ยิ่งกว่ากุมข้อมูลข่าวสาร
‘สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี’
สื่ออาวุโส กางมรดกรัฐประหาร
ในวันที่ ‘กองทัพเป็นใหญ่’ ใช้ IO แก้สมการการเมือง
2519 2551 2547 2553 2556
ไม่ใช่รหัสย่อของสิ่งใด
นี่คือส่วนเสี้ยวของ ‘ปี’ ที่เกิดเหตุสะเทือนขวัญซึ่งยังคงติดอยู่ในความทรงจำของสังคมไทย ทั้งในใจกลางกรุง หรือแม้ตากใบ ในนราธิวาส
หมายเลขเหล่านี้ปรากฏอยู่บนภาพแต่ละภาพ แม้จัดวางสลับกันไป ไม่ได้เรียงตามไทม์ไลน์
แต่กลับชวนให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงบางอย่าง
ม็อบปลุกระดม ตามมาด้วยรัฐประหารเพื่อแก้ไขวิกฤต รักษาความสงบเรียบร้อยอันดีของชาติ?
ในวาระ 50 ปี 6 ตุลา 2519 และ 20 ปีรัฐประหาร 2519 กันยายน ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ห้อมล้อมไปด้วยนิทรรศการและหลากหลายวงพูดคุยเพื่อขุดคุ้ยผลพวงรัฐประหาร ชำแหละปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ‘กองทัพไอโอ’ ที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ในงาน ‘ภาพจำที่ (ไม่) คุ้นเคย’ บาดแผลรัฐประหาร และกระบวนการยุติธรรมที่หายไป ซึ่งจัดขึ้นโดย คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร
ท่ามกลาง ส.ส. รองหัวหน้าพรรคประชาชน สื่อมวลชนอาวุโส ตลอดจนหัวหน้าฝ่ายรณรงค์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมเนืองแน่น
“อย่างแรกคือการปฏิรูปกองทัพผมคิดว่าจำเป็น
อย่างที่ 2 คือ สันติภาพในพม่า และสันติภาพกับกัมพูชา
อันนี้เพื่อประโยชน์สุขของผมในบั้นปลายของชีวิต”
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักหนังสือพิมพ์ นักวิชาการอิสระ นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ และนักเขียนอิสระด้านอุษาคเนย์ เผยความตั้งใจในการขับเคี่ยวงานชิ้นสำคัญ
แม้นั่งคำนวณเวลาชีวิตที่เหลืออยู่แล้วเห็นวี่แวว ว่าจะปิดจ๊อบทั้ง 3 สิ่งนี้ไม่สำเร็จแน่ แต่ยังคงเด็ดเดี่ยว
ในวงไฮไลต์ ‘รัฐประหารและการลบล้างผลพวงรัฐประหาร’ เขาเล่าถึงงานที่กำลังซุ่มทำอยู่ในช่วงชีวิตสุดท้าย มี 3 ภารกิจใหญ่ด้วยกันนั่นคือ ‘2 M กับ 1 C’
M – Military เรื่องทหาร ด้วยการช่วยคณะกรรมาธิการการทหารผลักดันหลายเรื่องที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูป
M – เมียนมา และ C กัมพูชา (Cambodia) ที่อยากเห็นสถานการณ์คลี่คลาย เพราะบ้านของเขาอยู่ตรงแนวชายแดนพอดี
ตลอดห้วงชีวิตของผู้สื่อข่าวอาวุโสท่านนี้ ผ่านมาหลายเหตุการณ์ เห็นรัฐประหารมาบ่อยครั้ง เขาพยายามมัดรวมทั้ง 3 ส่วนเข้าไว้ด้วยกันภายใต้กรอบความคิด เรื่อง ‘เสนาภิวัฒน์’
แต่เนื่องจากยังทำงานคลี่ปมนี้ในเชิงวิชาการไม่บรรลุ จึงขอยก 10 ประเด็น ใน 3 ภารกิจนี้มาเล่าสู่
บรรทัดนับแต่นี้คือ ‘10 มรดกอำนาจ การเมืองของทหารไทย’ ในรอบ 20 ปี
ที่กลั่นออกมาจากทรรศนะของนักวิชาการ และผู้สื่อข่าวรุ่นใหญ่ ผู้ผ่านมาแล้วหลายวิกฤตการเมืองในสังคมไทย
ข้อแรก การรัฐประหารในปี 2549 ทำให้การรัฐประหารกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่มีความชอบธรรมอีกครั้ง
