หน้าแรก ประชาชื่น ดินแดนลึกลับ ...

ดินแดนลึกลับ กับการลุกขึ้นสู้ของ ‘ชาติพันธุ์’ ‘โฆเซ’ บันทึกฟุตเทจประวัติศาสตร์ เมื่อไม้พลอง คานอำนาจปืน

20.09.26 | 11:07 น.

ดินแดนลึกลับ กับการลุกขึ้นสู้ของ ‘ชาติพันธุ์’
‘โฆเซ’ บันทึกฟุตเทจประวัติศาสตร์
เมื่อไม้พลอง คานอำนาจปืน


ก่อนจะเลือนหายไปจากการมีอยู่บนแผนที่โลก

ในหุบเขาลึกลับที่แทบไม่มีใครรู้จัก มนุษย์กลุ่มชนหนึ่งในทวีปอเมริกาใต้ พยายามรักษาไว้ซึ่งผืนแผ่นดินของบรรพบุรุษ เพื่อป้องกันมรดกทางภูมิปัญญาและรากเหง้าของชนชาติ

แม้อยู่ระหว่างสองกองกำลังที่ห้ำหั่นเพื่อช่วงชิงทรัพยากรอันล้ำค่าไปครอบครอง

Advertisement

Pueblo de Agua (ชุมชนแห่งสายน้ำ) โดย โฆเซ มิเกล เรสเตรโป โมเรโน (José Miguel Restrepo Moreno) หรือ ‘Joche’ โปรแกรมพิเศษที่ฉายในเทศกาล What the Doc! 2026 ที่ Doc Club & Friends เมื่อไม่นานมานี้

คือสารคดีบันทึก การลุกขึ้นต่อสู้ของชุมชนพื้นเมืองในเขตบาอูโด้ (Baudó) ประเทศโคลอมเบีย เพื่อปกปักรักษาประเพณี วิถีชีวิต และความสัมพันธ์อันยาวนานนับแต่บรรพบุรุษที่มีต่อผืนแผ่นดินของตน กับกลุ่มผลประโยชน์ที่เข้าไปกอบโกยทรัพยากรในผืนป่า ไม่ว่าจะเป็น ไม้ ทองคำ ต้นโคคา และพลังงานฟอสซิล รวมถึงการปรับเปลี่ยนการใช้งานของพื้นที่ทำกินจากพื้นที่เกษตรกรรมมาเป็นพื้นที่เพื่อทำการปศุสัตว์ เพื่อกอบโกยเม็ดเงินมหาศาล

ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อกองกำลังเริ่มเข้าไปแทรกแซงการใช้ชีวิตของชุมชนเชื้อสายแอฟริกันและชนพื้นเมือง ซํ้าร้ายยังมีการเกณฑ์เด็กๆ ให้จับอาวุธ และทำให้คนในชุมชนต้องอพยพพลัดถิ่น

ภาพเจาะลึกไปยัง ชุมชน เอ็มเบรา โดบิดา (Emberá Dobidá) ชุมชนซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับลุ่มนํ้าและผืนป่า พวกเขาต้องยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อต่อต้านอำนาจจากภายนอก เพียงเพราะปรารถนาจะดำรงจิตวิญญาณให้คงอยู่ได้ในโลกที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์

จากป่า สู่เมือง

จากบริโภคกล้วย ข้าว กลายเป็นฟาสต์ฟู้ด

จากท่วงท่าร่ายรำแบบชนเผ่าอย่างอิสระ กลายเป็นการเต้นในห้องที่ปิดล้อม

วิถีชีวิตที่กลมกลืมกับสายน้ำและป่าเขา กำลังเลือนหายกลายเป็นพียงภาพประวัติศาสตร์ในหนังสือโฟโต้บุ๊ก

