หน้าแรก ประชาชื่น ‘ร่วมราก ต่าง...

‘ร่วมราก ต่างรัฐ’ บนเส้นทางทั้งรักทั้งชัง เชิดเกียรติ อัตถากร หวังสร้างสัมพันธ์ใหม่ไทย-กัมพูชา ‘เราจะหาทางอยู่ร่วมกันต่อไป’

6.09.26 | 11:07 น.

‘ร่วมราก ต่างรัฐ’ บนเส้นทางทั้งรักทั้งชัง
เชิดเกียรติ อัตถากร
หวังสร้างสัมพันธ์ใหม่ไทย-กัมพูชา
‘เราจะหาทางอยู่ร่วมกันต่อไป’


“ผมคิดว่า ‘ปัญหาพรมแดน’

เป็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง

ภายใต้นั้น ยังมีปัญหาทับซ้อนอีกมากและสะสมมานาน

Advertisement

สำคัญมากคือเรื่อง ‘ชาตินิยม’ ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกหวงแหนอัตลักษณ์”

ถ้อยความปาฐกถาพิเศษซึ่งกลั่นออกมาจากสายตา เชิดเกียรติ อัตถากร อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ

คลี่คลายปมทางประวัติศาสตร์ที่ถูกฝังมานานระหว่างสองรัฐ

ฉายให้เห็นความทับซ้อนหลายเลเยอร์ของความสัมพันธ์ อันมีคำว่า ‘ชาตินิยม’ เป็นศูนย์กลาง

ไม่นานมานี้ ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ล้นทะลักไปด้วยผู้คนหลายช่วงวัย ทั้งนักเขียน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนนักศึกษาและบุคคลทั่วไป เข้าจับจองที่นั่ง ภายหลังสำนักพิมพ์มติชนโพสต์เชิญชวนเพียงไม่นาน ต้องทำการปิดรับ ด้วยมีผู้สนใจเกินคาด

สำนักพิมพ์มติชน ร่วมด้วยนิตยสารศิลปวัฒนธรรม นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ สมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดประตูห้อง ร.103 ให้เป็นพื้นที่ขุดคุ้ยอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์บาดแผล

ไม่ใช่เพื่อตอกย้ำ แต่หวังทำความเข้าใจหนึ่งในปัญหาที่คาราคาซังมานาน

บนเวที ‘ร่วมราก ต่างรัฐ: ไทย-กัมพูชาในประวัติศาสตร์ พรมแดน และอนาคต’ ที่จัดเต็มตลอดทั้งวันเมื่อ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา พาทำความเข้าใจรากประวัติศาสตร์การเมืองและสังคมของทั้งสองประเทศ ในมิติที่ก้าวพ้น ‘เส้นพรมแดน’ และ ‘ความคิดแบบรัฐชาตินิยม’

ขุดร่องรอยปริร้าวของความสัมพันธ์ แม้บรรพบุรุษทั้งสองต่างไปมาหาสู่

เปิดจุดเปลี่ยนและแง่มุมใหม่ ที่มั่นใจว่าหลายคนไม่เคยล่วงรู้มาก่อน

หนึ่งในไฮไลต์ของงาน คือปาฐกถาพิเศษจากท่านทูต ‘เชิดเกียรติ’ ผู้ผ่านประสบการณ์การทำงานเกี่ยวข้องกับกัมพูชามาอย่างยาวนาน

ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2537 ‘เชิดเกียรติ’ เคยปฏิบัติหน้าที่ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ก่อนจะกลับมารับตำแหน่ง เอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ อีกครั้งในปี 2565 และปฏิบัติหน้าที่จนสิ้นสุดวาระในปี 2567

