100 ปีราชบัณฑิตยสภา
50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ ‘พระองค์วรรณฯ’
ศัพท์บัญญัติ มรดกชาติ ในยุคปัญญาประดิษฐ์
ร้อยปีของราชบัณฑิตยสภา
หากจะนับเรื่องราวภารกิจที่ทอดผ่านวันเวลา ก็คงยาวไกลเกินกว่าจะจบลงในหนึ่งวัน
จาก ‘รากของภาษาไทย’ สู่โลกที่เปลี่ยนผ่านด้วยปัญญาประดิษฐ์ เบื้องหลัง ‘คำศัพท์’ ที่ราชบัณฑิตเคยบัญญัติกำลังถูกท้าทายถาโถมไปด้วย ‘ถ้อยคำใหม่’ ในยุคสมัยของนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง
งานประชุมวิชาการครั้งยิ่งใหญ่ ‘ราชบัณฑิตยสภา ปัจจุบันและอนาคต : ปัญญา คุณธรรม และเทคโนโลยี’ ที่ผ่านพ้นมานี้ จึงเป็นทั้งห้วงหวนมอง และจังหวะแห่งการก้าวต่อ
5 กันยายน ในโอกาสเฉลิมฉลองครบ 100 ปี ราชบัณฑิตยสภา และวาระ 50 ปีแห่งการสิ้นพระชนม์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ‘พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์’ อดีตนายกราชบัณฑิตยสถาน ห้องประชุมบอลรูม 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ห้อมล้อมไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และนักวิชาการจากหลายศาสตร์ ไม่เพียงเพื่อร่วมน้อมรำลึกถึงพระเกียรติประวัติ และสานต่อพระกรณียกิจอันทรงคุณค่า
ด้วยการเปิดพื้นที่ทางปัญญา ผสานภาคส่วนต่างๆ ร่วมระดมความเห็นและจัดทำเป็น ‘สมุดปกขาว’ เสนอต่อรัฐบาลไทย เพื่อพิชิตเป้าหมายประการสำคัญคือ การเปลี่ยนความรู้ ให้เกิด ‘การเปลี่ยนแปลง’
พร้อมประกาศต่อสาธารณะถึงการเตรียมทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ นั่นคือการเปลี่ยนบทบาทราชบัณฑิตยสภา ให้พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและ AI ด้วยการพัฒนา ‘คลังความรู้ของชาติ’ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึง รวดเร็ว และนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้อย่างง่ายดาย
ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นสักขีพยาน อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก Prof. Luisa Migliorati, President of the Union Academique Internationale (UAI) เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและบรรยายพิเศษในหัวข้อ Rome: Architecture and Urban Planning from Caesar to Augustus
ตลอดการจัดงานระหว่าง 4-6 กันยายน มากล้นไปด้วยข้อมูลที่คลี่คลายหลายแง่มุมภาษา อันมีผลต่อการพัฒนาอัตลักษณ์ของชาติในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น ‘การอภิวัฒน์ระบบราชการไทย’ โดย ดร.วิรไท สันติประภพ, ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ พร้อมด้วยเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสาขา ร่วมอภิปราย อัพเดตองค์ความรู้ใหม่ๆ กันอย่างคับคั่ง ในหัวข้อที่หลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็น ‘ธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ, การเรียนรู้การศึกษาและการพัฒนาคน, ภาษาและวรรณคดีไทย : ปัจจุบันสู่อนาคต, อัตลักษณ์ไทยในยุคโลกาภิวัตน์, วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี’ ตลอดจนการบรรยายพิเศษทัศนะเกี่ยวกับศัพท์ภาษาไทย : รอบรู้ รัดกุม ลุ่มลึก เป็นต้น
นอกจากเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างสมาชิกทั้ง 3 ของราชบัณฑิต ได้แก่ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง สำนักวิทยาศาสตร์ และสำนักศิลปกรรม การจัดงานยังมุ่งเน้นการ ‘สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับนักปราชญ์ต่างประเทศ’ เพื่อเผยแพร่ผลงานหนึ่งในสมบัติของไทยให้ประจักษ์สู่แวดวงวิชาการนานาชาติ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา พร้อมด้วย ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ทายาทพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากรฯ ต้อนรับผู้ร่วมงานด้วยไมตรีจิต
บทสนทนาทอดยาวจากความทรงจำถึงอนาคต ด้วยรักแท้ในภาษาจวบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต คาบเกี่ยวถึงคำถามของภารกิจเดิมที่ต้องวิวัฒน์ ภาษาไทยจะไปต่ออย่างไรในโลกที่วิทยาการและเทคโนโลยีกำลังรุดหน้า?