ผมพูดเพราะเห็นมาหลายครั้ง รัฐประหารครั้งก่อน ก่อนปี’49 คือรัฐประหารปี 2534 หลังจากการรัฐประหารครั้งนั้น ประชาชนลุกโค่นล้มระบอบต่างๆ ประชาชนเสียชีวิตเยอะมากในเมืองหลวง
ครั้งนั้น สถานะของกองทัพในการเมือง ในสังคม ในสายตาประชาคมโลก ถดถอยอย่างมาก เวลานั้นถึงกับเล่ากันว่า ‘ทหารไม่กล้าแต่งเครื่องแบบออกนอกกองของตัวเอง’ แต่ว่า 15 ปี หลังจากนั้นกระบวนการที่ฟูมฟัก การรัฐประหารก่อกำเนิดขึ้นอีกครั้งในนาม ‘คนเสื้อเหลือง’
การรัฐประหารสองครั้งหลัง ที่ในร่วมสมัยของเรา ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ‘อาศัยมวลชนสร้างความชอบธรรม’ บางคนภูมิใจมากเพราะเป็นการรัฐประหารที่ไม่เสียเลือดเสียเนื้อเลย
แต่หลังจากการรัฐประหารปี 2549 เกิดเหตุการณ์สังหารคนเสื้อแดงกลางเมืองหลวง สุดท้ายผลของมัน ทำให้เสียเลือดเสียเนื้อเป็นอย่างมาก
แต่มรดกที่ทิ้งไว้คือ ทำให้การทำรัฐประหาร ‘ทำง่าย’ และทุกคนอ้างว่ามันเป็นทางออกทางการเมืองที่เราแสวงหา ปกติหลังปี 2535 เราคิดว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จะต้องกระทำโดยวิธีการการเลือกตั้งเท่านั้น
เพราะฉะนั้นสังคมไทยในเวลาหนึ่งก็ปฏิเสธการใช้กำลังทหารเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่รัฐบาล 2 ครั้งหลังเปิดทางให้การเปลี่ยนแปลงรัฐประหารทำได้โดยใช้อำนาจทหารเข้ามา และมันดันเปิดทางให้รัฐประหารในช่วงหลังๆ ‘สร้างระบอบการเมืองใหม่’ ที่อยู่ภายใต้การครอบงำ การชี้นำของกองทัพ เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยที่มีระเบียบกฎหมายรองรับ ตั้งแต่คำสั่งของคณะรัฐประหาร ไปจนถึงพระราชบัญญัติต่างๆ ที่ออกมาในภายหลัง และรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ คือฉบับปี 2550 และปี 2560
การรัฐประหารล่าสุด แรกๆ เราคิดว่า เขาจะอยู่ปีเศษๆ ตามสถิติ ปรากฏว่าเขาอยู่นานมาก และสร้างระบอบใหม่ที่เราจะต้องรับมือในปัจจุบัน
ข้อ 2 การรัฐประหารปรับโครงสร้างให้ทหารมีบทบาทเหนือรัฐบาลพลเรือน
ถามว่าปรับโครงสร้างอย่างไร พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ฉบับล่าสุดที่ใช้ในปัจจุบัน คือปี 2551 สร้างขึ้นหลังการรัฐประหารปี 2549 พระราชบัญญัติฉบับนี้ ผู้แทนราษฎร คุณรังสิมันต์ โรม ก็พยายามจะแก้หลายครั้ง แก้ได้แค่คำว่า ‘กับ แก่ และ ก็’ เขาก็พยายามแก้อยู่ แก้ได้แค่นั้น เพราะกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจกองทัพดูแลในเรื่องความมั่นคง ทั้งในเชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์ งบประมาณ บุคลากร ทุกอย่างเขาจะจัดการเองหมด รัฐบาลพลเรือนมีหน้าที่ endorse (อนุมัติ) สิ่งที่สภากลาโหมนำเสนอขึ้นมา
การเลื่อน ลด ปลด ย้ายนายทหารระดับสูง ก็จัดการโดยคณะซุปเปอร์บอร์ดของเขาเท่านั้น คนอื่นไม่เกี่ยว เพราะฉะนั้นเราจะเห็นข่าวว่า การเลื่อน ลด ปลด ย้าย ทหารในกองทัพ จะไม่ได้ยินว่านายทหารคนนี้ คือสมควรเป็นผู้บัญชาการทหารเพราะเขาเก่งแบบไหน แต่เราจะได้ยินตลอดเวลาว่าคนนี้เป็นน้องรักคนนี้ หรือเป็นเพื่อนคนนี้ ถึงได้มีโอกาสขึ้นไปเป็น ‘ผู้บัญชาการสูงสุด’ ของแต่ละเหล่าทัพ ถ้าวันนี้คุณไม่ใช่ ‘เตรียมฯ 26’ คุณก็ไม่ได้ นี่คือสถานการณ์ที่เขาทิ้งไว้ให้
