หน้าแรก ประชาชื่น เพื่อทุกความฝ...

เพื่อทุกความฝันจะมีวันมั่นคง

31.08.26 | 12:28 น.

 


“รื้อทิ้งความเหลื่อมล้ำสู่รัฐสวัสดิการ ในความฝันที่ไม่เกินเอื้อม”

ถ้อยคำข้างต้น คือส่วนเสี้ยวหนึ่งของบทสนทนาอันเปี่ยมไปด้วยพลังและความหวัง บนเวทีเสวนาหนังสือ แด่ทุกต้นกล้าความฝัน ภายในงาน Books & Beers 2023 ผลงานจากปากกาของ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการด้านรัฐสวัสดิการ และอดีตกรรมการประกันสังคมสัดส่วน
ผู้ประกันตน สังกัดทีมประกันสังคมก้าวหน้า

จากผลงานเล่มดังกล่าว ผู้เขียนได้พาผู้อ่านเข้าไปสำรวจแนวคิดเรื่อง ‘รัฐสวัสดิการ’ และตัวอย่างความหวังและความเป็นไปได้ผ่านกรณีศึกษารัฐสวัสดิการจากหลากมุมทั่วโลก พร้อมทั้งยังชี้ให้เห็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสังคมที่เสมอภาคและเท่าเทียมกัน ด้วยพลังของคนธรรมดาที่มีความรัก ความหวัง ความฝัน และความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน

Advertisement

ในครั้งนี้ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กลับมาพร้อมกับเรื่องราวการต่อสู้เพื่อสร้างสังคมที่ใฝ่ฝัน ต่างกันตรงที่มันไม่ใช่เรื่องราวกรณีศึกษาจากประเทศตัวอย่างที่ไหนไกล หากแต่เป็นเรื่องราวจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นเรื่องราวของคนธรรมดาที่มีเลือดเนื้อ หยาดเหงื่อ และน้ำตา คนธรรมดาที่ถูกทอดทิ้งจากระบบซึ่งให้คำมั่นว่าจะดูแลพวกเขาให้เหมาะสมกับเม็ดเงินจากความเหนื่อยยาก และคนธรรมดาที่ไม่อาจทานต่อความอยุติธรรมของระบบและความทุกข์ทนที่เพื่อนร่วมสังคมต้องประสบได้อีกต่อไป

‘เพื่อทุกความฝันจะมีวันมั่นคง’ คือบทบันทึกเส้นทางการต่อสู้ของคนธรรมดา ที่เริ่มตั้งคำถามต่อความไม่ธรรมดาของระบบประกันสังคมไทย ทั้งการจัดการสิทธิประโยชน์ที่น้อยเกินกว่าความจำเป็นในชีวิตจริง การบริหารจัดการสำนักงานประกันสังคมที่ไม่โปร่งใส การลงทุนในสินทรัพย์ที่น่าสงสัยและไร้การตรวจสอบ ตลอดจนปัญหายิบย่อยอีกมากมายที่ผู้มีอำนาจใช้จัดสรรกองทุนประกันสังคมเคยซุกซ่อนเอาไว้อยู่ใต้พรม ด้วยการรวมกลุ่มภายใต้ชื่อ ‘ทีมประกันสังคมก้าวหน้า’ กระทั่งสามารถชิงชัยในสมรภูมิการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมไทยครั้งแรกในปี 2566 คือประตูแห่งชัยชนะบานแรกของคนธรรมดา ที่ต้องการปฏิรูประบบประกันสังคมที่ใกล้พังทลายให้ฟื้นคืนกลับมาเพื่อโอบอุ้มผู้คนตามหน้าที่ของมันได้อีกครั้งเพื่อทุกความฝันจะมีวันมั่นคง

ผู้ปรารถนา ‘รัฐสวัสดิการ’ คาใจสิ่งพื้นฐานเกิดยากเย็น

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ผู้เขียน ระบุในคำนำว่า หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นจากช่วงเวลา 2 ปี ที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้สัมผัส

เมื่อครั้งที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการประกันสังคม หนึ่งในคำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ ‘นักวิชาการจะทำอะไรได้?’ คนรอบข้างของเราล้วนเป็นผู้ประกันตนที่ไม่เคยผ่านระบบราชการ ไม่มีเส้นสาย ไม่มีฐานอำนาจเดิม มีเพียงแต่ความเชื่อว่าระบบนี้ควรเป็นของคนที่จ่ายเงินเข้ามา แต่เพราะความยืนหยัดนั้นเอง คนจึงเดินเข้ามาหาเราทีละคน ทีละกลุ่ม จนเราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