ตลอดเส้นทางการทำงาน กัมพูชาเป็นมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านบนภารกิจทางการทูต หากเป็นพื้นที่ซึ่งเขาได้สัมผัสและล่วงรู้ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศผ่านหลายช่วงเวลา ทั้งในแง่มิติการเมือง ความมั่นคงและชายแดน การค้า เศรษฐกิจ ตลอดจนความร่วมมือด้านการศึกษา ศาสนา หรือแม้แต่การร่วมพัฒนา

กระทั่งในวันที่ 27 กันยายน 2567 ในโอกาสสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ

เชิดเกียรติเข้ากราบบังคมทูลลา ‘พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี’ ณ พระที่นั่งเขมรินทร์มหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงพนมเปญ

เป็นช่วงเวลาปิดฉากภารกิจทางการทูต ก่อนกลับมารับบทบาท นายกสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา ซึ่งยังคงทำงานเกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสองประเทศ จนถึงปัจจุบัน

ในโอกาสนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี ทรงขอบใจเชิดเกียรติที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นและวิริยอุตสาหะ พร้อมทรงชื่นชมผลสำเร็จของการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-กัมพูชาที่ใกล้ชิดและเข้มแข็งในทุกมิติ

โดยทรงมีพระราชดำรัสถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศว่า เป็นความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนานบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความร่วมมือ และความเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิด

พร้อมทรงเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์จะเจริญก้าวหน้าและผาสุก นำไปสู่สันติสุขในภูมิภาค

คำกล่าวจากฝั่งกัมพูชาในวันส่งตัวแทนทางการทูตของไทยกลับบ้าน จึงเป็นอีกภาพสะท้อนหนึ่งของความสัมพันธ์ที่ดำเนินมายาวนาน และเป็นฉากหนึ่งที่อยู่ในเส้นทางการทำงานของเชิดเกียรติ

ก่อนที่วันนี้เขาจะกลับมาถ่ายทอดมุมมองต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาอีกครั้ง ในฐานะคนที่เคยอยู่ ‘ในพื้นที่’ ของความสัมพันธ์นั้นด้วยตัวเอง

จากความใกล้ชิด สู่ความตึงเครียด จากช่วงเวลาที่สองประเทศเดินหน้าไปด้วยกัน จนถึงวันที่ความสัมพันธ์ต้องเผชิญแรงสั่นสะเทือน เมื่อขึ้นพูดถึงความสัมพันธ์ของสองประเทศที่มีทั้ง ‘รัก’ และ ‘ชัง’

เสียงจากอดีตเอกอัครราชทูตผู้ผ่านหลายห้วงเวลา จึงน่าจับตาเป็นพิเศษ

เรื่องราวของสองประเทศที่แม้มีวัฒนธรรม ‘ร่วมราก’ ปรากฏชัดผ่านหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี หากในความทรงจำของผู้คนกลับมีทั้งส่วนที่ตกหล่น บิดเบือน และขาดวิ่น

ต่อไปนี้คือเส้นทางความสัมพันธ์ส่วนหนึ่ง ในความทรงจำของผู้ที่คลุกคลีอยู่กับกัมพูชามายาวนาน

“ผมอยากบอกว่าความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชามีหลายหมุดหมาย แต่หมุดหมายสำคัญอันหนึ่งคือ เมื่อปีที่แล้ว 2568 เป็นปีที่ไทยและกัมพูชาเริ่มต้นด้วยการเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในทางการทูต ยังจำบรรยากาศในช่วงนั้นได้ เป็นความสัมพันธ์ที่ดีกันมาก มีการจัดกิจกรรมเยอะมากโดยเฉพาะน้องๆ สถานทูตที่กรุงพนมเปญก็เตรียมกิจกรรมไว้หลากหลาย อย่างเช่น การวิ่งข้ามพรมแดนตั้งแต่เช้าตรู่ ที่สะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา ไม่แน่ใจว่าหลายท่านทราบหรือไม่ว่า เรามีสะพานมิตรภาพกัมพูชาอยู่ที่บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบทเป็นตัวอย่างหนึ่งของกิจกรรมที่เราทำร่วมกัน

