือ MCGP เปิดสอนดนตรีและพัฒนาทักษะทางดนตรีสำหรับบุคคลทั่วไปทุกวัย โดยเริ่มรับตั้งแต่เด็กเล็กอายุประมาณ 3.5 ขวบขึ้นไป จนถึงผู้ใหญ่ ทำให้เห็นว่าเรามีการปรับหลักสูตรอย่างต่อเนื่องให้เข้ากับผู้เรียนทุกช่วงวัย

⦁ ในด้านดนตรีและการศึกษา มองว่าประเทศไทยต้องการคุณภาพใหม่ หรือควรขับเคลื่อนในเรื่องอะไร?

จริงใจ ฝึกซ้อม และซื่อสัตย์ ประเทศไทยต้องเริ่มด้วยความจริงใจเป็นอันดับ 1 ถ้ามานั่งเขียนหลักสูตรแล้วใช้ไม่ได้จริง เราถึงต้องใช้ยุทธศาสตร์ R คือ Real World Impact การจริงใจ หมายถึง เมื่อรู้ว่าชอบอะไร เราจะจริงใจและเต็มที่กับสิ่งนั้น ประเทศไทยต้องเริ่มด้วยเราจริงใจกับวัฒนธรรมของเรา เมื่อจริงใจแล้ว ต้องฝึกซ้อม ไม่ใช่แค่ซ้อมดนตรี แต่ซ้อมความเป็นบุคลากรของชาติด้วย เพราะบางครั้งที่ซ้อมเราอาจจะไม่รู้ว่า เรากำลังทำเพื่อตนเอง หรือเพื่อสังคม และเราต้องซ้อมให้เก่ง เมื่อเก่งแล้วต้องซื่อสัตย์

ประเทศเรามีคนโกง คอร์รัปชั่น และมีคนทำเพื่อตัวเองเยอะเกินไป ดังนั้น เราเปลี่ยนใหม่ เราเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่สนใจสิ่งที่ผ่านมา เราก้าวไปข้างหน้า และทำให้ดุริยางคศิลป์ มหิดล กลายเป็นพื้นที่ของโอกาส ทุกคนเข้ามาช่วยเหลือและแบ่งปันกัน เราต้องมีความรู้สึกแบบนี้มากขึ้น ทั้งนี้ ในสังคมซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น จะพบว่ามนุษย์เรามีความเห็นแก่ตัวเยอะขึ้น ผมมองว่าดนตรีมาล้างสิ่งเหล่านี้ นำดนตรีมาเป็นสื่อกลางในการเชื่อมทุกคน จะมาแบ่งแยกชนชั้นแบ่งแยกคนไม่ได้ เราสร้างดนตรีเพื่อผู้คน ประเทศชาติ และโลก เราจะช้าไม่ได้ ต้องไปให้เร็ว

ผู้บริหารส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่? 

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการมหิดล เป็นคนที่มีวิชัน จะเห็นว่า 2 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเปลี่ยนไปในทางที่ดีมาก ซึ่งอธิการบดีเคยพูดกับผมก่อนนับตำแหน่งว่า “มี Risk Appetite สูง แต่เชื่อว่าความเสี่ยงนี้ จะไปได้” ซึ่งขอบคุณในความไว้วางใจในตัวผม และทีมงานเราทำเต็มที่

รับผมเข้ามา ก็เสี่ยงอยู่แล้ว แต่ด้วยประสบการณ์ของผมที่เคยบริหารงานองค์กรมาก่อน เคยทำงาน Assistant  Professor of Composition ที่ Bowling Green State University (BGSU) นอกจากนี้ผมยังมีวงชื่อ Taceti Ensemble ล่าสุดวงนี้ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ Ensemble Prize ประจำปี 2025 จากมูลนิธิ Ernst von Siemens Music Foundation เป็นครั้งแรกของวงของคนไทยที่โดยรับรางวัลนี้ และรับรางวัลร่วมกับ เซอร์ ไซมอน แรตเทิล (Sir Simon Rattle) วาทยกรอันดับต้นๆของโลกอีกด้วย ผมมองว่าดีกรีเราไม่ธรรมดา จึงไม่คิดว่าเป็นความกดดันในการบริหาร

มองว่าการบริหาร ไม่ควรบริหารยาวเกินไป เช่น เราทำงานครบวาระ 4-8 ปี เพียงพอแล้ว และให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานสานต่อแทน ช่วงที่เข้ามาทำงานอยู่ในช่วงจุดเปลี่ยนของวิทยาลัยพอดี ดังนั้นการเข้ามาทำงานในช่วงที่มีจุดเปลี่ยน ได้ทีมบริหารที่เป็นคนรุ่นใหม่ จะเกิดอิมแพคที่สร้างดีมานด์ของคนรุ่นใหม่ให้สูง  ต่อไปการแสดงดนตรี การสร้างวัฒนธรรมจะเกิดด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ทิ้งคนรุ่นเก่าและจะเคารพรากที่มีมาพัฒนาด้วยภาษาใหม่ๆ ซึ่งจะปูทางให้ Gen Z , Gen Alpha  และ Gen Beta อีกด้วย

ในยุคที่ AI มาแรง ดุริยางคศิลป์ มหิดล จะบูรณาการหลักสูตร และสร้างนวัตกรรมอย่างไร? 

