หน้าแรก ประชาชื่น กว่าจะเป็น‘มู...

กว่าจะเป็น‘มูลนิธิโครงการตำราฯ’ 60 ปี ร่วมสร้างสังคมไทย ชวน ถก ถาม เถียง ‘ผลิตความรู้ใหม่’

15.09.26 | 12:31 น.

อเป็น 1 วันที่วงวิชาการด้านประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรมมารวมตัวกันทุกเจเนอเรชั่น นั่นคือ ‘งานครบรอบ 60 ปี มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์’ 


ผลิตซ้ำตำราหายาก แปลผลงานสำคัญให้คนไทยได้อ่านได้เรียน สร้างความรู้ใหม่เพื่อพัฒนาสังคมไทยอย่างไม่หยุดยั้ง 

11 กันยายนที่ผ่านมา ห้องประชุมริมน้ำ รั้วธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แน่นขนัด เมื่อคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และสำนักพิมพ์มติชน ร่วมกันจัดงานดังกล่าวขึ้น โดยไม่ใช่เป็นเพียงการย้อนรำลึก แต่ยังมีการเปิดตัวเว็บไซต์ใหม่ พร้อม E-book ของมูลนิธิโครงการตำราฯ ทุกเล่มให้โหลดอ่านฟรี 

วงวิชาการแน่นห้องริมน้ำ รั้วแม่โดม ท่าพระจันทร์ ร่วมงานครบรอบ 60 ปี
มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังจัดวงเสวนาเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ ‘From Japan to Arabia: Ayutthaya’s Maritime Relations with Asia, 1999’ ฉบับภาษาไทย ในชื่อ ‘ใต้ลมทะเลเอเชีย อยุธยาบนเส้นทางจากญี่ปุ่นสู่อาระเบีย’ โดย ผศ.ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล อาจารย์ประจำสาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สุนิติ จุฑามาศ นักวิจัยประจําศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร องค์การมหาชน, สฏฐภูมิ บุญมา อาจารย์พิเศษ สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ มีสันฐาน ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา

Advertisement

6 ทศวรรษ ร่วมสร้างสังคมไทย

‘ผลิตความรู้ใหม่’ ส่งต่ออย่างมีรากฐาน

งานนี้ เปิดงานอย่างเป็นทางการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริรัตน์ ณ ระนอง คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมองว่า 60 ปี ไม่ได้เป็นเพียงระยะเวลาที่มีเรื่องราวต่างๆ มากมาย แต่เป็น 60 ปี ที่มีหนังสือจำนวนมากที่ได้เดินทางผ่านยุคผ่านสมัย หนังสือเหล่านั้นไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่เก็บรักษาความรู้ แต่มีส่วนในการสร้างนักศึกษา สร้างคน สร้างนักวิชาการ สร้างเรื่องราว สร้างสังคมไทยขึ้นมา 

“นับตั้งแต่มูลนิธิโครงการตำรานี้ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2509 ได้ทำหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งในการเผยแพร่หนังสือให้กับสังคมไทย เพื่อให้เข้าใจตนเอง เข้าใจเพื่อนบ้าน เข้าใจโลกอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

ภารกิจดังกล่าวของมูลนิธิได้สะท้อนเจตนารมณ์ท่านศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ซึ่งมีความเชื่อมั่นในคุณค่าของการศึกษาและพลังของความรู้ที่มีต่อการพัฒนาสังคม คำว่า ตำรา ในชื่อของมูลนิธิ จึงมีความหมายมากกว่าหนังสือที่ใช้ประกอบการเรียน แต่เป็นพื้นที่ที่มีการพัฒนาองค์ความรู้ มีการรวบรวม ตรวจสอบเรียบเรียงและส่งต่ออย่างเป็นระบบ ทำให้ศาสตร์แขนงใดแขนงหนึ่ง สามารถเติบโตและส่งต่อจากรุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างมีรากฐาน และมีประเด็นต่อเพื่อการตั้งคำถาม ถกเถียง ผลิตความรู้ใหม่” ผศ.ดร.ศิริรัตน์กล่าว

สมาคมสังคมศาสตร์ฯ

จุดเริ่มต้น ‘สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย’