เสียงหนึ่งจากผู้ทำหน้าที่นำพาราชบัณฑิตยสภาเดินไปข้างหน้า อีกเสียงจากทายาทของพระบิดาแห่งการวางรากฐานบัญญัติศัพท์
ต่อไปนี้คือถ้อยคำที่ตอกย้ำ ทั้งอัจฉริยภาพของพระองค์วรรณฯ และศักยภาพของภาษาไทย ที่ทั้งกลมกลืน ลื่นไหล และสอดรับกับความเป็นสากล
ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร
ทายาทพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากรฯ
ก่อนอื่น ดิฉันขอขอบคุณท่านนายกราชบัณฑิตยสภา ที่ได้กล่าวถวายพระเกียรติคุณผลงานของท่านพ่อ รำลึกถึงวันสิ้นพระชนม์ของท่าน ซึ่งตรงกับวันนี้พอดี ดิฉันรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมากที่ท่านนายกและราชบัณทิตยสภายังคงรำลึกถึงท่านพ่อตลอด 50 ปีที่แล้วมานี้ จึงขอถือโอกาสนี้ขอบคุณคณะกรรมการราชบัณฑิตยสภา ผู้บริหารและผู้แทนทุกท่าน ตลอดจนท่านผู้มีเกียรติและผู้เข้าร่วมในการประชุมในวันนี้
ในนามทายาทของท่านพ่อ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสให้มาร่วมกล่าวต้อนรับทุกท่านในวันสำคัญนี้ ดิฉันขอกล่าวต้อนรับทุกท่านด้วยคำที่ท่านพ่อได้ทรงคิด และใช้เป็นประจำคือ

‘ขอต้อนรับด้วยน้ำใจไมตรีจากใจจริง’
ด้วยความมุ่งมั่นและใส่พระทัยในการทรงงานด้านนี้ ท่านพ่อทรงมีความรักในงานนี้ตลอดพระชนม์ชีพ และท่านทรงได้รับตำแหน่ง เป็น ‘นายกราชบัณฑิตยสภา รุ่นแรก’ และกลับมาทรงงานในตำแหน่งนี้จนกระทั่งวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ
ท่านได้ไปร่วมประชุมที่ราชบัณฑิตยสภา หลังจากนั้นทรงประชวรที่ห้องประชุมมีการนำท่านเข้าโรงพยาบาล หลังจากนั้นไม่นานท่านก็สิ้นพระชนม์ แสดงว่าพระทัยท่านนั้นอยู่กับราชบัณฑิตยสภาจนวาระสุดท้าย
ในวันประสูติครบ 125 ชันษา ราชบัณฑิตยสภา ได้เสนอให้พระองค์ท่านเป็น ‘พระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์’ นับเป็นการรำลึกถึงพระองค์ท่านด้วยเกียรติสูงสุด
ในวันนี้ ราชบัณฑิตยสภา ยังสืบต่อการถวายพระเกียรติคุณ โดยจัดให้มีการบรรยายพิเศษและเสวนาทางวิชาการ โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ เกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านภาษาและการบัญญัติศัพท์ อันเป็นการเผยแพร่ผลงานของท่านพ่อ และสืบสานมรดกทางวิชาการให้แก่คนรุ่นใหม่
ดิฉันขอแสดงความชื่นชมและขอขอบคุณทุกท่าน ตลอดจนท่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมกันจัดงานในวันนี้ ถึงแม้ท่านได้ทรงจากไป 50 ปีแล้ว แต่หากมีญาณวิถีใดที่ท่านพ่อทรงทราบได้ คงทรงปลื้มปีติ และทรงเป็นแรงบันดาลใจให้ราชบัณฑิตยสภา ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 2 ด้วยความเจริญก้าวหน้า ในการรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าของภาษาไทย และวรรณคดีไทย
เพื่อสืบสานพระปณิธาน ในยุคของความเปลี่ยนแปลงทางวิทยาการ โดยมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ และปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาท
ดิฉันขออำนวยพรให้การจัดงานประชุมวิชาการและงานรำลึกถึงพระเกียรติคุณท่านพ่อในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ทุกประการ ก่อให้เกิดองค์ความรู้ แรงบันดาลใจใหม่ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อวงการวิชาการ ภาษา และสังคมสืบไป
ดังคำกล่าวที่ท่านพ่อทรงรับสั่งอยู่เสมอว่า
“ขอให้เรารักภาษาไทย รักวรรณคดีไทย รักโดยชอบ รักโดยรู้ และรักโดยรัก”
ศ.เกียรติคุณ นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล
นายกราชบัณฑิตยสภา
วันนี้เป็นวันที่มีความหมายอย่างยิ่งของวงวิชาการ และของราชบัณฑิตยสภา เพราะวันที่ 5 กันยายน พุทธศักราช 2569 เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ ปีที่ 50 ของพระองค์เจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
ในวันนี้เราไม่ได้มาพบกันเพียงเพื่อรำลึกถึงพระองค์ในฐานะ ‘บุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย’ หากแต่เพื่อย้อนมองสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้ และถามตนเองว่า เราจะนำมรดกทางปัญญาที่พระองค์ทรงฝากไว้ ไปสร้างอนาคตของประเทศได้อย่างไร?

