เบื้องหลังอาณาจักร ‘ช่างชุ่ย’ โลกอีกใบของ…สมชัย ส่งวัฒนา

25.06.17 | 19:26 น.

เขาเป็นนักสะสมตัวยง…

ประตู หน้าต่าง สังกะสี ฯลฯ แม้กระทั่งเสาโรงเรียนประชาบาล ที่วันนี้มาปักอยู่ใกล้ๆ เครื่องบินปลดประจำการลำโต เป็นเสาไฟฟ้าที่ “ช่างชุ่ย” ในอารมณ์ที่หลายคนมองแล้วหัวจิตหัวใจมันวาบ เพราะอดคิดถึงบ้านที่ต่างจังหวัดไม่ได้

“ที่นี่เป็นการเรียงร้อยอดีตกับปัจจุบัน ผมเชื่อว่าเรื่องอดีตมันคืออนาคต เรื่องอนาคตจริงๆ มันไม่มีหรอก เพียงแต่ว่าเราจะบอกเล่า จะสร้างเรื่องราวกับมันอย่างไร…”

สมชัย ส่งวัฒนา หรือ “คุณลิ้ม” ผู้ก่อตั้ง Flynow แบรนด์เสื้อผ้าไทยที่ไปสร้างชื่อในต่างแดน เล่าให้ฟังในท่าทีสบายๆ ภายใน “ชุ่ยสโมสร” สำนักงานของ “ช่างชุ่ย” พื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่บนเนื้อที่ 11 ไร่ ถนนสิรินธร ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

จนถึงวันนี้น่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยได้เข้าไปสัมผัสดินแดนอันไร้ขีดจำกัด สถานที่ซึ่งกำลังเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ณ ขณะนี้

มองจากรูปลักษณ์ภายนอก บางคนอาจเห็นว่าไม่ค่อยต่างจากเทรนด์นิยมของเก่าที่เคยเห็นในบางแห่ง แต่หัวใจของ “ช่างชุ่ย” คือการเป็นสถานที่รวมตัวของคนรุ่นใหม่ที่มีความถนัดในการใช้สมองซีกขวาและสมองซีกซ้ายมาปะทะสังสรรค์กัน

Advertisement

อาทิ โรงละคร “ดูจิตแล้ว อะไรก็ช่าง” นำโดยพิเชษฐ์ กลั่นชื่น และธิดา ผลิตผลการพิมพ์ จาก Documentary Club ที่จะนำสารคดีดีๆ ที่ไม่เคยดูที่ไหนมาก่อนมาฉาย ดูหนังเสร็จก็มาคุยกัน มี “ทำดะ”

(Tum : Da) สอนการรีไซเคิลสารพัดสิ่ง ในซอยช่างชุ่ยเป็นการรวมพลคนเก่งแต่ละสาขามาไว้ที่นี่ ยังมี “ช่างเชื่อม” ที่บอย โกสิยพงษ์ กับเพื่อนๆ จะมาไลฟ์สด เชื่อมสัมพันธไมตรีผ่านเสียงดนตรี นอกจากนี้ยังมี Ma-D Club ห้องสมุดกึ่ง Co-working Space ฯลฯ

เบื้องหลังของ “ช่างชุ่ย” คือเขาคนนี้ สมชัย ส่งวัฒนา ที่ในวัย 59 ปี ยังแข็งแรง เต็มไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์

จากเด็กต่างจังหวัด ลูกคนจีนร้อยเปอร์เซ็นต์ โตมากับชีวิตที่อาม่ายังอยู่ที่ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ แม่มาจากเมืองจีน พ่อเกิดที่ประเทศไทย ที่สุดพ่อก็สร้างฐานะขึ้นมาได้ มีกิจการค้าขายด้านพืชไร่

“พ่อทำสำเร็จแล้วก็อยากให้ลูกเดินตามรอยพ่อ เราอายุก็ต่างกัน 30 กว่าปี แล้วธุรกิจที่พ่อทำก็ค้าพืชไร่ ถ้าเราทำคงไม่รอดแน่ๆ