จากนั้น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ‘ส.ศิวรักษ์’ ปัญญาชนสยาม กล่าวปาฐกถาพิเศษ ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับ มนธ.โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์’ โดยย้อนเล่ารายละเอียดอย่างลึกซึ้งและเชื่อมโยงบริบทของยุคสมัยว่า การอุดมศึกษาของไทยเกิดก่อนโครงการตำราฯ ไม่นานนัก คนที่สนใจอยากให้เมืองไทยมีมหาวิทยาลัยนั้น คนสำคัญคนหนึ่ง คือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ซึ่งตัวท่านเองไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ เรียนเพียงโรงเรียนฝึกหัดครู แต่ท่านเห็นว่าเมืองไทยจะศิวิไลซ์ต้องมีมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยในเมืองไทยในอดีต เป็นการเรียนต่อยอดจากประถมและมัธยมศึกษา ถึงอุดมศึกษา การเรียนการสอนยังเป็นแบบเดิมๆ

‘สุลักษณ์ ศิวรักษ์’ ปาฐกถา

“ครูบาอาจารย์ก็จดเข้าไป ไม่มีการตีพิมพ์ ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ตีพิมพ์หนังสือแล้ว คนชั้นหลังก็ไม่กล้าตีพิมพ์อะไรที่คัดค้านผู้ใหญ่… การพิมพ์หนังสือในเมืองไทย ที่เป็นวิชาความรู้ขัดกับชนชั้นปกครองถือว่าอันตราย ผิดกับสหรัฐอเมริกา ที่อเมริกา แม้สอนหนังสือดีอย่างไรก็ตาม ถ้าคุณไม่พิมพ์ตำราออกมาเป็นที่ยอมรับ คุณก็ไม่ได้ตำแหน่งอาจารย์ประจำ ผิดกับเมืองไทย” ส.ศิวรักษ์อธิบาย ก่อนเล่าต่อไปว่า สมัยสงครามเวียดนาม ไทยอยู่ใต้อเมริกันเต็มที่ เพราะฉะนั้นอเมริกันก็อยากให้ไทยเป็นอย่างอเมริกัน จึงต้องมีตำรา 

“แล้วจะทำอย่างไร อเมริกันก็หาเงินมาให้ และเมืองไทยนั้น อเมริกันก็ให้ทหารมาตลอด… ทีนี้ พ.ศ.2500 อเมริกันไม่รู้ว่าจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือจอมพล ป. พิบูลสงคราม จะขึ้น ไม่รู้จะให้ทหารฝ่ายไหน จึงเปลี่ยนมาให้ทางวิชาการ เพราะเมืองไทยไม่มีสมาคมวิชาการเลย สมาคมวิชาการมีสมาคมเดียวคือ สยามสมาคม ซึ่งฝรั่งตั้ง และไม่ได้ต้องการวิชาการลึกซึ้ง อเมริกันก็เสนอให้ตั้งสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นสมาคมวิชาการสมาคมแรก” 

ปัญญาชนสยามอธิบายเพิ่มเติมว่า สมาคมสังคมศาสตร์ เป็นจุดเริ่มต้นสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นอเมริกันจึงเชิญกรรมการจากทุกมหาวิทยาลัยในการผลิตตำราเรียน อาทิ นายธนิต อยู่โพธิ์ ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยศิลปากร (ชื่อตำแหน่งในยุคนั้น) และศาสตราจารย์รอง ศยามานนท์ คณบดีคนแรกของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นกรรมการตั้งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย 

อย่างไรก็ตาม คนไทยในเวลานั้น ไม่เข้าใจว่า ‘โรงพิมพ์’ กับ ‘สำนักพิมพ์’ ต่างกัน ต่อมา มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาให้คำแนะนำเรื่องสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเคนเนดี ประธานาธิบดีสหรัฐในขณะนั้นมีความหวังมากในเรื่องการแพร่อิทธิพลอเมริกัน ส่วนเอกอัครราชทูตสหรัฐในเวลานั้นเป็นคนหัวก้าวหน้ามาก และอุดหนุนให้คนไทยเจริญก้าวหน้าอย่างอเมริกัน ตอนนั้นตนเพิ่งกลับมาจากเมืองนอกใหม่ๆ ว่างงานอยู่ เลยได้รับการว่าจ้างให้มาทำงานในการตั้งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย 

“พูดอย่างไม่เกรงใจ ก็ไม่มีใครเขาอยากเป็น เพราะถ้ารับราชการ ได้เงินเดือน ได้บำนาญ นี่จ้างแล้วจะถูกไล่ออกเมื่อไหร่ก็ได้ ทีนี้ผมไม่อยากรับราชการก็เลยทำ ตั้งสิ่งที่เรียกว่าสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย”
สุลักษณ์กล่าว