นอกจากนั้นก็มีการแลกเปลี่ยน การเยือน และกิจกรรมที่วางแผนไว้เกือบตลอดทั้งปี

แต่หลังจากนั้นมา ช่วงกลางปี 2568 สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลง เราจะเห็นถึงความตึงเครียดถึงการปิดด่าน ทุกท่านยังจำได้ดีว่ามีการปะทะกันถึง 2 ครั้ง 2 ประเทศจบปีด้วยการ ‘เจรจาหยุดยิง’ ด้วยการทำแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นเอกสารที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน

จะเห็นได้ว่า บรรยากาศของปีที่แล้วพลิกผันลงอย่างรวดเร็ว คำถามคือเกิดอะไรขึ้น? ที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเราซึ่งดูเหมือนจะมีความใกล้ชิด กลับพลิกผันเหมือนกับไม่มีเยื่อใยอะไรต่อกันเลย

ถ้าหากมองย้อนกลับไปอีกนิด ในปี 2567 สมเด็จมหาบวรธิบดีฮุน มาเนต (นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา) มาเยือนประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมประกาศยกระดับความสัมพันธ์ของเราขึ้นไปอีกระดับ ที่เรียกว่า ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์’ (Strategic Partnership) มันสะท้อนว่าจริงๆ แล้ว ไทย-กัมพูชาเป็นประเทศที่มีความใกล้ชิดและยกระดับ ต่างจากความสัมพันธ์ของประเทศทั่วๆ ไป

ถ้าหากเรามองย้อนกลับไปนานอีกนิด จะเห็นได้ว่าเรามีลักษณะที่ ‘ร่วมราก’

แน่นอนว่าบรรพบุรุษของเราที่อยู่บริเวณแถบนี้ก็เคยเดินทางไปมาหาสู่กัน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ประเพณี รวมทั้งการค้าระหว่างกัน ก่อนที่จะมีการขีด ‘เส้นสมมติ’ ขึ้นมา ที่เรียกว่า ‘พรมแดน’ ในยุคของอาณานิคม จะเห็นได้ว่าทั้งสองประเทศเชื่อมโยงกันมาตั้งแต่ในอดีต

ถ้าอย่างนั้นเราจะอธิบายความสัมพันธ์นี้อย่างไรดี นักวิชาการที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา อธิบายว่ามีลักษณะที่ ‘ขึ้นและลง’ ผมขออนุญาตยกคำของ ท่านอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์) ที่อธิบายความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาว่า Love-Hate Relations ภาษาชาวบ้านคือ ‘ทั้งรัก ทั้งชัง’

ทำไมเรารักกัน? ส่วนหนึ่งเพราะว่ามีความผูกพัน ศาสนาเดียวกัน เรามีความใกล้ชิดกันในหลายอย่าง อาหารก็คล้ายคลึงกัน ภาษาก็มีการยืมซึ่งกันและกัน นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราผูกพัน แต่แน่นอนว่าก็มีบางจุดที่ทำให้เราเกิดความขัดแย้ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นจุดที่เราคงจะต้องมาดูกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

ถ้าหากจะมองถึงความสัมพันธ์ของไทย-กัมพูชาในยุคสมัยใหม่ ผมคิดว่าเราอาจมองย้อนไปได้ในช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา คือในช่วงที่นายกฯชาติชาย ชุณหะวัณ ออกนโยบาย ‘เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า’ แล้วหลังจากนั้นไม่นานก็มีการทำ ‘สนธิสัญญาความตกลงสันติภาพปารีส’ (Paris Peace Agreements) ในปี ค.ศ.1991 ซึ่งเป็นการทำให้ภูมิภาคแถบนี้มีสันติภาพ และยุติสงครามกลางเมืองในกัมพูชา

