คําถามเรียบง่าย ทว่า หาคำตอบไม่ง่ายและยากยิ่งกว่า เมื่อไปถึงปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตาม แผนยุทธศาสตร์ คือสิ่งที่ภาครัฐต้องพัฒนา โดยผ่านการระดมความเห็น รับฟังคอมเมนต์จากภาคส่วนต่างๆ
15 กันยายนที่ผ่านมา คณาจารย์ นักวิจัย และภาคีเครือข่ายภาคราชการ ภาคประชาสังคม องค์กรธุรกิจเอกชน รวมตัวครั้งใหญ่ ในการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลังสู้ชนะจน ครั้งที่ 3 สู่แผนชาติฉบับที่ 14” ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อการพัฒนาแผนแก้ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำแบบเบ็ดเสร็จและยั่งยืนเพื่อส่งต่อให้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ บรรจุใส่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ยกระดับสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประชาชน เพื่อประโยชน์สุขประชาชน โดยใช้ชุดความรู้จากงานวิจัยซึ่ง หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ หรือ บพท. ร่วมกับสถาบันวิชาการศึกษาค้นคว้าเป็นสารตั้งต้น

ระดมสมองหาข้อสรุปเป็นรูปธรรม
สู่แผนพัฒนาชาติ 2571-2575
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยว่า การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักต้องการระดมความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมสัมมนาที่มาจากหลายภาคส่วน ทั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณาจารย์นักวิจัยจากสถาบันวิชาการ 19 แห่งใน 20 จังหวัด องค์กรชุมชน องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรภาคธุรกิจ เพื่อหาข้อสรุปแนวทางมาตรการที่เป็นรูปธรรม สำหรับนำเสนอเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นแผนแม่บทในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในช่วงปี พ.ศ.2571-2575 โดยใช้ข้อมูลความรู้จากงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ซึ่ง บพท.ร่วมกับคณาจารย์นักวิจัย และสถาบันวิชาการดำเนินการอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 เป็นต้นมา ซึ่งมีข้อค้นพบครัวเรือนยากจนใน 20 จังหวัดยากจนสูงสุดของประเทศ จำนวน 303,444 ครัวเรือน จำนวนคนจน 1,243,449 คน เป็นฐานข้อมูลตั้งต้นในการระดมความคิดเห็น

“การจัดสัมมนาครั้งนี้ออกแบบให้สอดคล้องกับโครงสร้างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ของสภาพัฒน์ ประกอบด้วยกลุ่มย่อย 5 กลุ่ม คือ กลุ่มโครงสร้างเศรษฐกิจ กลุ่มการปฏิรูปภาครัฐ กลุ่มการยกระดับทุนมนุษย์ กลุ่มการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และกลุ่มการถ่ายทอดและลงทุนในงานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสกัดข้อมูลความรู้ ประสบการณ์ และความคิดเห็น จากทุกกลุ่ม หลอมรวมเป็นชุดข้อมูลเพื่อผลักดันเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 โดยมุ่งเน้นแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงในชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ” ดร.กิตติกล่าว
แผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 ฉบับแรกมุ่งพัฒนา ‘เชิงพื้นที่’
ตีโจทย์สำคัญ เกษตรกร-แรงงานนอกระบบ อยู่ตรงไหน?
สำหรับโจทย์สำคัญ ดร.กิตติเผยว่า มีหลายประเด็นที่คาดหวังอยากให้มีคำตอบให้ชัดเจนในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 ได้แก่ เกษตรกร 9 ล้านครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือแรงงานนอกระบบอีกหลายสิบล้านคน หรือครัวเรือนยากจน 20% ระดับล่างสุด และเศรษฐกิจฐานรากระดับชุมชน จะอยู่ตรงไหนของแผน และจะมีกลไกกระบวนการพัฒนาอย่างไร
“แนวทางสำคัญในการนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนยั่งยืน มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ ได้แก่ การพัฒนาทักษะการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ การพัฒนาทักษะการจัดการทางการเงิน และการสร้างเสริม
อุปนิสัยความพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย รวมทั้งควรต้องเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณให้เข้าถึงครัวเรือนยากจนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ” ดร.กิตติกล่าว