เรียกได้ว่าเป็นสารคดีที่ว่าด้วยผลกระทบจากอิทธิพลทางการเมืองที่มีต่อกลุ่ม ‘ชาติพันธุ์’ ชวนให้ขบคิดสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในภูมิภาคตอนบนของไทย ทั้งสารพิษในสายน้ำ การประกบของกองกำลัง หรือแม้แต่การเบียดขับกลุ่มชนที่อยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุน แม้ไม่ได้โจ่งแจ้งชัด แต่แทรกซึมคืบคลานเข้ามาในรูปแบบของนโยบายพัฒนาโฆษณาชวนเชื่อถึงชีวิตที่ดีกว่า หรือแม้แต่ใช้เส้นแบ่งทางกฎหมายขีดทับตลบหลัง

ความไม่รู้ทางภาษา และความเป็นอื่นจากรัฐศูนย์กลาง แม้จำยอมเข้าสู่ระบบที่หวังว่าจะนำพาชีวิตให้ดีขึ้น

เมื่อคนรุ่นใหม่ พลัดถิ่นไหลออกจากภูมิลำเนาแล้วอยู่ไม่ไหว ครั้นจะกลับเข้าไปก็ไม่มีสิทธิทำได้อีก

โฆเซ มิเกล เรสเตรโป โมเรโน คือผู้กำกับสารคดี นักวิจัย และอาจารย์ชาวโคลอมเบีย ประจำอยู่ที่เมืองเมเดยิน เขาจบด้านนิเทศศาสตร์และวารสารศาสตร์ ก่อนศึกษาต่อด้านการถ่ายภาพสำหรับภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่คิวบา การเขียนบทละคร และปริญญาโทด้านการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ ปัจจุบันสอนด้านการสื่อสารภาพและเสียงที่ Politécnico Colombiano Jaime Isaza Cadavid ควบคู่กับงานวิจัยและการเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

เส้นทางการทำหนังของ ‘โฆเซ’ เริ่มขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1990 กับกลุ่มสารคดี Madera Salvaje ก่อนจะผันตัวออกมาทำงานอิสระ ผลงานส่วนใหญ่มุ่งสำรวจชีวิต ชุมชน และความรุนแรงในสังคมโคลอมเบีย ไม่ว่าจะเป็น Tiempo de nacer ซึ่งได้รับรางวัลสารคดียอดเยี่ยมและถ่ายภาพยอดเยี่ยมจาก IFC Tour ปี 2004, El mapa (2002), Buscando a Rosario (2003), Bistec criollo (2004) และ El escapista (2009) อีกทั้งโครงการ Cantos de Paz ยังคว้ารางวัลจาก Teleantioquia (2015) และ Pueblo de Agua อันเกิดจากงานวิจัยร่วมกับชุมชนพื้นเมืองในเขตบาอูโด้ จังหวัดโชโก ในโคลอมเบีย

ตลอดเส้นทางเกือบสามทศวรรษ ‘โฆเซ’ ทำงานอยู่ตรงรอยต่อระหว่างภาพยนตร์ การศึกษา และงานวิจัยเชิงชุมชน จนอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็น ‘นักบันทึกความจริงภาคสนาม’

ต่อไปนี้คือบทสนทนาส่วนหนึ่งที่สะท้อนผ่านภาพฟุตเทจประวัติศาสตร์ ซึ่งมวลมนุษยชาติอาจไม่มีวันได้สัมผัสอีกต่อไป

⦁ กลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง มีมากน้อยแค่ไหนในโคลอมเบีย?

บอกเลยว่าการทำงานชิ้นนี้ซับซ้อนมาก มีเรื่องเล่ามากมายที่ไม่อาจพูดจบได้ในวันเดียว ประเด็นคือการเดินทางมาเมืองไทย พวกเราใช้เวลาถึง 24 เต็มๆ ในขณะที่ชุมชนที่ได้ไปสัมผัสอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง จากที่ๆ เราอยู่ ใช้เวลาเดินทางราว 19 ชั่วโมง เมืองไทยแม้จะรู้สึกว่าไกลมากแต่ผมมั่นใจว่ายังมีโอกาสได้กลับมาอีก ในขณะที่ชุมชนนี้ในโคลอมเบีย คงจะไม่ได้กลับไปอีกแล้ว เพราะว่ากว่าจะเข้าไปได้ยากลำบากมาก และกองกำลังติดอาวุธ ได้สั่งห้ามพวกเรากลับเข้าพื้นที่

⦁ เข้าไปยาก ออกมาแล้วกลับเข้าไปไม่ได้อีกเลย แล้วทำไมถึงกลับไปไม่ได้อีก?