ตรงจุดนี้เป็นเหมือนการเปิดศักราชหน้าใหม่ รูปแบบความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาได้ถูกออกแบบ ดีไซน์ในลักษณะ ‘พึ่งพาอาศัยกัน’ จะเห็นได้ว่าหลังจากที่กลับมาเชื่อมความสัมพันธ์ มีการจัดตั้ง ‘กลไกทวิภาคี’ มากมาย เพื่อที่จะสานต่อความสัมพันธ์ ท่านอาจจะคุ้นชื่อ อย่างเช่น JBC GBC หรือแม้แต่ JC เอง

กลไกเหล่านี้เป็นตัวเชื่อมทั้งสอง ในการแก้ไขปัญหาหรือส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน

มันทำให้ประเทศซึ่งอาจจะเคยมีความขัดแย้งกันนั้น ‘มีความผูกพัน มีการค้าด้วยกัน’

ซึ่งในช่วงนี้จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์กลับมาสู่สภาวะที่ดีขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าตลอดระยะเวลา 30 ปี ใช่ว่าจะราบรื่นตลอด มีบางช่วงเหมือนกันที่เกิดภาวะสะดุด อย่างเช่น เหตุการณ์ความวุ่นวายที่สถานทูตกรุงพนมเปญ ในปี 2546 (เผาสถานทูต) หรือแม้แต่ความขัดแย้งและมีการปะทะกัน ในช่วงปี 2551-2554 ซึ่งครั้งหลังนั้นเกี่ยวข้องกับ ‘คดีปราสาทพระวิหาร’ แต่ถ้าสังเกตจะเห็นว่า ทั้งสองครั้งยังสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยเร็ว สามารถที่จะคุยและหาทางออกร่วมกันได้

ฉะนั้นในภาพรวม ‘อานิสงส์ของนโยบาย และรูปแบบความสัมพันธ์พึ่งพาอาศัยกัน’ นั้น ได้ออกดอกออกผล ในช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดความขัดแย้งครั้งล่าสุด ‘ไทยเป็นประเทศคู่ค้า อันดับ 4 ของกัมพูชา’ ไทยเป็นประเทศสำคัญที่ลงทุนเป็นอันดับ 9 ในกัมพูชา นักท่องเที่ยวไทยมีความสำคัญเป็นอันดับ 1 แต่ละปีประมาณ 2 ล้านกว่าคนที่เดินทางไปเที่ยวนครวัด และที่ต่างๆ

ตัวมูลค่า ‘การค้าชายแดน’ แต่ละปีในช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดความขัดแย้ง ตัวเลขประมาณกว่า 170,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งเราได้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงกันอย่างมาก

แต่ก็ต้องบอกว่าสิ่งเหล่านี้ ภาพเหล่านี้หายไปพริบตา หลังจากที่เกิดความขัดแย้งขึ้นมา กลายเป็นคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้เกิดสิ่งเหล่านี้? ผมคิดว่าเราเองคงต้องมานั่งทบทวน และมีคำถามอีกมากมายที่เราคงจะต้องหาทางออก

คำถามสำคัญที่สุดคือว่า แล้วเราจะเดินกันต่ออย่างไร?

ผมมีข้อสังเกตอยู่ 3 ประการ

ประการแรก เราคงต้องมองกัมพูชาด้วยสายตาใหม่ กัมพูชาในช่วงประมาณกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ‘เปลี่ยนไปเยอะ’ แต่สิ่งที่เราเห็นในสื่อโซเชียล ยังมองภาพกัมพูชาเหมือนเพิ่งผ่านพ้นสงครามมา เรายังเห็นสภาพของการที่จะต้องพึ่งพา-ช่วยเหลือเรา