ด้าน เอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ข้อมูลจากการผสมผสานความรู้จากงานวิจัย ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมสัมมนา ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการนี้ จะถูกนำไปสังเคราะห์เข้าสู่แผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 ซึ่งจะเป็นแผนพัฒนาฯฉบับแรก ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ หรือ Area Base บนความสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ประชาชนในพื้นที่ แตกต่างไปจากแผนพัฒนาก่อนหน้านี้ที่เป็นการพัฒนาเชิงประเด็น หรือ Issue-based
“กระบวนการทำแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 จะมีความแตกต่างไปจากการทำแผนก่อนหน้านี้ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนหลายภาคส่วน หลายกลุ่มอาชีพ มีส่วนร่วมแสดงความเห็น เสนอแนะอย่างเต็มที่ เพื่อมุ่งเน้นให้แผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 เป็นแผนพัฒนาของประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ไม่ใช่แผนของสภาพัฒน์” เอ็นนูกล่าว
จาก ‘สงเคราะห์’ สู่ ‘เสริมศักยภาพ’
หัวใจคือเปลี่ยนวิธีคิด
ทั้งนี้ ฐานข้อมูลงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ 20 จังหวัดยากจนที่สุด ครอบคลุมทั่วทุกภาคของประเทศ ประกอบด้วย ปัตตานี อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน ชัยนาท สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ นราธิวาส อุบลราชธานี ลำปาง พัทลุง นครราชสีมา ร้อยเอ็ด พิษณุโลก เลย และยะลา
เอ็นนูอธิบายว่างานวิจัยดังกล่าวดำเนินการใน 20 จังหวัดที่มีปัญหาความยากจนที่สุด เพื่อพิสูจน์ว่าหากสามารถแก้โจทย์ที่ยากที่สุดได้สำเร็จ การขยายผลไปยังพื้นที่อื่นจะสามารถดำเนินการได้ง่ายขึ้น โดยเป้าหมายของการบรรจุองค์ความรู้และผลการดำเนินงานไว้ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 คือการเปิดทางให้อีกกว่า 50 จังหวัดที่เหลือนำโมเดลไปปรับใช้ร่วมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
“หากเราสามารถยกระดับคนจนกลุ่มใหญ่ที่ถูกทอดทิ้งมานาน ให้เข้าถึงโอกาสและทรัพยากรได้ ประเทศจะสามารถขยับตัวและเปลี่ยนผ่านได้อย่างจริงจัง” เอ็นดูกล่าว โดยมั่นใจว่าผลการดำเนินงานจาก 20 จังหวัด
จะสามารถขยายผลไปทั่วประเทศได้ โดยขณะนี้สภาพัฒน์กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วน และยังมีเวลาอีกเกือบ 1 ปีในการนำผลจากการปฏิบัติจริงมาประกอบการจัดทำแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 รวมถึงการออกแบบกลไกขยายผลไปยังอีกกว่า 50 จังหวัด เพื่อไม่ให้แต่ละพื้นที่ต้องลองผิดลองถูก
กรรมการสภาพัฒน์ย้ำว่า หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการ ‘สงเคราะห์’ สู่ ‘เสริมศักยภาพ’ เพื่อให้ประชาชนสามารถช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น
มองเห็นคุณค่าในตนเองมากขึ้นว่าเป็นหนึ่งในพลเมืองที่ย่อมมีส่วนในการพัฒนาประเทศชาติ

5 เสาหลัก
แผนพัฒนาฯฉบับที่ 14
กรอบแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 กำหนดให้มีการพัฒนาใน 5 ด้านหลักที่จำเป็นต่อการผลักดันการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ดังนี้
เสาหลักที่ 1 การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transform the Economy)
มุ่งเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคการผลิตเดิมที่มีศักยภาพ พร้อมทั้งยกระดับเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ พัฒนาระบบนิเวศที่สร้างแรงจูงใจและเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการปรับตัวของแรงงาน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ ตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ลดสัดส่วนของเศรษฐกิจนอกระบบ พัฒนา SMEs ให้มีโอกาสในการแข่งขันอย่างเป็นธรรม รวมถึงการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่สามารถแข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน
เสาหลักที่ 2 การปฏิรูปภาครัฐ (Reform the Public Sector)
ภาครัฐมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดกรอบกติกา นโยบาย แรงจูงใจ และกลไกสนับสนุนต่างๆ ที่มีผลต่อต้นทุนในการดำเนินธุรกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยในการปฏิรูปภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐทั้งในด้านของโครงสร้างและการบริหารจัดการ และวิธีการทำงานและวัฒนธรรมขององค์กร การปรับปรุงระเบียบ ขั้นตอนและกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ ตลอดจนการสร้างบทบาทใหม่ของรัฐให้เชื่อมโยงและสนับสนุน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อให้ภาครัฐสามารถเป็นกลไกหลักในการยกระดับผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เสาหลักที่ 3 การยกระดับทุนมนุษย์ (Upgrade Human Capital)
ส่งเสริมการมีจำนวนประชากรรองรับการพัฒนาประเทศ การปรับแนวคิดและรูปแบบการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ การปรับกลไกการพัฒนาทักษะแรงงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ ตลอดจนการวางรากฐานสวัสดิการที่มั่นคงเพื่อยกระดับผลิตภาพของทุนมนุษย์ให้เป็นพลังสำคัญของการพัฒนาประเทศ
เสาหลักที่ 4 การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Sustain Resources and the Environment)
ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นฐานในการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทั้งทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ การแก้ไขปัญหา PM2.5 การจัดการขยะและของเสีย และการใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ รวมถึงการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมไทย และการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
เสาหลักที่ 5 การถ่ายทอดและลงทุนในวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Transfer and Invest in Research, Technology and Innovation)
มุ่งให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการพัฒนาระบบนิเวศ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ครอบคลุมทั้งทางด้านกลไกและเครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจ การสร้างความร่วมมือ การใช้ประโยชน์และขยายผลจากการวิจัย โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ และกลไกทรัพย์สินทางปัญญาและระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