ผมอยากขยายความในจุดที่ว่า ชุมชนแห่งสายน้ำ (Pueblo de Agua) เป็นพื้นที่ที่มีการแย่งชิงโดยกลุ่มผิดกฎหมายติดอาวุธ ส่วนตัวรู้พื้นฐานเพียงเล็กน้อยเท่านั้นว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่าง 2 กลุ่มใหญ่ คือ กองทัพปลดแอกแห่งชาติ (ELN) ซึ่งมีความเป็นซ้ายหน่อยๆ ในขณะที่อีกกลุ่ม กลุ่มป้องกันตนเองไกตานิสตาแห่งโคลอมเบีย (AGC) ที่มีความเป็นขวา และอาจโควกันกับทางรัฐบาล

การที่ทั้งสองกำลังต่อสู้กันเอง แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ คือ การควบคุมพื้นที่ เพราะมันเป็นดินแดนที่ทุกคนอยากได้ทรัพยากร การมีอยู่ของภาครัฐซับซ้อนมากในโซนนั้น มันยากมากเพราะเป็นพื้นที่ป่าลึกมากๆ และบางครั้งรัฐบาลเข้าไปไม่ถึงสถานที่เหล่านั้นได้ กลุ่มเหล่านี้จึงเข้ายึด ถ้าไม่ได้รับอนุญาต ไฟเขียวจากทั้ง 2 กองกำลังนี้ก็เข้าไปไม่ได้ พวกเขาต้องการเข้าถึงพื้นที่เพื่อการครองอำนาจในโซนนั้น และเพื่อการทำกิจกรรมผิดกฎหมายในการ ‘ผลิตโคเคน การค้าอาวุธ และการขุดเจาะทรัพยากรแร่ธาตุ’ เช่น การทำเหมืองเพื่อร่อนทอง รวมถึงปิโตรเลียมขนาดใหญ่ เพื่อนำเงินนั้นมาซื้ออาวุธ

⦁ ในโคลอมเบีย มีกลุ่มชนพื้นเมืองมากกว่า 60 กลุ่ม จริงไหม ในแง่ความหลากหลายทางชาติพันธุ์?

บอกตามตรงว่ามีเยอะมาก ไม่รู้จำนวนที่แน่ชัด แต่เรารู้จักหลายชนเผ่าเพราะพวกเราชอบเดินทางไปคลุกคลีกับครอบครัวในพื้นที่นั้นเพื่อเรียนรู้จากพวกเขา คนเหล่านี้เป็นชุมชนที่มีความรู้มากมาย มีภูมิปัญญาอันลึกซึ้งเกี่ยวกับแผ่นดิน ต้นไม้ พืชพันธุ์ สัตว์ต่างๆ ซึ่งที่ผมเข้าไปนี้ มันเป็นเหมือนกับพื้นที่ที่คนอาจลืมไปแล้ว คนไม่ค่อยจะรู้จัก แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากภาพจำโคลอมเบียที่ตัวผม หรือลูกๆ ของผมเคยรู้จัก

ตอนที่ทำสารคดีเรื่องนี้ ตัวผมเองอายุ 50 ปี และไม่เคยเข้าลึกถึงชุมชนเผ่าพื้นเมืองขนาดนี้ นั่นคือข้อดี แต่ข้อเสียคือเราต้องติดอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ เพราะทั่วทั้งพื้นที่มีการปิดล้อมอย่างสมบูรณ์แล้ว และคำสั่งคือใครก็ตามที่ออกจากพื้นที่นั้นจะถูกสังหาร สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกวัยรุ่นที่เราเห็นในฉากที่ละเมิดกฎ ออกไปล่าสัตว์ แล้วถูกสังหารไป 7 คน