กว่าจะเป็น ‘โครงการตำราฯ’

เมื่อบ้านเมืองดีขึ้น ถึงจดทะเบียนเป็น ‘มูลนิธิ’

จากนั้น สุลักษณ์ขออธิบายเพิ่มเติมว่า คนไทยเขียนหนังสือ แต่งตำรายาก ฝึกให้หัดเขียนบทความสั้นๆ แปลอะไรต่างๆ ออกวารสารให้คนเหล่านี้เริ่มฝึกอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ อย่างไรก็ตาม เวลานั้นออกอะไรไม่ได้ ช่วง 2500 เผด็จการคุมหมด แต่สมาคมสังคมศาสตร์ พระองค์วรรณฯ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ทรงเป็นนายกสมาคมและเป็นรองนายกรัฐมนตรี ตนจึงขอให้พระองค์วรรณฯ ทรงเป็นเจ้าของ 

“ท่านเป็นรองนายกฯ ท่านคงพูดกับอธิบดีตำรวจได้ง่ายเพื่อขอพิเศษ และที่ประชุมก็ให้ผมดำเนินการ ผมเห็นว่าพระองค์วรรณฯ ท่านชอบตั้งชื่อนู้นชื่อนี้ (ยิ้ม) ผมเลยบอกว่าเพื่อความสำเร็จ ขอให้พระองค์วรรณฯตั้งชื่อหนังสือ ท่านก็ตั้งว่า สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ภาษาอังกฤษว่า Social Science Review” 

ปัญญาชนสยามเล่าด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ตนถูกกล่าวหาว่าใช้เวลากับนิสิตนักศึกษามากเกินไป ไม่ได้ผลิตหนังสือเท่าที่ควร โดยผู้ที่โจมตีนั้นส่วนใหญ่อยู่ธรรมศาสตร์ทั้งสิ้น 

“3 คน บอกว่าสุลักษณ์ทำงานไม่ได้เรื่อง ก็ไปขอเงินมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์แน่นอนว่าต้องเอาชื่อศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้นำ ตอนนั้นท่านเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ท่านก็ยอม มูลนิธิบอกว่าได้ แต่ต้องเอาสุลักษณ์มาเป็นกรรมการด้วย พวกนี้จึงไม่มีทางเลือก ต้องเอาผมมาร่วมด้วย นี่ผมเล่าความเป็นมา… แต่ขณะนั้นการตั้งสมาคมหรือมูลนิธิ ทำไม่ได้ จึงไปขออาจารย์ป๋วยให้ตั้งเป็นโครงการตำราฯ อยู่ภายใต้สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย 

อาจารย์ป๋วยก็ตกลง พระองค์วรรณฯก็ตกลง ทีหลังแล้วเมื่อบ้านเมืองดีขึ้น ใจกว้างมากขึ้น ถึงมาจดทะเบียนเป็นมูลนิธิต่างหากออกมา” 

วงเสวนาเปิดตัว ‘ใต้ลมทะเลเอเชีย อยุธยาบนเส้นทางจากญี่ปุ่นสู่อาระเบีย’

เล่าลึก เหตุการณ์เกี่ยวเนื่อง

‘ศ.ดร.ป๋วย พระองค์วรรณฯ เจ้าคุณประยุทธ์’

สู่เล่ม ‘วิเศษสุด’ ที่ไทยเคยมี

อีกหนึ่งประเด็นไฮไลต์ในปาฐกถาดังกล่าว คือ ที่มาของหนังสือ ‘พุทธธรรม’ ซึ่งจัดพิมพ์โดยโครงการตำราฯ ก่อนจะขยายเป็นหนังสือที่ได้รับการยกย่องและเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ตีพิมพ์มาแล้วหลายภาษา และหลายสิบครั้ง 