“ในฐานะผู้ที่ปรารถนาให้เกิดรัฐสวัสดิการในไทย ผมตั้งคำถามอยู่เสมอว่า หากประเทศใดในโลกทำให้หญิงตั้งครรภ์ไม่ต้องแบกรับภาระเพียงลำพัง ทำให้เด็กทุกคนมีข้าวกินอย่างไม่มีเงื่อนไข ทำให้คนว่างงานมีเงินพอที่จะลุกขึ้นใหม่ได้ ทำให้คนป่วยได้รับการรักษา และทำให้คนแก่มีชีวิตที่สมศักดิ์ศรีกับสิ่งที่พวกเขาทุ่มเทมาทั้งชีวิต โลกนี้จะดีงามหรือทรุดโทรมมากขึ้น

คำตอบที่หลักฐานทางประวัติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมชี้ให้เห็นตรงกันคือ ไม่มีอารยธรรมใดล่มสลายเพราะรัฐทำนุบำรุงประชาชน และไม่มีประชาชนใดที่ได้รับสวัสดิการมากพอจนกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตรงกันข้าม ยิ่งผู้คนมีชีวิตที่มั่นคง การวางแผนและการมีส่วนร่วมในสังคมก็ยิ่งเข้มแข็งขึ้น แล้วเหตุใดสิ่งพื้นฐานเหล่านี้จึงเกิดขึ้นได้ยากเย็นนัก ไม่ใช่เพียงไทย แต่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก การได้ก้าวเข้าสู่คณะกรรมการประกันสังคมจากการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2566 เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมมองเห็นคำตอบ และนำมาสู่การเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์เอื้อนเอ่ยผ่านตัวอักษร

ประกันสังคม คือภาษี คุ้มครองทุกช่วงชีวิต ‘กรอบคิดชัด’ แต่ทางปฏิบัติ ‘ช่องว่าง’ เบิ้ม

นักวิชาการท่านนี้ยังอธิบายต่อไปว่า ประกันสังคมคือภาษีชนิดหนึ่ง ภาษีที่เก็บจากนายจ้างและรายได้ของแรงงาน แต่มันมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไป เงินก้อนนี้ไม่ได้ไหลรวมเข้าคลังกลาง แต่ถูกกำหนดให้ใช้เพื่อสวัสดิการของผู้จ่ายโดยตรง เพื่อคุ้มครองในทุกช่วงขณะของชีวิต

อย่างไรก็ตาม แม้กรอบคิดชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติยังมีช่องว่างที่กว้างขวาง ทั้งในส่วนของงบประมาณการบริหารจัดการที่ผูกพันซ้ำซากโดยไม่มีตัวชี้วัดที่เชื่อมโยงกับผู้ประกันตน โครงการที่ทำซ้ำโดยไม่มีใครถามถึงความจำเป็น และการลงทุนมูลค่ามหาศาลที่อยู่ภายใต้ดุลพินิจซึ่งอาจไม่โปร่งใสเพียงพอ

สิ่งแรกที่พบเมื่อเข้าไปนั่งในคณะกรรมการคือ ระบบที่ปิดแน่นอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ใช่ปิดจากคนภายนอกเท่านั้น แต่ปิดจากตรรกะของความรับผิดชอบ และปิดจากผู้ประกันตน
ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง 

กลไกพื้นฐานของระบบนี้ไม่ซับซ้อน นั่นคือ เงินที่เก็บจาก 3 ฝ่ายไหลเข้ามา ส่วนหนึ่งจ่ายเป็นสิทธิประโยชน์ปัจจุบันและสำรองสำหรับอนาคต อีกส่วนหนึ่งเป็นงบบริหารจัดการ ที่เหลือนำไปลงทุนสร้างผลตอบแทน ความสัมพันธ์นี้เรียบง่ายแต่สำคัญมาก หากงบบริหารลดลง เงินย่อมไหลกลับมาเป็นสิทธิประโยชน์ได้มากขึ้น แต่ตรรกะนี้กลับไม่เคยเป็นที่ยอมรับในระบบเดิม

สิทธิประโยชน์คือเหตุผลที่ระบบประกันสังคมถูกสร้างขึ้น แต่สิ่งที่เราพบคือ ช่องว่างระหว่างสิ่งที่ผู้ประกันตนควรได้รับกับสิ่งที่ได้รับจริงนั้นกว้างอย่างน่าใจหาย เงินบำนาญที่ไม่อาจเลี้ยงชีพได้จริง สิทธิรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมไม่ถึงความเจ็บป่วยในชีวิตจริง สิทธิสำหรับแรงงานนอกระบบที่ยังคงเป็นเพียงคำมั่นสัญญา 

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความขาดแคลนเงิน แต่เกิดจากลำดับความสำคัญที่บิดเบี้ยวมานาน ระบบที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องความเสี่ยงในชีวิตกลับให้น้ำหนักกับการรักษาโครงสร้าง
ตัวเองมากกว่าการดูแลคนที่อยู่ในนั้น 