ที่นี่แตกต่างมาก อยากจะเล่าว่าตอนที่เข้าไปก็ว่ายากแล้ว ไม่พอ รอบชุมชนจะออกไปไหนก็ไม่ได้ คนในชุมชนนั้นเหมือนกับถูกกักบริเวณ กลุ่มติดอาวุธทั้ง 2 ฝ่ายนี้ มีกับระเบิดอยู่ทั่ว

⦁ ซีนที่มีการเต้นตามประเพณี เขาเต้นเพื่ออะไรกัน เพื่อแสดงความสัมพันธ์กับธรรมชาติ หรือเป็นแค่การเฉลิมฉลองธรรมดา และทำไมถึงไม่ค่อยเห็นผู้ชายร่วมเต้นรำด้วย?

ผมใช้เวลาเกือบเดือนในโคลอมเบียที่ผมไม่เข้าใจพี่น้องที่พูดภาษาอื่น แต่ต่อมาได้รู้เรื่องราวว่า ที่เห็นเต้นอยู่นั้น ความจริงแล้วเป็นการเต้นของผู้หญิง 2 กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ด้วยกัน กลุ่มหนึ่งชื่อ เอนเบรา โดบิดา แปลว่า ‘คนแห่งสายน้ำ’ อีกกลุ่มชื่อ เอนเบรา ชามี เป็นชนเผ่าเอนเบราเหมือนกันแต่อยู่คนละท้องถิ่น ภาษาจึงเปลี่ยน การใช้พื้นที่และขนบธรรมเนียมก็เปลี่ยน

กลุ่ม ‘ชามี’ มาจากเทือกเขา คือกลุ่มที่ใส่เสื้อผ้าหรืออาจจะมีอะไรปกปิด (เช่นสร้อยลูกปัดสี)

ส่วนกลุ่ม ‘โดบิดา’ ที่ปกป้องสายน้ำ จะเปลือยท่อนบน ใช้ขนนกสีสันสดใส

แต่เขาเต้นด้วยกัน ร้องเพลงเล่าเรื่องราวสื่อว่าพวกเขาสัญจรผ่านพื้นที่ และจะปกป้องสายน้ำและป่าอย่างไร เหมือนการดวลแร็พ เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นอีกกลุ่มก็ออกมา ในหนังสารคดีอาจจะต่างช่วงเวลา แต่จริงๆ ‘ชามี’ เล่าเรื่องการปกป้องพื้นที่ และโดบิดาเล่าเรื่องการปกป้องแม่น้ำ ห้วย และลุ่มน้ำ นั่นคือหลักๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรื่องง่ายๆ มันคือโรงเรียน การเต้นรำมันคือวิธีที่พวกเธอสอนให้เด็กผู้หญิงรุ่นต่อไปได้สืบทอด พวกเธอกำลังถ่ายทอดความรู้ และคิดว่าสอนเด็กผู้ชายด้วย แต่พวกผู้ชายวางตัวอยู่ข้างนอก ทำกับเครื่องดนตรี Instrument ง่ายๆ เช่น การตัดต้นอ้อ แล้วเป่าหาโทนเสียง ทำดนตรีจากวัตถุดิบง่ายๆ กับกลอง เป็นการสื่อถึงความรู้ของชุมชนเกี่ยวกับป่า หรือแม้แต่การตัดต้นไม้อย่างไร ให้ไม่ทำลายธรรมชาติ

⦁ ในประเทศไทยทางภาคใต้และเหนือ ก็มีเผ่าหรือชุมชนที่คล้ายคลึงกันอย่างมาก อยู่ติดกับน้ำและแม่น้ำ อยากรู้ว่าชุมชนนี้ตั้งอยู่ที่ไหนในโคลอมเบีย และถ้าชาวบ้านต้องอพยพออกไปเพื่อความปลอดภัย พอพวกเขากลับมาจะเกิดอะไรขึ้นกับชุมชนไหม?