“สิ่งหนึ่งซึ่งผมอยากจะเรียนว่า มูลนิธิโครงการตำราโดยเฉพาะอาจารย์ป๋วย ซึ่งเป็นคนมีความคิดก้าวหน้า ก้าวไกล และมองแบบไทยๆ เป็นคนกตัญญู รู้คุณคน เมื่อพระองค์วรรณฯ พระชนมายุ 80 อาจารย์ป๋วยมาปรึกษา ตั้งผมเป็นเลขาฯ ตกลงจะพิมพ์หนังสือวิชาการต่างๆ ทางสังคมศาสตร์โดยเลือกจากอาจารย์ทั้งหมดที่มีอยู่ และลงคะแนนกัน วิชาละ 3 คน ผมเลยบอกอาจารย์ป๋วยว่า ไหนๆ จะทำหนังสือเล่มนี้ถวายท่าน ควรใช้ชื่อท่านเป็นชื่อหนังสือ วรรณไวทยากร เพราะแปลว่าบ่อเกิดทางวิชาการ อาจารย์ป๋วยบอกให้ไปขออนุมัติท่านเสียก่อน ท่านก็อนุมัติ” สุลักษณ์กล่าว

จากนั้น เล่าต่อไปถึงการเลือกบุคคลที่ดีที่สุด เพื่อปาฐกถาในวันคล้ายวันประสูติพระองค์วรรณฯ 

“ผลคือ พระมหาประยุทธ์ ปยุตฺโต (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ.ปยุตฺโต) ซึ่งปีนั้นได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะสามัญ เขียนเรื่องพุทธธรรม ตนเสนอว่าเรื่องนี้ดีที่สุด แล้วทำแบบโบราณ กล่าวคือ วันประสูติเจ้านาย จะมีพระธรรมเทศนา เรียกว่า ‘มงคลวิเศษกถา’ จึงเกิดปาฐกถาพุทธธรรมขึ้น และหนังสือเล่มนี้ ต่อมาเจ้าคุณประยุทธ์ขยายจนเป็นหนังสือที่ดีที่สุดที่เมืองไทยเคยผลิตมาตั้งแต่ตั้งประเทศสยาม มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่น เป็นหนังสือที่วิเศษที่สุดซึ่งโครงการตำราได้ทำถวายพระองค์วรรณฯ และเราได้นักปราชญ์ร่วมสมัยที่ดีที่สุด” ปัญญาชนสยามทิ้งท้าย 

คำต่อคำ ‘จดหมาย ป๋วย อึ๊งภากรณ์’

3 เดือน ก่อนเป็นเหยื่อ ‘อาชญากรรมรัฐไทย’

ต่อมา ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานมูลนิธิโครงการตำราฯ อ่านเนื้อหาจากเอกสารที่ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯในขณะนั้น เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2519 ความดังนี้

‘โครงการตำราสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2509 ด้วยความร่วมแรงร่วมใจกันเองเป็นส่วนบุคคลในหมู่ผู้มีความรักในภารกิจบริหารการศึกษาจากสถาบันต่างๆ เมื่อเริ่มดำเนินงานโครงการตำราฯ มีฐานะเป็นหน่วยหนึ่งของสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย โดยได้รับความร่วมมือทางทุนทรัพย์จากมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ เพื่อใช้จ่ายในการดำเนินงานชั้นต้น เป้าหมายเบื้องแรกของโครงการตำราฯ คือ ส่งเสริมให้มีหนังสือตำราภาษาไทยที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ทั้งนี้ เพราะต่างเห็นพ้องต้องกันในระยะนั้นว่า คุณภาพของหนังสือตำราภาษาไทยในระดับอุดมศึกษาแขนงวิชาดังกล่าวยังไม่สูงพอ

ถ้าส่งเสริมให้มีหนังสือชนิดนี้เพิ่มมากขึ้น ย่อมมีส่วนช่วยยกระดับมาตรฐานการศึกษาในชั้นมหาวิทยาลัยโดยปริยาย อีกทั้งยังอาจหนุนช่วยการสร้างสรรค์ปัญญา ความคิดริเริ่มและความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและการเมืองโดยส่วนรวม พร้อมกันนี้โครงการตำราก็มีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะทำหน้าที่เป็นแหล่งชุมนุมงานเขียนของนักวิชาการต่างๆ ทั้งในและนอกสถาบัน เพื่อให้ผลงานวิชาการที่มีคุณภาพได้เป็นที่รู้จักและเผยแพร่ออกไปโดยทั่วถึง ทั้งในหมู่ผู้สอน ผู้เรียน และผู้สนใจงานวิชาการ 