ผมขอยกตัวอย่าง เรื่องที่ชอบเขียนในโซเชียลกันมากคือ การดำเนินนโยบาย ‘กดดันทางเศรษฐกิจ’ โดยคิดว่าทำแล้วกัมพูชาจะต้องลำบาก อดอยาก ต้องยอมจำนน แต่สิ่งนั้นสะท้อนให้เห็นว่าเขา ‘ติดภาพจำในอดีต’ โดยที่ไม่ได้ประเมินบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความจริงแล้ว ‘นโยบายปิดด่านของไทย’ สุดท้ายแล้วก็นำไปสู่การเข้ามาของ ‘สินค้าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ’ ที่ตีตลาดเข้ามาทดแทนสินค้าไทยอย่างรวดเร็ว ธุรกิจของไทยที่ลงทุนอยู่ในกัมพูชา มูลค่าจำนวนมหาศาลนั้นก็ได้รับผลกระทบ ท่านคงได้ยินข่าวถึงการ ‘ปิดกิจการ’ ในหลายกิจการตอนนี้ และมีแนวโน้มที่จะปิดกิจการมากยิ่งขึ้น

ผมเองได้มีโอกาสไป ‘กรุงพนมเปญ’ เป็นครั้งคราว และมีโอกาสได้ไปพบกับผู้ประกอบการไทยที่กัมพูชา เราได้พูดคุยกัน ปีที่แล้วผมคิดว่าภาคเอกชนเรายังมีความหวัง ยังคิดว่าเหตุการณ์น่าจะจบได้ในอีกไม่ได้นาน แต่ตอนนี้ครั้งล่าสุดผมไปเมื่อต้นเดือนสิงหาคมนี้เอง หลายคนเริ่มไม่มีความหวัง

เขาบอกว่า “สินค้าไทยถึงทางตันแล้วในกัมพูชา” ภาคธุรกิจทั้งหลายต้องมานั่งทบทวนแล้วว่าจะลงทุนต่ออย่างไรในกัมพูชา เหล่านี้เป็นเสียงที่ไม่ได้ยิน ไม่มีพลังพอที่จะทำให้สังคมเราเข้าใจ รวมทั้งเสียงของผู้ประกอบการ นักธุรกิจที่อยู่ตามชายแดนด้วย ซึ่งผมก็เข้าใจว่าคงมีหลากหลายเสียง

แต่เสียงที่ปรากฏอยู่บนสื่อโซเชียล สื่อกระแสหลักนั้น ‘ถูกคัดเลือก’ คนไหนที่แสดงความคิดเห็นออกมาในทางที่พูดถึงผลกระทบของความขัดแย้ง ก็จะถูกตีตราว่า ‘ไม่รักชาติ’ ดูเหมือนว่าเราไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนที่มีความเห็นต่าง มันเลยทำให้ภาพปัญหาไทย-กัมพูชาถูกมองโดยไม่ครอบคลุมอย่างแท้จริง

ประการที่ 2 เราต้องพยายามสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมไทย เพื่อไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก ต้องยอมรับว่าสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ‘ปัญหาพรมแดน’ เป็นปัญหาหลักที่สำคัญ และการแก้ไขปัญหานั้นมีความซับซ้อนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เราคงต้องพยายามใช้กลไกที่เกี่ยวข้องเพื่อ ‘หาทางออกร่วมกัน’

แต่ถ้าดูในภาพรวมแล้ว ผมคิดว่า ‘ปัญหาพรมแดน’ เป็นเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง ภายใต้นั้นมันยังมีปัญหาทับซ้อนอีกมากและสะสมมานาน ที่สำคัญมากคือเรื่อง ‘ชาตินิยม’ ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกหวงแหนอัตลักษณ์ สิ่งเหล่านี้ เป็นปมทางประวัติศาสตร์ที่ถูกฝังมานาน

ผมพยายามจะบอกว่า ความรู้สึกรักชาติ หรือความรู้สึกหวงแหนอัตลักษณ์โดยตัวของเขาเองไม่ได้มีปัญหาอะไร บางสังคมก็อยากให้มีความรู้สึกรักชาติ เพราะเป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นในทันทีถ้าหากมี ‘การเมือง’ นำเอาประเด็น ‘ชาตินิยม’ มาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะการเมืองของฝ่ายเขา-ฝ่ายเรา หรือทั้งสองฝ่าย