การปฏิรูปสิทธิประโยชน์จึงไม่ใช่เพียงขอเพิ่มงบประมาณ แต่คือการถามใหม่ว่าเงินที่มีอยู่แล้วถูกจัดลำดับความสำคัญอย่างถูกต้องหรือไม่ และคำตอบที่เราพบตลอด 2 ปีนี้ชัดเจนว่ายังไม่ถูกต้อง

บริหารสินทรัพย์มหาศาล ‘การลงทุน’ ต้องตรวจสอบได้

อีกด้านหนึ่งที่ถูกพูดถึงน้อยกว่า แต่สำคัญไม่แพ้กันคือการลงทุน กองทุนประกันสังคมบริหารสินทรัพย์มูลค่ามหาศาล ผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นคือเงินที่จะหล่อเลี้ยงสิทธิประโยชน์ในอนาคต โดยเฉพาะบำนาญ ซึ่งเป็นภาระระยะยาวที่ใหญ่ที่สุด แต่สิ่งที่เราพบคือการลงทุนที่ขาดกรอบธรรมาภิบาลที่ชัดเจน

การถือครองสินทรัพย์ที่อาจก่อให้เกิดคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และการใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นที่ไม่สะท้อนประโยชน์ของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง การลงทุนที่ดีไม่ใช่แค่การได้ผลตอบแทนสูง แต่คือการลงทุนที่สามารถตอบได้ว่าทำเพื่อใคร ด้วยหลักการอะไร และมีใครตรวจสอบได้

เมื่อเราเริ่มตั้งคำถามกับโครงการที่ไม่อาจพิสูจน์ความจำเป็น เสียงวิพากษ์ก็ดังขึ้นทันทีจากผู้ที่คลุกคลีกับระบบนี้มาหลายสิบปีราวกับว่าสิ่งที่ถูกพรากไปคือสิทธิอันชอบธรรม ผมเข้าใจความรู้สึกนั้น เพราะสำหรับผู้ที่อยู่กับระบบนี้มานานนั่นคือสิ่งปกติ แต่ไม่มีอะไรปกติในการที่ผู้ประกันตนไม่รู้ว่าเงินของตนเองถูกใช้อย่างไร สิ่งที่เราชวนตั้งคำถามจึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขงบประมาณ แต่คือความแตกต่างระหว่างการมีกับไม่มีโครงการเหล่านั้น ผู้ประกันตนได้อะไรขึ้นมาจริงหรือไม่ เพราะเงินทุกบาทที่ไม่ถูกใช้อย่างสูญเปล่าสามารถกลับคืนสู่ชีวิตของผู้คนได้เสมอไม่ว่าผู้ประกันตนจะเป็นใครก็ตาม 

วันหนึ่งเราทุกคนต้องแก่ ต้องป่วย ต้องคลอดลูก และลูกต้องการนม การต่อสู้ทั้งหมดนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความโกรธแค้น แต่ด้วยความรักต่อความธรรมดาสามัญของชีวิต ความเจ็บป่วย ความแก่ชรา ความหวาดกลัวเมื่อสูญเสียงาน เราหอบเอาความฝันและความหวังของผู้คนจำนวนมากเข้าไปในห้องประชุมที่ปิดแน่นนั้น

สิ่งที่ผมเรียนรู้สำคัญในช่วงเวลา 2 ปีนี้ ความหนักหนาที่ดูยากจะเปลี่ยนแปลง อาจพลิกผันได้ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

 

เพื่อทุกความฝันจะมีวันมั่นคง

สำรวจเส้นทางของคนธรรมดาที่ยืดหยัด และพร้อมต่อสู้กับปฏิรูป 3 เสาแห่งปัญหา เพื่อออกแบบสวัสดิการสังคมที่ใฝ่ฝัน และมั่นคง ตลอด 6 บท ดังนี้ 

บทนำ: น้ำตาที่มีชื่อ

บทที่ 01 วิกฤตสิทธิประโยชน์

บทที่ 02 กับดักแห่งการกระจายและข้ออ้างความยั่งยืน

บทที่ 03 จากงบประมาณที่สูญเปล่า สู่สมการแห่งการเปลี่ยนแปลง

บทที่ 04 เงินในเงาการลงทุนที่ขาดความโปร่งใส เชื่อมโยงสู่สิทธิที่หายไป

บทที่ 05 อำนาจ ผลประโยชน์ และกำแพงต้านทานกีดขวางกระแสการปฏิรูป

บทที่ 06 การปฏิรูปและบทเรียนจากแนวทางสากล

บทส่งท้าย: เพื่อลบคราบน้ำตาประชาราษฎร์

สั่งซื้อและติดตามทุกช่องทางของสำนักพิมพ์มติชนที่

Line : @matichonbook

Youtube: @MatichonBooks

Tiktok: @matichonbook

Twitter: @matichonbooks

Instagram: matichonbook

www.matichonbook.com

โทร 0-2589-0020 ต่อ 3350-3360