การดำเนินงานของโครงการตำราฯ มุ่งขยายความเข้าใจและความร่วมมือของบรรดานักวิชาการออกไปในวงกว้างยิ่งขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านการกำหนดนโยบาย สร้างตำรา การเขียน การแปล และการใช้ตำรานั้น ซึ่งจะเป็นเครื่องส่งเสริมและกระชับความสัมพันธ์อันพึงปรารถนาตลอดจนความเข้าใจอันดีต่อกันในวงวิชาชีพ นโยบายพื้นฐานของโครงการตำราฯ คือส่งเสริมและเร่งรัดให้มีการจัดพิมพ์ตำราทุกประเภท ทั้งที่เป็นงานแปลโดยตรง งานแปลเรียบเรียง งานถอดความ งานรวบรวม งานแต่ง และงานวิจัย 

ในช่วงแรกๆ เราได้เน้นส่งเสริมงานแปลเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ได้ส่งเสริมให้มีงานจัดพิมพ์ตำราประเภทอื่นๆ ด้วย นับแต่ก่อตั้งโครงการตำราฯ มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ซึ่งบัดนี้สามารถแยกตัวออกมาบริหารและดำเนินการโดยอิสระจากสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย และด้วยความร่วมมืออย่างดีจากนักวิชาการหลายสถาบัน มูลนิธิโครงการตำราฯ สามารถส่งเสริม กลั่นกรอง ตรวจสอบและจัดพิมพ์หนังสือตำราภาษาไทยในระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ ตามเป้าหมาย เจตนารมณ์ และนโยบายได้ครบทุกประเภท และมีเนื้อหาครอบคลุมวิชาต่างๆ 8 สาขาต่างๆ ดังนี้ คือ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ปรัชญา จิตวิทยา ภาษาและวรรณคดี 

นอกจากนี้ เรายังมีโครงการผลิตตำราสาขาวิชาอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วย เช่น สาขาวิชาศิลปะ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นดำเนินงานและยังได้ขยายวงงานให้มีการแต่งตำราเป็นชุดต่อซึ่งมีเนื้อหาคาบเกี่ยวระหว่างหลายสาขาวิชา เช่น ชุดชีวิตและงานของบุคคลที่น่าสนใจดังที่ได้จัดพิมพ์เผยแพร่ไปแล้วบางเล่ม

ปัจจุบันโครงการตำราฯยังมีความมุ่งมั่นที่จะขยายงานของเราต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง แม้ว่าจะประสบอุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปสรรคด้านทุนรอน เพราะกิจการของเรา ไม่ใช่กิจการแสวงหาผลกำไร หากมุ่งประสงค์ให้นักศึกษาและประชาชนได้มีโอกาสซื้อหาหนังสือตำราในราคาย่อมเยาพอสมควร

กรรมการทุกสาขาของโครงการตำราฯ ยินดีน้อมรับคำแนะนำและคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อ่านทุกท่านและปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้ทุกท่านได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการตำราฯ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุน แนะนำอยู่ห่างๆ ช่วยแต่ง แปล เรียบเรียง หรือรวบรวมตำราวิชาต่างๆ ให้เรา หรือเข้ามาช่วยบริหาร และดำเนินงานร่วมกับเรา’ 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ กล่าวในตอนท้ายถึงเหตุการณ์ในอีก 3 เดือนต่อมาหลังการเขียนเอกสารฉบับนี้ นั่นคือ โศกนาฏกรรม 6 ตุลาคม 2519 ว่า ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วยตกเป็นเหยื่อของ ‘อาชญากรรมรัฐไทย’ ซึ่งกำลังจะครบรอบ 50 ปีในปีนี้ 

“สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการสังคมศาสตร์ปริทรรศน์ ต่อจากคุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ บอกว่า มูลนิธิโครงการตำราฯ คือ University Printing Press แห่งแรกของประเทศไทย ผ่านมาถึงวันนี้ที่เราฉลอง 60 ปี และอยู่ในช่วงของ 50 ปี 6 ตุลา 2519 ด้วย เพราะฉะนั้นอะไรหลายอย่างที่ท่านคิดว่าจะทำ ไม่อย่างนั้นจะคิดว่าเราไม่น่าปล่อยมันทิ้งไว้เลย” ประธานมูลนิธิโครงการตำราเล่า ก่อนยกประโยคทิ้งท้ายว่า

มีคำฝรั่งคำหนึ่งว่า Carpe diem แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Seize the day ทำเสียวันนี้ ไม่อย่างนั้นอาจจะไม่ได้ทำ 

พรหมพร เจริญกิจชัชวาล

ฑาฐิณี อุ่นเจริญ