ผมว่าคนเราจะทำอะไรก็ได้ ขอให้ทำจริง แม้มันจะมีความต่างในวิธีคิดวิธีทำ แต่ว่าเป้าหมายพ่อคงอยากให้เราเป็นคนดี ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และสุดท้ายทำให้สำเร็จ ที่สุดพ่อก็ต้องภูมิใจ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องราวในชีวิตที่ดีสำหรับตัวผม” ซีอีโอฟลายนาว บอก และว่า

ในวันเริ่มต้น คนยังไม่รู้จักมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราเป็นเด็กคนหนึ่ง ขี่เวสป้าส่งของ ออกแบบเสื้อผ้า รีดเสื้อผ้าเอง ซักเอง เราทำทุกอย่างจากเล็กๆ ไปหาใหญ่ แล้วที่สุดอาจจะเป็นด้วยจังหวะและโอกาสที่ดี ตอนนั้นแฟชั่นดำขาวถือเป็นเรื่องใหม่มาก เรานำเสนอแฟชั่นดำขาวออกไป เกิดกระแสได้รับการยอมรับ ในที่สุดก็เกิดเป็นสัญลักษณ์ว่า ฟลายนาวต้องดำขาว

วันหนึ่งก็เลยคิดว่า แล้วเราจะไปได้ไกลกว่านี้มั้ย ในที่สุดก็คิดว่าเราต้องเดินทางต่อ เราพิชิตความสำเร็จในประเทศนี้ได้ น่าจะเขยิบออกไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับ สินค้าฟลายนาวขายไปยังประเทศทั่วโลก ถือว่าเป็นความฝันที่เป็นจริง

จนถึงวันนี้ สมชัยอยู่ในวงการแฟชั่นมา 35 ปีแล้ว เป็นตำนานของเสื้อผ้าแบรนด์ไทยในยุคแรกๆ เมื่อ 30 ปีก่อน

 

จากแฟชั่นมา ‘ช่างชุ่ย’ ได้อย่างไร?

ทำแฟชั่นมา 35 ปี ทำฟลายนาวอยู่ 33-34 ปี เป็นลูกจ้างอยู่ปีกว่า ไม่ได้เปลี่ยนอาชีพเลย

เราถือว่าเสื้อผ้าสอนเราเยอะ ความสำเร็จก็เยอะ ความล้มเหลวก็เยอะ ที่สุดไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวมันคือเรื่องเดียวกัน มันทำให้เราโตขึ้นเรื่อยๆ

ในวันที่อายุใกล้จะ 60 ทำให้ต้องกลับมาทบทวน เราก็ทำอะไรมาเยอะแล้ว ที่อยากทำก็ทำมาได้เกือบหมด และสมปรารถนา อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ภูมิใจ และคิดว่าในบ้านเมืองเรามันมีภารกิจอะไรที่เราจะแสวงหาบางมุมมองที่เราจะทำให้กับสังคมได้ ผมตระหนักว่าเราเกิดมา เรื่องมนุษย์เป็นเรื่องที่น่าสนใจเรียนรู้มากที่สุด กับเรื่องธรรมชาติ

เลยคิดว่าเรามีพื้นที่ 11 ไร่ จะทำประโยชน์อะไรได้หรือเปล่า คือพอเราอายุมากขึ้น บางครั้งได้เงินแต่ไม่มีความสุขก็ไม่อยากทำ ผมไปวิ่งเทรล 9 ชั่วโมง ผมก็มีความสุข หลายคนบอกว่าไม่มีงานทำหรือ แต่มันมีความสุขกับการวิ่งบนภูเขา ในวันที่ฝนตกหนักๆ ทั้งแดดทั้งฝนรวมกัน มันเป็นการวิ่งที่เราได้กลับมามีสมาธิกับตัวเอง ได้ทบทวน ได้สัมผัสกับธรรมชาติ และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองของเราเอง ในทุกนาทีที่เราต้องขับเคลื่อนตัวเองให้ถึงเส้นชัยที่กำหนดไว้

ทำ ‘ช่างชุ่ย’ อยากเห็นอะไร?