การต่อสู้คือการยืนหยัดเพื่ออยู่ในพื้นที่ พวกเขาสามารถอพยพไป แต่การจะออกไปได้นั้นต้องขออนุญาตจากกลุ่มติดอาวุธก่อน และต้องให้เหตุผลว่าออกไปทำไม หลายครั้งกลุ่มติดอาวุธจะบอกว่า ออกไปได้-ห้ามออกไป ให้นำอาหารออกไปได้-ห้ามนำอาหารออกไป หรือทิ้งสิ่งนี้ไว้ และถ้ารู้สึกว่าเหตุผลที่จะออกไปไม่ฟังดูเข้าท่า ก็อาจถึงแก่ชีวิต นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในความขัดแย้งอันน่าเศร้านี้

ผมตัดต่อโดยตัดภาพที่สะเทือนใจออกไป ซึ่งเป็นภาพญาติพี่น้องที่เสียชีวิต มีครอบครัวของเด็กสาวคนหนึ่งที่ออกไป สิ่งนี้ในโคลอมเบียเรียกว่า การบังคับย้ายถิ่นฐาน (desplazamiento) เมื่อชนเผ่าถูกขับไล่ด้วยกำลังอาวุธ และเมื่อพวกเขาไปอยู่ในเมือง พวกเขาไม่มีความสุข ไม่เข้าใจตรรกะของเมือง ไม่เข้าใจพลวัตของเมือง แล้วเยาวชนของครอบครัวที่ถูกบังคับย้ายถิ่นเหล่านี้ก็เริ่มฆ่าตัวตาย เกิดการฆ่าตัวตายเป็นสายทุกคนผูกคอตาย พวกเขาโทษหรือกล่าวหาว่าเป็นเพราะพ่อมดหมอผีที่ชั่วร้าย ชุมชนไม่ได้มองในเชิงสังคมวิทยา การเมือง หรือมานุษยวิทยา แต่มองว่าเป็นโทษของ การละทิ้งดินแดน

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตอัลโต บาวโด ผมจะวาดแผนที่ง่ายๆ จากเมเดยิน ไปกิ๊บโด นั่งเครื่องบินไปกิ๊บโด แล้วต่อไปยังสถานที่ที่เรียกว่า ปวยร์โต เมลุก ซึ่งเป็นถนนลูกรัง ที่นั่นมีท่าเรือซึ่งเป็นจุดที่คนที่ได้รับอนุญาตจะสามารถเดินทางออกไปได้ ดังนั้นคุณจะเห็นเรือหลายลำ เรือลำนี้จะไปไหน? ไปเขตบน หรือไปเขตล่าง? ออกได้ หรือห้ามออก? และทุกอย่างเคลื่อนไหวแบบนี้

พวกเขาอาศัยอยู่ในป่าที่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นพื้นที่ซึ่งยากแก่การเข้าถึง เป็นที่ที่มีฝนตกหนัก มีแม่น้ำสายใหญ่หลายสาย บางส่วนเชื่อมต่อกับช่องแคบดาเรียน แต่ก็ทอดตัวไปทางใต้ เรียกพื้นที่นี้ว่า อัลโต บาวโด และหมู่บ้านชื่อว่า เบียกิรูเด ซึ่งในภาษาของพวกเขาแปลว่า หมู่บ้านแห่งต้นบัลซา เป็นพืชท้องถิ่น เป็นต้นไม้ที่มีเนื้อไม้เบา

⦁ คุณไปอยู่นานไหม ทีมงานได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำทั้งหมดเลย หรือเขามีข้อตกลง ที่ห้ามข้ามเส้นด้วยหรือเปล่า?

