แท็งก์ความคิด : เยือน‘รากนครา’
ใช้วันหยุดแวะเวียนไปชื่นชมของดีเมืองไทยแถวๆ ท้องสนามหลวง
เป็นงานรากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์ ซึ่งกรมศิลปากรจัดขึ้นเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569
จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 สิงหาคม ถึง 20 กันยายน
งานนี้เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างน่าสนใจ
สถานที่แต่ละแห่งที่เปิดให้เข้าชมอยู่ไม่ไกลกันมาก ทำให้ได้เดินชมทิวทัศน์สนามหลวง โรงละครแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์พระนคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรมศิลปากร ไปในตัว
สถานที่จัดงานประกอบด้วยอาคารกรมศิลปากรเดิม สนามหลวง (ตรงข้ามวัดพระแก้ว) จัดนิทรรศการพิเศษเรื่องภาพถ่ายเก่า ร.5
มีพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 5 ที่บางคนไม่เคยเห็น
มีพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 5 สมัยทรงพระเยาว์ โดยภาพบอกถึงพระชนมพรรษา
ทำให้เราทราบว่าพระบรมฉายาลักษณ์ที่เห็นจนคุ้นตานั้น ช่วงนั้นพระองค์มีพระชนมพรรษาเท่าใด
สถานที่ต่อมา คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จากนั้นเป็นอาคารถาวรวัตถุ (ตึกแดง) ที่จัดนิทรรศการถาวรตู้พระธรรมลายทองเปิดให้ชม
ยังมีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ที่จัดนิทรรศการพิเศษเรื่องผ้าโบราณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอศิลป์ จัดแสดงผลงานศิลปะของศิลปินไทย ณ อาคารนิทรรศการ 4 และ 6
โรงละครแห่งชาติ แสดงรายการ “ยลสังคีตศิลป์ถิ่นโรงละครแห่งชาติ” จัดโดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร เปิดการแสดงวันที่ 12 และ 23 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. ซึ่งจำหน่ายบัตร และหมดแล้ว
ขณะที่ไฮไลต์สำคัญ คือ การเข้าไปชมพระแก้ววังหน้า หรือวัดบวรสถานสุทธาวาส
วัดแห่งนี้สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 1 เดิมคือ วัดนางชี ภายหลังทรุดโทรม รัชกาลที่ 2 ทรงรื้อแล้วทำเป็นสวนกระต่าย
ต่อมา สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในสมัยรัชกาลที่ 3 โปรดให้สร้างขึ้นใหม่ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและเฉลิมพระเกียรติภายหลังการปราบกบฏเวียงจันทน์
พระราชทานนามว่า “วัดบวรสถานสุทธาวาส”
การก่อสร้างดำเนินต่อไปจนถึงรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เขียนจิตรกรรมฝาผนัง
เป็นเรื่องราวตามตำนานพระพุทธสิหิงค์และอดีตพระพุทธเจ้า 28 พระองค์
ใครจะแวะเวียนไปชมวัดพระแก้ววังหน้านี้ ขอแนะนำให้ไปฟังการบรรยายภาพวาดบนฝาผนัง ซึ่งกำหนดให้มีวันละ 2 รอบ
รอบแรกเวลา 13.00 น. และรอบที่สองเวลา 15.00 น.
การได้ฟังคำบรรยายจะทำให้ซึมซาบถึงความสามารถของช่างจิตรกรรมไทย
การเล่าเรื่องด้วยภาพวาดเหมือนกับเขียนเรื่องราวต่างๆ ให้ผู้คนได้อ่าน
ตำนานพระสิหิงค์เกิดขึ้นจากกษัตริย์ลังกาต้องการเห็นหน้าพระพุทธเจ้า บังเอิญมีพญานาคตนหนึ่งอยู่มาตั้งแต่สมัยพุทธกาล เคยเห็นหน้าพระพุทธเจ้าจึงสำแดงกายให้เห็นหน้า
แล้วบันทึกหน้าตาที่พญานาคสำแดงแปลงกายเอาไว้เป็นแบบ หล่อพระพุทธสิหิงค์ขึ้นมา
จากนั้นเรื่องราวก็บอกเล่าถึงการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มายังดินแดนนครศรีธรรมราช
ระหว่างทาง เรือสินค้าที่อัญเชิญพระเกิดอับปาง แต่พระพุทธสิหิงค์กลับลอยน้ำเข้าฝั่ง
เป็นที่มหัศจรรย์ใจแก่ผู้คน
จากพระพุทธสิหิงค์ที่ประดิษฐสถานที่นครศรีฯก็ได้สัญจรจากใต้ขึ้นเหนือ ไปยังดินแดนสุโขทัยในอาณัติของพระร่วง
กระทั่งถึงวันที่ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเหนือไปยังสถานที่ต่างๆ และมา ประดิษฐานที่กรุงเทพฯ
วันนั้น นอกจากได้ความรู้เรื่องตำนานพระพุทธสิหิงค์แล้ว ยังรับทราบถึงหลักฐานจากภาพว่ารูปที่วาดขึ้นนั้น มีสัญลักษณ์แห่งยุคสมัยอย่างไรบ้าง
ในภาพได้เห็นจีวรพระที่มีลายดอก ซึ่งเป็นสมัยรัชกาลที่ 3
ได้เห็นพิธีแห่รับพระพุทธสิหิงค์ที่มีขบวนแคน ซึ่งเป็นสมัยรัชกาลที่ 4
ได้ฟังเรื่องราวของปูที่หนีบตะขาบจนเป็นปล้องๆ มาจนถึงทุกวันนี้
รวมไปถึงสาเหตุที่ประดิษฐานพระยืนปางห้ามสมุทร แทนที่พระพุทธสิหิงค์ที่เป็นพระนั่ง
น้องคนที่บรรยายยังหนุ่มแน่น แต่มีความรู้มากมายเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
เห็นภาพการบรรยายท่ามกลางผู้คนมากมายที่ตั้งใจฟัง
วันนั้นฝนตก แต่กลับรู้สึกอบอุ่นใจ
เชื่อว่าศิลปวัฒนธรรมไทยมีผู้สานต่ออย่างแน่นอน
ยิ่งได้สัมผัสกับกิจกรรม รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์ ที่จัดเป็นรูทเดินเที่ยว
ทำให้คิดถึงกระทรวงใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่นาน
กระทรวงที่ผนึกวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยวมาอยู่ด้วยกัน
นฤตย์ เสกธีระ