อยากเห็นคนมาคุยกัน ผมว่าวันนี้โลกมันเปลี่ยนไป เรากำลังเข้าสู่ยุคของดิจิทัลเต็มรูปแบบ และจะพัฒนาจนน่ากลัวมาก วันนี้คนเล่นหมากรุกแพ้ปัญญาประดิษฐ์แล้ว มนุษย์เป็นสัตว์อะนาล็อก เราไม่ใช่หุ่นยนต์ ไม่ได้เป๊ะขนาดนั้น แล้วถ้าเราได้มีโอกาสสนทนากับมนุษย์เยอะๆ น่าจะดี เราก็คัดกรองหน่อย เปิดเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงในการคัดกรอง แล้วมีพื้นที่ที่เพื่อนพ้องน้องพี่มาพูดคุยกัน พี่บอย (บอย โกสิยพงษ์) มา เห็นพี่ลิ้มอยู่พี่บอยก็เดินมาแล้วชักชวนพี่น้องมาพูดคุยกัน ผมว่าถ้ามันเกิดกิจกรรมอย่างนี้ มันน่าสนใจ

ผมเองผมคิดว่าผมมีครีเอทีฟ มีดีไซน์ แล้วก็มีศิลปะอยู่ในหัวใจโดยกำเนิด ผมไม่ได้จบสถาปนิกมา ไม่ได้จบอินทีเรียมา แม้กระทั่งแฟชั่นดีไซน์ ผมก็ไม่ได้จบ

ทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง?

ผมคิดว่ามันเรียนรู้ได้ การเรียนในมหาวิทยาลัย 4 ปี ผมเรียนไม่จบ แต่ตั้งใจเรียนรู้อย่างไม่มีสิ้นสุด ผมว่าผมต้องได้มากกว่า และผมทำงานเข้มข้น

อยากเห็นคนมาคุยกัน มาแลกเปลี่ยนกัน ใช้ปัญญาในสมองซีกขวามาบาลานซ์กับสมองซีกซ้าย เราอยากเห็นคนที่นี่ไม่ได้เห็นว่าเงินเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด แต่ที่นี่ต้องรู้จักใช้ปัญญาทำมาหากิน เพราะว่าเงินเป็น capital ของทุน แล้วนับวันเงินจะมีความสำคัญ ผมไม่เชื่อว่าไม่มีเงินมันจะตาย ผมเชื่อว่าถ้ามีปัญญามันผ่านได้ทุกอย่าง

แล้ววันนี้มันเริ่มติดวัตถุนิยม ซึ่งเราก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าสิ่งเหล่านี้มันคงต้องอยู่คู่กับสังคมไปตลอด แต่มันจะมีโอกาสอะไรมั้ยที่เราจะทำให้สังคมมีตัวเลือก คนสามารถเข้าถึงการทำงานโดยไม่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล

เป็นการรวมพลคนระดับหัวกะทิ

เราต้องยอมรับว่า ถ้าเราได้คนไม่ดี บริบทก็จะได้ไม่ดี มีคนถามว่าสร้างให้คนมาถ่ายรูปหรือ เราก็บอกว่าถ้าจะถ่ายก็ไม่ว่าอะไร แต่วัตถุประสงค์ให้คนมาคุยกัน แลกเปลี่ยนความรู้กัน และความรู้ก็ควรจะมาจากคนดีๆ มาพูดคุยกัน มันก็จะเกิดแนวความคิด ฉะนั้นที่นี่จะมีตั้งแต่เด็กเล็กๆ มาเดินได้ จนถึงผู้สูงอายุที่อยากจะมาเล่าเรื่องราวในชีวิตตัวเอง แล้วบอกถึงความเหงาว่าลูกทิ้งมันเป็นอย่างไร นั่นคือเอาคนมีหัวใจคล้ายๆ กันมาพูดคุยกัน มาแลกเปลี่ยนกัน แล้วสิ่งที่สำคัญคือ เขาจะต้องรู้จักการทำมาหากินให้เป็น

ปัญหาของประเทศนี้คือ บางครั้งเราไม่รู้ว่าเราจะเป็นใคร แล้วก็ไม่มีวิชาไหนบอกว่าควรจะเรียนอะไรที่เราชอบ ก็เรียนคละกันไป แล้วคุณจะทำอะไร มันก็เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา แต่ถ้าเราทำให้คนไทยมีสติปัญญา สามารถทำในสิ่งที่ตนเองชอบได้ พัฒนางานได้ ผมเชื่อว่าคนไทยสามารถสร้างงานในระดับโลกได้