หากพูดในแนวคิดอนุรักษ์นิยม (Conservative) อาจมองว่า AI อันตราย จับต้องไม่ได้ ไม่มีความเป็นมนุษย์  เป็นสิ่งที่ไม่มีความรู้สึก ได้แต่ผลลัพธ์แต่ไม่มีกระบวนการ สำหรับผมอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง คือ อนุรักษ์นิยมและแนวคิดเชิงนวัตกรรม (Innovative) ผมมองว่า AI คือ เครื่องมือที่ช่วยทุ่นแรงได้มากถ้าใช้อย่างชาญฉลาด จะทำให้เราพัฒนาตนเองได้เร็วและไปได้ไกลกว่านี้

AI คือ สมองกลที่เราต้องคอยสอน เหมือนกับคลังห้องสมุดเคลื่อนที่ จัดเก็บข้อมูลไว้ด้วยกัน ช่วงแรกๆอาจจะมีผิดบ้าง แต่ตอนนี้ข้อมูลเริ่มถูกและชัดเจน เพราะกระบวนการพัฒนาเร็วกว่ามนุษย์ สิ่งที่เราควรทำ คือ นำ AI เข้ามาในหลักสูตร ทำให้คนรู้จักการสอนAI สิ่งนี้อาจจะเป็นการฝึกของผมในฐานนักแต่งเพลงสมัยใหม่ด้วย ถ้าทุกคนรู้จักเพลงของผมจะประหลาดมาก เช่น นักวิศวกร บอกว่าจะต้องต่อวงจรบวกกับลบให้ไฟฟ้าไหลผ่านได้ นักแต่งเพลงแบบผมจะทำให้ตรงกันข้าม

ในมุมมองของผม AI สามารถนำไปปฏิบัติในด้านค้นหาข้อมูล สิ่งที่พลาดของการใช้ AI จนไม่สามารถสร้างอะไรด้วยตนเองได้ คือ การใช้มันจนไม่ได้ใช้สกิลตนเอง ดังนั้น เราต้องมี Skillset ที่พร้อม AI ต้องถูกนำมาใช้อย่างชาญฉลาด แม้กระทั่งการสร้างเครื่องดนตรีใหม่ด้วย AI ก็เป็นไปได้

ปัจจุบันเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) กำลังมาแรง ต่อไปแทนที่จะซื้ออุปกรณ์แพงๆจากต่างประเทศ ถ้าเรามีโมเดลที่ใช้ AI ในการ Code และ Generate ก็จะช่วยลดต้นทุนไปจำนวนมาก ฉะนั้นเราต้องเตรียมรับมือ สิ่งที่รับมือได้คือ “ดนตรีเป็นที่ Humanistic” และอย่าละเลยการพัฒนาสกิลของตน เรียนรู้ AI ให้เท่าทัน เตรียมตัวรับมือการเปลี่ยนแปลง ในส่วนของ “ดนตรี” คือ ศิลปะการแสดงสด (Performance Art) ทุกอย่างอยู่ที่การแสดง แต่ AI จะช่วยทำให้เราไปได้ไกลและเร็วขึ้น

กระแส Longevity ที่ปัจจุบันก็มาแรงเช่นกัน จะมีเข้ามามีบทบาทด้าน Wellness อย่างไร?

Longevity  เป็นกระแสใหม่ หรือที่เราเรียกว่า Wellness หรือ Well-being ตอนนี้วิทยาลัย โดยสาขาวิชาดนตรีบำบัด (Master of Arts in Music Therapy) กำลังศึกษาเรื่องดังกล่าวอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการฟังดนตรีอย่างไรให้เพลิดเพลิน ฟังดนตรีอย่างไรให้แก่ช้า เป็นต้น ที่ผ่านมาผมพบเจอกับแขกที่มาฟังดนตรีของวง TPO เยอะขึ้นทุกอาทิตย์ ทุกคนหนีรถติดจากกรุงเทพ ขับรถมาที่ศาลายา หรือนั่งรถสาธารณะมาที่วิทยาลัย เพื่อนั่งฟังดนตรีในวันหยุด ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง เหมือนไปรีสอร์ตเล็กๆ ที่มีพื้นที่สีเขียว มีคาเฟ่ เรามีร้าน Music Square มีพื้นที่ในการพักผ่อน และต่อไปจะพัฒนา พิพิธภัณฑ์ดนตรีอุษาคเนย์ ให้เป็น Innovation Center of South East Asia โดยจะมุ่งเน้นเรื่อง Wellness หรือ Well-being ด้วย