ในนามของราชบัณฑิตยสภา ผมมีความยินดียิ่งที่ได้ต้อนรับท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร พระธิดา และสมาชิกของราชสกุลวรวรรณทุกท่านด้วยความเคารพยิ่ง การที่ท่านได้มาร่วมงานในวันนี้ มิเพียงเป็นการให้เกียรติการประชุม หากยังเป็นเสมือนสะพานที่เชื่อม ‘อดีตกับปัจจุบัน’ และ ‘ปัจจุบันกับอนาคต’
พระองค์วรรณฯ ทรงเป็นบุคคลสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาของประเทศไทย ทรงเป็นทั้งนักปราชญ์ นักการทูต นักภาษา นักเขียน และนักวิชาการผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล แต่หากเราจะหาคำคำหนึ่งเพื่อมาอธิบายพระองค์ท่าน ผมว่าคำที่เหมาะสมที่สุดคือ ‘ปัญญา’
พระองค์ทรงเป็นราชบัณฑิตรุ่นแรก และทรงดำรงตำแหน่ง นายกราชบัณฑิตยสถาน ระหว่าง พ.ศ.2477-2490 และ พ.ศ.2512-2518
ทรงมีบทบาทสำคัญใน ‘การบัญญัติศัพท์’ จากคำภาษาต่างประเทศให้เป็นภาษาไทย ศัพท์บัญญัติที่ทรงคิดและยังนิยมใช้ในปัจจุบันมีจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น ‘ราชอาณาจักร โทรทัศน์ รัฐธรรมนูญ วัฒนธรรม ธนาคาร อุตสาหกรรม ทฤษฎี’
อย่างไรก็ดี พระองค์ทรงตระหนักอย่างดีว่า ‘ภาษามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา’ ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่ว่า
‘ภาษาไทยกำลังขยายตัว ฉะนั้นจะหวังว่าให้คำต่างๆ ที่นำมาหรือที่ออกแบบมา จะมีการใช้ หรือมีความหมายแน่นอนตายตัวไม่ได้ จะต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แล้วดูว่าคำไหนติด คำไหนไม่ติดอย่างไร คำที่ไม่ติดก็จะตายไปเอง ส่วนคำที่ติดก็จะนำมาใช้กันต่อ แล้วก็เก็บไว้ในพจนานุกรม โดยให้นิยาม ความหมายไว้ด้วย’
คุณูปการของพระองค์ต่อราชบัณฑิตยสภา นอกเหนือจากการบัญญัติศัพท์แล้ว ยังมีเรื่องสำคัญอื่นๆ อีกเช่น ‘การชำระปทานุกรม’ ของกระทรวงธรรมการ เพื่อจัดพิมพ์พจนานุกรมฉบับแรก ‘พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2493’
พระปรีชาสามารถ มิได้จำกัดอยู่ในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง หากแต่เป็นการเชื่อมโยงภาษา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การต่างประเทศ และความรู้สมัยใหม่เข้าด้วยกัน ทรงแสดงให้เห็นว่า ‘ความเป็นไทย กับความเป็นสากล มิได้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน’ ตรงกันข้ามไทยจะสามารถยืนอยู่บนประชาคมโลกได้อย่างสง่างาม ก็ต่อเมื่อเรามีความเข้าใจในรากเหง้าของตนเอง และในขณะเดียวกันก็สามารถเรียนรู้ในประชาคมโลกได้
โลกที่พระองค์วรรณฯ ทรงดำเนินชีวิตและทรงสร้างผลงานนั้น เป็นโลกที่ ‘ความรู้’ ต้องอาศัยการอ่าน การค้นคว้า การจดจำ การเดินทาง และการพบปะกับบุคคล ในวันนี้โลกได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากและรวดเร็ว โลกกำลังเข้าสู่ ‘ยุคปัญญาประดิษฐ์’ หรือ AI เราสามารถเข้าถึงและประมวลความรู้ในจำนวนมหาศาล ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
AI สามารถแปลภาษา วิเคราะห์เอกสาร สรุปองค์ความรู้ สร้างข้อความ ภาพและเสียง และกำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์เรียนรู้ ทำงาน และสื่อสารกัน คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า AI จะฉลาดกว่ามนุษย์หรือไม่ แต่คำถามที่สำคัญมากกว่านั้นคือ ‘เมื่อ AI มีความสามารถมากขึ้น มนุษย์จะใช้ปัญญาของตนเองอย่างไร’ และตรงนี้เองที่เจตนารมณ์ของพระองค์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทรงไม่ได้เป็นเพียงผู้สะสมความรู้ แต่ทรงเป็นผู้เชื่อมโยงความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจ
ในยุคที่ AI กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมากนี้ เราต้องก้าวจาก ‘สังคมแห่งการเรียนรู้’ ไปสู่ ‘สังคมแห่งปัญญา’
จากสังคมที่มีข้อมูลมาก ไปสู่ ‘สังคมที่รู้ว่าข้อมูลนี้จริงหรือไม่จริง’ ควรเชื่อหรือไม่ ความรู้นั้นเป็นไปเพื่ออะไร และสมควรจะใช้ด้วยคุณธรรมอย่างไร
การประชุมครั้งนี้ มิใช่เพียงรำลึกถึงพระองค์วรรณฯเพียงอย่างเดียว หากเป็นการนำเอาอดีตมาสนทนากับอนาคต เราได้เชิญนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขามาร่วมกันทบทวนและต่อยอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับพระองค์วรรณฯ ไม่เพียงเพื่อตอบคำถามว่า พระองค์ทรงทำอะไรไว้ แต่ที่ต้องการก้าวไปอีกขั้นหนึ่งคือว่า สิ่งที่พระองค์ทรงทำไว้ บอกอะไรกับประเทศไทยในวันนี้ และให้อะไรแก่ประเทศไทยในวันข้างหน้า
ผมเชื่อว่าการระลึกถึงบุคคลสำคัญที่ดีที่สุด ไม่ใช่การมองกลับไปเห็น หรือชื่นชมอดีตเพียงอย่างเดียว ต้องถามว่า เราจะทำให้สิ่งที่ท่านสร้างไว้ มีชีวิตต่อไปได้อย่างไร
ปณิธานของพระองค์วรรณฯ ในอีก 100 ปีข้างหน้า คือ การรักษาแก่นของเจตนารมณ์ และนำแก่นนั้นมาเพื่อสร้างสิ่งใหม่ให้เหมาะสมกับโลกใหม่
ผมเห็นว่าอย่างน้อยมี 3 ประการ ที่เราจะต้องสืบสานต่อ
ประการที่ 1 สืบสานความเป็นเลิศทางปัญญา
พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า ประเทศขนาดเล็กอย่างประเทศไทย สามารถมีบทบาทในเวทีโลกได้ หากมีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถและมีความคิดที่ก้าวไกล โดยเฉพาะในยุค AI ที่เราจะต้องสร้างคน ที่มากกว่ารู้ ต้องเป็นคนที่ ‘คิดเป็น’ วิเคราะห์เป็น และสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้
ประการที่ 2 สืบสานความเป็นไทยที่เปิดกว้างกับโลก
พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างของการนำความรู้และภูมิปัญญาไทยออกไปสู่เวทีสากล และนำความรู้จากโลก กลับมาเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทย
เราต้องมีรากที่มั่นคงและมีปีกที่กว้างไกล รู้จักตัวตนของเรา แต่ไม่ปิดตัวเองจากโลก
เราต้องอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรมไทย แต่ก็สามารถที่จะสื่อสารกับโลกได้ด้วยภาษาของโลก
ประการที่ 3 การสืบสานการให้ปัญญาควบคู่กับคุณธรรม
ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในยุคนี้ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ อาจตอบคำถามได้รวดเร็ว แต่ไม่สามารถตัดสินใจแทนมนุษย์ได้ ปัญญาประดิษฐ์บอกไม่ได้ว่าอะไรถูกหรือผิด อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ และอะไรจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติหรือไม่ ดังนั้นในยุคที่เทคโนโลยีฉลาดขึ้นอย่างรวดเร็ว เราจำเป็นที่ต้องทำให้ ‘คุณธรรมของมนุษย์’ เติบโตไปพร้อมกับความสามารถของเทคโนโลยีด้วย
ผมขอให้การประชุมครั้งนี้เป็นทั้งการแสดงความกตัญญูต่ออดีต การแลกเปลี่ยนปัญญาในปัจจุบัน และการร่วมกันออกแบบอนาคต
ขอให้พระเกียรติคุณและพระปรีชาสามารถของพระองค์วรรณฯนั้น เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่รักการเรียนรู้ กล้าคิด กล้าสร้างสรรค์ และใช้ปัญญาเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และขอให้สิ่งที่เกิดขึ้นจากการประชุมในวันนี้ไม่จบลงเมื่อการประชุมสิ้นสุด
ขอให้กลายเป็นองค์ความรู้ใหม่ งานวิจัยใหม่ และแรงบันดาลใจใหม่ เพื่อสืบสานพระปณิธานของพระองค์วรรณฯ ให้ดำรงอยู่ตลอดไป
อธิษฐาน จันทร์กลม – เรื่อง
พัทรยุทธ ฟักผล – ภาพ