ที่นี่ผมอยากเห็นมันเป็นโอเอซิสของกรุงเทพฯ เพราะวันนี้เราอยู่ในห้องแอร์ และผมไม่เชื่อว่าห้องแอร์ทำให้ชีวิตมันยาวขึ้น ผมเชื่อว่าดินฟ้าอากาศที่เราได้เจอ มันทำให้ชีวิตมนุษย์ยาวขึ้น เสียงนก 3-4 เสียง ก็ทำให้เรามีความสุขแล้วนะ ถ้าเรามีสมาธิพอ ฉะนั้นที่นี่เป็นที่ที่ให้ทุกคนมาพูดคุย มาแลกเปลี่ยนความคิดกัน มันเป็นองค์ความรู้ในหลากหลายมิติ เราไม่ได้สนใจว่าจะต้องเป็นอาร์ตอย่างเดียว ทุกสายถ้ามันเก่งสุด มันต้องมีครีเอทีฟ ที่นี่เราอาจจะมีหมอ นักฟิสิกส์ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน นักปราชญ์ นักปรัชญา มานั่งคุยกันสิ มาครอสกัน

 

‘ช่างชุ่ย’ คำนี้เริ่มมาจากตรงไหน?

มันเริ่มจากเศษวัสดุที่เหลือใช้ มันมาจากคำว่า Nothing is Useless คือไม่มีอะไรที่ไม่มีค่า แค่เราชอบตีค่า แล้วเราก็ตีค่าผิดด้วยทุกวันนี้ เรามีบ้านไทยดีๆ มีไม้สักดีๆ เราก็รื้อทิ้ง แล้วก็ใส่กระเบื้องอะไรไปก็ไม่รู้ ต้นไม้อยู่ดีๆ ก็ไปตัด ผมว่ามันกลับหัวกลับหาง ผมว่าสังคมของเรากำลังวิ่งเข้าสู่อดีตที่โลกเจริญแล้วเขากำลังจะทิ้งแล้ว เราก็ไปไขว่คว้ามา ขณะที่โลกที่เจริญแล้วเขามาไขว่คว้าอดีตของเรา

มีคำถามว่า แล้วเราจะอยู่ตรงไหน ฉะนั้นเราเอาอดีตของเรามาพูดคุยดีมั้ย แล้วใช้บริบทของคนรุ่นใหม่มาขับเคลื่อนเพื่อให้ที่นี่มันกลายเป็นพื้นที่แห่งความร่วมสมัย

เป็นความพยายามที่จะสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมา?

ผมมิกล้าอาจหาญขนาดนั้น เราคิดว่าพื้นที่ 10 กว่าไร่กระจอกมาก มันน้อยนิดมาก แต่เราคิดว่าสำนึกของคนที่มาอยู่ร่วมกัน ก็อาจจะจับมือไปต่อในเจตนาที่ดี เรียกว่าถ้าที่นี่ไปได้อย่างที่ผมคิด แล้วประสบความสำเร็จ มันจะมีขบวนการที่จะเป็นอย่างนี้อีกเยอะ มันเป็นประชารัฐ มันเป็นเอสเอ็มอี มันเป็นสตาร์ตอัพตัวจริง

ที่นี่เด็กบางคนบอกว่าไม่มีเงินเลยครับ เราบอก เอ้าน้องทำอะไรได้บ้าง บางคนไม่มี ให้เงินยืมก็มี (ยิ้มกว้าง) บางคนบอกผมพอมีเงิน แต่ผมไม่มีเฟอร์นิเจอร์ งั้นเอาเฟอร์นิเจอร์ไปยืมก่อน แล้วดูแลให้ด้วยนะ มันไม่ได้ง่าย แต่มันก็ไม่ได้ยาก เพราะเรารักมัน ฉะนั้นถ้าบริบทนี้เราทำได้ มันก็จะเกิดกระบวนการต่อเนื่อง ผมถามว่าถ้าคุณมีลูก คุณจะพาลูกไปไหนวันหยุด ทุกวันนี้ไปไหนก็มีแต่จ่ายเงิน เพราะมันไม่มีที่ให้คนไม่ต้องจ่ายเงินแล้วมีความสุข เราหวังว่าที่นี่คนไม่ต้องจ่ายเงินแล้วมีความสุข คนอยากจ่ายเงินเราก็มีให้ แล้วเราจะเล่าคอนเทนต์ตลอดทุกเดือน แต่ผมยังไม่บอกตอนนี้ เดี๋ยวไม่ตื่นเต้น