ฉะนั้น Longevity จะอยู่ไม่ไกล จะเริ่มค่อยๆเข้ามาร่วมกับดนตรีที่วิทยาลัยกำลังทำขึ้น เรามีการบูรณาการร่วมกับสาขาอื่นๆในมหาวิทยาลัยมากขึ้น เช่น คณะศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ ล่าสุดเรานำวงไปเล่นร่วมกับคณะกายภาพบำบัด ระหว่างที่ทำแอโรบิก คนได้แค่ยืดเหยียดร่างกายและได้ฟังเพลงไปด้วย

มองว่าเรื่องของเสียง คลื่นความถี่ นั้นมีจริง และทำให้คนแก่ช้าลงจริง มองว่าวิทยาลัยเปิดโอกาสเรื่อง Longevity ไว้สูงมาก และมองเห็นโอกาสในทางนี้ไปได้ไกล

 

⦁ มีใครเป็นบุคคลต้นแบบและแรงบันดาลใจบ้าง?

มอง 2 แบบ ในด้านศิลปิน และในด้านดนตรี บุคคลต้นแบบในฐานะศิลปิน มีอยู่ 2 คน 1.เคน อุเอโนะ (Ken Ueno) เป็นนักประพันธ์เพลงและศิลปินร่วมสมัยชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง เป็นคนที่ยึดถือหลักว่า ดนตรี 1 ชิ้นจะรับใช้ 1 อย่าง เขาทำให้ผมรู้จักดนตรีในรูปแบบที่คนอื่นมองไม่เห็น ดนตรีมีอะไรมากกว่าการเขียนให้กับจิตวิญญาณ แต่เป็นการเขียนให้กับสิ่งที่อยากเห็น และ 2.มาริอาตี้ ปาปาเล็กซันดรี-อาเล็กซันดรี (Marianthi Papalexandri-Alexandri) อาจารย์ของผมสมัยเรียน Cornell University เขาทำให้เราเห็นอกเห็นใจคนมากขึ้น เวลาแต่งเพลงจะถามตัวเองตลอดเวลาว่าแต่งทำไม เพลงนี้ทำเพื่ออะไร ทั้ง 2 คน ทำให้เห็นว่าเราเป็นศิลปิน และศิลปะที่เราทำ มีคนฟังและมีคุณค่าอย่างคาดไม่ได้ ทำให้เรารู้จักเชื่อมต่อกับผู้คนและศิลปินมากขึ้น กลายเป็นเครือข่ายระดับโลก ทำให้ผมนำสิ่งที่เรียนรู้ไปปรับใช้เข้ากับการบริหารวิทยาลัยได้มาก

บุคคลต้นแบบในด้านบริหาร ผมปลาบปลื้มใน รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข เขาเป็นคนที่ทำให้คนทั้งวิทยาลัย 300 กว่าคน มีงานทำในวันนี้ เป็นคนริเริ่มสร้าง ดุริยางคศิลป์ มหิดล มีวิสัยทัศน์ที่มองว่า “ดนตรีเป็นเรื่องของอนาคต” ซึ่งเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ในที่นี่ ผมนำ Rethink, Rebuild และ Recreate มาสานต่อสิ่งที่ รศ.ดร.สุกรีได้สร้างไว้ ทั้งนี้ รศ.ดร.สุกรีพูดไว้เสมอว่า ให้สร้างคนดีและคนเก่ง และส่วนของผม คือ สร้างให้คนจริงใจ เก่ง ซื่อสัตย์ ซึ่งสุดท้ายแล้วสิ่งเหล่านี้จะต่อเนื่องกัน คือ เราต้องสร้างให้คนมีวัฒนธรรมองค์กร ให้เข้าใจซึ่งกันและกัน และให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น

⦁ ผู้บริหารรุ่นใหม่แบ่งเวลา Work-Life Balance อย่างไร?

เป็นเรื่องยากสำหรับผมมาก ตั้งแต่รับตำแหน่ง ชีวิตมีแต่วิทยาลัยมาตลอด 1 ปี อาจจะเพราะเป็นปีแรกที่เปลี่ยนบทบาทมาเป็นคณบดี ดังนั้น Work คือ วิทยาลัยที่ทำงานอยู่ ส่วน Life ผมยังมีงานในด้านศิลปินอยู่ ผมจะเอาสิ่งนี้ไปแทนคำว่า Life จึง Balance 2 สิ่งนี้เข้าด้วยกัน มองว่าช่วงปีแรกอาจจะตะกุกตะกักเพราะความคาดหวังของผู้คนสูง ถ้าวันไหนไม่ทำงาน 7 วัน ก็จะเอาเวลาเสาร์-อาทิตย์ไปแต่งเพลง ผมยังทำงานเป็นศิลปินอิสระอยู่ ผมเป็นศิลปินมาก่อน ผมลงจากตำแหน่งคณบดีผมก็เป็นศิลปิน เพราะฉะนั้นผมทิ้งไม่ได้

สุวนันท์ คีรีวรรณ – เรื่อง
ณัตติพร ช่วยหนู – ภาพ