เพราะ ‘ชาตินิยม’ เป็นเรื่องที่เปราะบางมาก เมื่อไหร่ที่นำมาใช้ย่อมกระทบกับสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ผมอยากบอกว่า ชาตินิยมนั้นมันเหมือนตะกอนที่อยู่ใต้น้ำ ‘กวนเมื่อไหร่ก็ขุ่น’ แล้วมันขุ่นง่ายมากถ้าอยากจะให้มีปัญหาขึ้นมา

ฉะนั้นแล้วเราจะสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างไร เพื่อทำให้ความรู้สึกที่เรา ‘ร่วมรากทางวัฒนธรรม’ หรือสิ่งที่เรามีทางประวัติศาสตร์ จะไม่ถูกนำไปใช้โดยกระแสการเมืองหรือโดยผู้มีอำนาจทั้งหลาย ที่จะใช้ ‘ชาตินิยม’ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เราคงต้องพยายามมองว่าจะทำอย่างไรให้เราสามารถคัดการเสพสื่อ สร้างสิ่งที่เรียกว่า Media Literacy ให้เข้มแข็ง เมื่อไหร่ที่มีแรงกระแทกเข้ามา มันจะไม่ทำให้สังคมเราสั่นคลอน ด้วยกระแสของการปลุกปั่น หรือทำให้เกิดความเกลียดชัง มองคนที่อยู่ข้างบ้านเราเป็นคนอื่น แทนที่จะมองว่าเป็นเพื่อนบ้านเรา

ประการสุดท้าย เราคงต้องออกแบบ Re-Design รูปแบบความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชากันใหม่ ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ในช่วงที่ผ่านมาเราอาจจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด แต่จากประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นอาจทำให้เราต้องมาทบทวน

ผมคิดว่าความขัดแย้งที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อเราและต่อกัมพูชา กล่าวคือ ทั้งสองฝ่ายได้รับผลกระทบ ได้รับความเสียหาย ดังนั้น ถึงจุดที่เราต้องมานั่งทบทวนและตั้งต้นกันใหม่ได้แล้วหรือยัง?

ความสัมพันธ์ในรูปแบบที่จะต้องออกแบบกันใหม่นี้ ผมคิดว่ามันอาจจะไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่จะใกล้ชิดในรูปแบบเดิมที่ใกล้ชิดกันมาก ทั้งในระดับผู้นำ และในระดับต่างๆ

แต่เราอาจต้องการ ‘ความสัมพันธ์ที่สามารถยอมรับกันได้’ เป็นความสัมพันธ์ที่ตอบโจทย์ทั้งสองฝ่าย อยากจะเรียกว่าเป็น ‘Workable Relations’ คือความสัมพันธ์ที่เดินต่อได้ และมีลักษณะของ ความเป็นมืออาชีพ ไม่จำเป็นที่จะต้องใกล้ชิดจนเกินไป แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ตอบโจทย์และเป็นที่ต้องการ สอดคล้องกับผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

ซึ่งในการสร้างความสัมพันธ์นั้น เราจะต้องคิดถึงความเป็น ‘เพื่อนบ้านที่ดี’ คิดถึงการสร้างความเชื่อมั่น

คิดถึงการลดกระแสในโซเชียล ที่ในหลายครั้งมีการเผยแพร่ ‘ข่าวปลอม’ ที่ทำให้เกิดความบาดหมางกัน

สิ่งเหล่านี้จะเป็นทางออกที่ ‘เราจะหาทางอยู่ร่วมกันต่อไป’ ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