คือเรื่องมันซับซ้อนมากจนผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน มีนักทำสารคดีมาบอกผมว่า เดินทางไปทำสารคดีในป่าด้วยกันไหม ผมเลยถามว่า “เรื่องเกี่ยวกับอะไร?” เขาบอกว่า “จะไปทำงานกับชาวเอนเบราในป่าลึก” ผมเลยถามต่อว่า “แล้วใครเป็นคนออกเงินทุน? ใครเป็นคนขออนุญาต?” คือเงินทุนมาจากนาย X คนหนึ่ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก มุขมณฑลแห่งกิ๊บโด ซึ่งเป็นศาสนจักรคาทอลิกในกิ๊บโด ทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างกลุ่มติดอาวุธ การเดินทางร่วมกับศาสนจักรทำให้เราสามารถเข้าพื้นที่ได้บ่อยครั้ง เหมือนกับมีสภากาชาด แต่เป็นในมิติทางศาสนา งบประมาณราว 150,000 ดอลลาร์ เพื่อนำอาหารและชุดยูนิฟอร์มเข้าไป

⦁ หมายถึงชุดบอลที่เห็นในช่วงท้าย?

ใช่ครับ ยูนิฟอร์ม ทั้งหมดเป็นของแจก เช่น ชุดฟุตบอล ถ้วยรางวัล น้ำมันเชื้อเพลิง ลูกบอล และลูกปัด ส่วนสุรานั้นพวกเขาผลิตเองที่นั่นเลยไม่ได้เอาเข้าไป แต่นายทุนท่านนั้นส่งสิ่งของไปมากมายเพื่อช่วยเหลือชุมชน

พวกเราไร้เดียงสาและไว้วางใจมากเกินไป พอรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตอนที่ไปถึงปวยร์โต เมลุก คืนแรกมีคนบอกให้พวกเราเดินทางตอนกลางคืน ผมบอกว่าแถวนี้เดินทางตอนกลางคืนไม่ได้ และคนขับรถบรรทุกก็บอกพวกเราว่า อย่าเดินทางตอนกลางคืน ที่นั่นเขา ‘สไลด์คอ’ กัน หมายความว่าถูกสังหาร เราเลยไม่เดินทางตอนกลางคืน และต้องเดินทางเปิดไฟหน้า เปิดกระจกลงในพื้นที่ขัดแย้ง

จริงๆ ผมอยากพาครอบครัวไปด้วย แต่สิ่งที่เขาบอกผมคำแรกคือ ‘อย่าพาครอบครัวไป เพราะคุณจะไม่ได้เห็นหน้าพวกเขาอีกเลย’ ก่อนเดินทางมีคนบอกผมว่า เป็นพื้นที่ซับซ้อน และเรื่องที่สองคือ เมื่อผมไปถึงปวยร์โต เมลุก ตอนเดินทางทางรถยนต์สิ่งแรกที่พวกเขาพูดกับผมคือ “คุณคือนักทำสารคดีใช่ไหม” ผมบอกว่า “ใช่” พวกเขาจึงบอกว่า “คุณจะถูกฆ่า และคุณจะถูกลักพาตัว คุณไปไม่ได้ ให้พวกนักศึกษาไปแทน” ตอนนั้นเราต้องเจรจา พูดคุยกับคนในพื้นที่ จนในที่สุดพวกเขาก็ปล่อยให้เราทั้งสามคนผ่านไป มุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ไม่แน่นอน

พวกเราได้รับการอนุญาตจากชนเผ่าพื้นเมือง ชนเผ่ามีโครงสร้างอำนาจในแนวตั้ง อย่างแท้จริง เมื่อระดับบนตัดสินใจว่าคนเหล่านี้เข้ามาได้ อนุญาต ก็คือได้รับการอนุมัติ พวกเราจึงสามารถมีปฏิสัมพันธ์ได้อย่างสงบ พวกเราได้รับการอนุญาตจาก คาบิลโด (cabildo) ซึ่งเป็นผู้นำชนเผ่า ต่อมาเมื่อพวกเราอยากจะกลับไปอีก พวกเขากลับไม่อนุญาตให้พวกเรากลับไป ชุมชนจึงต้องย้ายไปตั้งรากฐานใหม่ในอีกพื้นที่หนึ่ง ย้ายกลับเข้าสู่พื้นที่และสร้างหมู่บ้านใหม่ มีหลายที่กลับเข้าไปได้แต่อยู่ในอีกสถานที่หนึ่ง เพื่อให้สามารถล่าสัตว์และตกปลาได้

⦁ อยากรู้ว่านี่เป็นแนวคิดของพื้นเมืองเอง หรือเป็นการต่อสู้กองกำลังการ์ดชนเผ่าพื้นเมือง (Guardia Indígena) ก่อตั้งขึ้นอย่างไร ทำไมเขาใช้แค่ไม้พลองเป็นอาวุธ หรือเป็นสัญลักษณ์ของสันติวิธี?