 

ทุกคนสามารถเดินเข้ามาแล้วมาหาได้เลย?

ถ้าผมว่างนะ (หัวเราะ) สามารถเข้ามาหาผมได้เลย แต่ผมไม่ค่อยว่าง อย่างวันนี้ผมต้องเป็นกรรมกรช่างชุ่ย น้ำไม่ไหล ไฟดับ แล้วคนที่มาหาผม ไม่เคยมาหาผมด้วยเรื่องสบายสักที

ยังมีพื้นที่ที่จะรองรับได้อีก?

ทุกซอกทุกมุมที่นี่มันทำประโยชน์ได้หมด ผมเอาตู้โทรศัพท์มาทำที่ขายของได้ คุณจะทำนวดฝ่าเท้า จะขายของอะไร ทำไปเหอะ คือเราต้องให้เขารู้ว่าพื้นที่ทำกินของบ้านเรามันเยอะ ถ้าไปดูที่ญี่ปุ่น ทุกพื้นที่เป็นประโยชน์หมด ถ้าเราไม่รู้จักจัดสรรพื้นที่ให้เป็นประโยชน์ มันน่าเสียดายขนาดไหน ฉะนั้นมันก็เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ทุกระดับ

เห็นเสาไฟฟ้าเก่าเอามาจัดวางหรือเป็นเสาจริง?

ผมได้มาจากโรงเรียนประชาบาล มันสวยมาก ขอซื้อเขา พอเอามาแล้วผมก็ทำเป็นเสาไฟฟ้า คนงานเห็นบอกอยากกลับบ้าน (หัวเราะ) มันเป็นเสาบ้านนอก เวลาฝนตกได้ยินเสียงสังกะสี อยากกลับบ้านอีกแล้ว บอกคิดถึงบ้าน คือที่นี่เป็นการเรียงร้อยอดีตกับปัจจุบัน ผมเชื่อว่าเรื่องอดีตมันคืออนาคต เรื่องอนาคตจริงๆ มันไม่มีหรอก เพียงแต่ว่าเราจะบอกเล่า จะสร้างเรื่องราวกับมันอย่างไร

ประตูนี่ปล่อยแป๊บเดียวก็ไปแล้ว ผมเก็บมาค่อนชีวิตของผม ผมเป็นคนที่เห็นหน้าต่าง สังกะสี เห็นตู้หน้าต่างจะชอบซื้อ ถามว่าซื้อไปทำอะไร ไม่เป็นไรซื้อใส่โกดังไว้ก่อน วันหนึ่งก็ได้ใช้ ถ้าไม่ได้ใช้ก็แจกจ่าย ถ้าไม่ได้แจกจ่ายก็สร้างมิวเซียม

ซื้อเพิ่มอีกหรือเปล่าหลังจากตัดสินใจทำที่นี่?

ซื้อตลอดเวลา เช้า-กลางวัน-เย็น ซื้อทุกวัน ตอนนี้ไม่มีพ่อค้าขายของเก่าที่ไหนไม่รู้จักผม (หัวเราะ) คือเราเดินสำรวจทุกอณู แต่ของบางอย่างถ้าไม่ดี มีประวัติไม่ดี ผมก็ไม่เอา

จำเรื่องราวของของแต่ละชิ้นได้มั้ย?

จำได้หมด ถ้าเอาของผมมาวาง จะคลับคล้ายคลับคลา บางชิ้นก็จำไม่ได้ เพราะมีเป็นหมื่นชิ้น แต่ถ้ามีคนมาขโมยแล้วเอามาขาย ผมก็ยังจะซื้ออีก (หัวเราะ)