ผมคิดว่า วันนี้เป็นโอกาสที่ดี ถ้าหากท่านใดเคยมีโอกาสไปกัมพูชา ไปหอสมุดแห่งชาติของกรุงพนมเปญ ทางเข้าหอสมุดมีป้ายใหญ่ๆ อยู่ เขียนคติสอนใจเอาไว้ เป็นภาษาฝรั่งเศสและภาษาเขมร แปลได้ว่า

‘กำลัง ยึดได้ชั่วครู่หนึ่ง

แต่ความคิด ผูกได้ตลอดไป’

ดังนั้น วันนี้เรามีโอกาสมาแลกเปลี่ยนกัน ได้รับฟังความเห็นจากท่านผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องไทย-กัมพูชา เพื่อจะสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจใหม่ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง ให้มีความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ พรมแดน และมองหาอนาคตร่วมกัน

ขอขอบคุณธรรมศาสตร์ ที่จัดสถานที่ให้พวกเราในวันนี้

ขอขอบคุณมติชน ที่ได้พิมพ์หนังสือที่มีคุณค่าหลายเล่ม

รวมทั้งได้ร่วมกับสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา ในการจัดกิจกรรมในวันนี้

ผมหวังว่าจะจุดประกายความคิดของทุกท่าน ให้ได้รับมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

//////////

‘ร่วมราก ต่างรัฐ’
เบื้องหลังสัมพันธ์ หวานปนขม

ฟังปาฐกถาของอดีตทูตจบ ตามด้วยมุมมองจากนักวิชาการหลากหลายความเชี่ยวชาญ

ยิ่งชวนให้สงสัยในความสัมพันธ์แบบหยุมหัว (Love-Hate)

ร่องรอยจากอดีต สำนึกทางการเมืองแบบไหน อะไรทำให้ชนชั้นนำกัมพูชาจับตา ‘รัฐบาลไทย’ ในฐานะผู้เซาะกร่อนบ่อนทำลาย?

ภายใต้ความไม่ไว้ใจกัน มีเบื้องหลังแบบใดที่ทำให้ความสัมพันธ์ร้าวลึก ชนิดที่เพียงสะกิดก็พร้อมจุดติดได้ทุกเมื่อ

สะท้อนผ่านวาทกรรมที่ชัดเจนอย่าง ‘อยู่ระหว่างเสือกับจระเข้’ ‘ศัตรูของศัตรูคือมิตร’ หรือ ‘ไม่เสียแม้แต่ตารางนิ้วเดียว’

รวมถึงหลักฐานความเชื่อมโยงของการ Propaganda ที่อาจเป็นอีกชนวนความยั่วยุ

หากคนไทยได้รู้เรื่องราวเหล่านี้ อาจไม่แปลกใจว่าเหตุใดความสัมพันธ์ของสองประเทศจึงเดินทางมาถึงจุดที่เป็นอยู่

ทั้งหมดนี้ถูกบันทึกและขยายความไว้ใน หนังสือไฮไลต์ชุด ‘ร่วมราก ต่างรัฐ’ ที่สำนักพิมพ์มติชนเปิดตัวครั้งแรกในงานนี้

คำตอบไม่ได้มีเพียงแค่แง่เดียว ถูกคลี่ผ่าน 3 เล่ม 3 มุม

‘ประวัติศาสตร์กัมพูชา A History of Cambodia’ (ฉบับปรับปรุงใหม่) เขียนโดย David Chandler แปลโดย พรรณงาม เง่าธรรมสาร, สดใส ขันติวรพงศ์, วงเดือน นาราสัจจ์ และ สฏฐภูมิ บุญมา

เพราะขัดแย้งจึงเป็นประวัติศาสตร์ ‘ไทย-กัมพูชา’ กับความสัมพันธ์หวานปนขม เขียนโดย ธิบดี บัวคำศรี

ชาติที่รัก ‘ไทย-กัมพูชา’ กับเส้นสมมติ โดย พวงทอง ภวัครพันธุ์

สั่งซื้อได้ที่ : https://linktr.ee/IRTCMTC