โดยพื้นฐาน ชนเผ่าพื้นเมืองมีกฎระเบียบและกฎหมายของตัวเอง และวิธีปกป้องการอยู่ร่วมกัน คือการจัดตั้ง การ์ดชนเผ่าพื้นเมือง (Guardia Indígena) ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่สร้างการพูดคุยเจรจากับผู้ที่กระทำความผิด และพยายามแก้ไขปัญหาด้วยวิธีที่เจริญกว่า เพราะพวกเขาไม่ใช้ความรุนแรง เขาใช้วิธีตักเตือนความประพฤติ บางครั้งถึงขั้นเนรเทศออกจากชุมชน แต่พวกเขาก็ใช้เพียงไม้พลอง (bastones) เป็นเครื่องมือป้องกันตัว เพราะพวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรง ในบางเคสก็มีการใช้ลูกดอกยาสลบร่วมด้วย แต่มันก็เป็นแค่อาวุธยับยั้ง ไม่ใช่อาวุธโจมตี

เป็นอาวุธที่แสดงถึงสัญลักษณ์แห่งอำนาจ และพวกเขากล้าหาญมาก เพราะด้วยไม้พลองเหล่านั้น พวกเขากล้าเผชิญหน้ากับกลุ่มติดอาวุธที่มีอาวุธสมัยใหม่ เช่น ปืนไรเฟิลจู่โจม พวกเขาใช้ท่อนไม้เผชิญหน้า หลายครั้งต้องตาย แต่พวกเขาพยายามสอนบทเรียนว่า แผ่นดิน ทรัพยากรธรรมชาติ ครอบครัว ประเพณี และชนเผ่า ปกป้องด้วยชีวิต นั่นคือสิ่งที่พอจะเข้าใจได้ การ์ดชนเผ่าพื้นเมืองมีฐานในแต่ละชนเผ่าที่มีมากมาย เราอาจรู้จัก 30 ชุมชน แต่ละแห่งมีเอกลักษณ์ และมีมากกว่านั้น บางแห่งมีประเพณีดั้งเดิม บางแห่งปะปนกับวัฒนธรรมตะวันตกแล้ว

ขอบคุณเทศกาล What the Doc! เป็นอย่างยิ่ง มันเป็นโอกาสที่พิเศษมาก เพราะคนในประเทศไทยไม่ค่อยรู้จักโคลอมเบียมากนัก และในโคลอมเบียก็ไม่ค่อยรู้จักประเทศไทยมากนัก คนเดียวในครอบครัวที่รู้จักประเทศไทยคือภรรยาของผม มันน่าสนใจอย่างยิ่งที่ได้ทำวิจัยนี้ ผมตื่นเต้นและยินดีอย่างยิ่งที่ได้แบ่งปันพื้นที่นี้ร่วมกับทุกคน เพื่อให้เรื่องราวที่แท้จริงและดั้งเดิมของโคลอมเบีย เป็นที่รู้จักในประเทศไทย แม้ว่าเราจะอยู่ห่างไกลกัน

คือหนึ่งเรื่องราวจากอีกซีกฟากโลก ของกลุ่มชนซึ่งคนไทยอาจไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ในรูปแบบสารคดีที่ตีแผ่ความจริงของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเมืองที่มีผู้คนเป็นองค์ประกอบ ไม่แน่ว่าภาพเหล่านี้อาจเกิดขึ้นกับเราสักวันหนึ่งก็เป็นได้

อธิษฐาน จันทร์กลม