ข้อ 3 การรัฐประหารฟื้นฟูและขยายขอบเขต กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)
ซึ่งทำให้เราปวดหัวกันอยู่ทุกวันนี้ ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นจาก พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่สถาปนาโครงสร้างอำนาจให้กองทัพสามารถควบคุม บังคับบัญชากิจการความมั่นคงภายในประเทศได้อย่างเข้มแข็ง จนสามารถแทรกซึม
ในความเห็นของผมไม่ใช่แทรกซึมธรรมดา แต่ครอบงํา ชี้นํา และกล่อมเกลาคนในสังคมให้มีความเห็นคล้อยตามไปในทิศทางที่กองทัพปรารถนา
ในทางวิชาการ คือการทำให้คนรู้สึกนิยมชมชอบทหารและมองเห็นการแก้ปัญหาด้วยวิธีการทางทหารในเรื่องกิจการมั่นคงภายใน ค่อนข้างจะมาก เพราะฉะนั้นกองทัพมีบทบาทมากมายหลายเรื่อง ซึ่งเขาไม่จำเป็นจะต้องมี เช่น การปราบปรามยาเสพติด การค้ามนุษย์ ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร
ข้อ 4 การรัฐประหารได้ขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกองทัพออกไปอย่างกว้างขวาง
เช่นสองครั้งที่ผ่านมา รวมถึงครั้งอื่นๆ โดยจารีตประเพณีสิ่งที่ทหารสั่งสอนกันมานั้นมีหน้าที่อยู่ 4 อย่างคือ 1.ต้องสาบานตน 2.ต้องป้องกันประเทศ
3.รักษาความมั่นคงภายใน จึงต้องมีกฎหมายที่ให้อำนาจ กอ.รมน. ซึ่งไส้ในคือกองทัพบก อย่าไปเผลอเข้าใจว่าเป็นพลเรือน แม้ว่านายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้อำนวยการอยู่ แต่รองผู้อำนวยการคือ ผบ.ทบ. (ผู้บัญชาการทหารบก) และคนที่ดำเนินงานจริงๆ คือ เสธ.ทบ. (เสนาธิการทหารบก) จะเห็นโครงสร้างการทำงานของความมั่นคงภายในค่อนข้างชัด
4.ช่วยเหลืองานรัฐบาลเล็กน้อย ในกรณีที่มีภัยพิบัติ เราก็จะเห็นว่ามีทหารออกมาทำหน้าที่ในการช่วยสูบน้ำบ้าง หรือช่วยเหลือประชาชนบ้างเล็กน้อย
โดยกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับล่าสุด 2560 มาตรา 52 วรรคท้าย
อันนี้แสบมาก ที่ให้กำลังทหารเข้าไปมีส่วนในการพัฒนาประเทศด้วย ซึ่งคนไม่ค่อยสังเกตเห็น มันเป็นเหตุให้ กองบัญชาการกองทัพไทยยังคงมีหน่วยทหารพัฒนาและไปทำอะไรเยอะแยะไปหมด ตั้งแต่ถนนหนทางที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ตัวเอง อ้างว่าเป็นการพัฒนา รวมทั้งการทำธุรกิจก็อ้างว่าเป็นการพัฒนาประเทศด้วยเช่นกัน หรือสร้างสถูป เจดีย์ต่างๆ ก็อยู่ในภารกิจทหาร เพราะเจดีย์สามารถลิงก์ไปที่สถาบันหลักของชาติได้

ข้อที่ 5 สถาปนาระบอบที่ทำให้ทหารเป็นผู้มีอำนาจในการกำกับการเมือง
จากรัฐธรรมนูญ 50 ต่อยอดด้วย รัฐธรรมนูญ 60 รวมถึงระเบียบต่างๆ ที่ออกมาทำให้กองทัพมีอำนาจ สามารถยับยั้งสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่รัฐบาลจะทำได้
ยกตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีกลาโหมไม่อยากได้คนนี้เป็น ผบ.ทบ. คุณมี 1 เสียงเท่านั้นในสภากลาโหม และในซุปเปอร์บอร์ด เพราะฉะนั้นกองทัพมีอำนาจเต็มในการที่จะบอกว่าคนของเขาควรจะทำอะไร ‘นโยบายทางด้านความมั่นคงควรจะเป็นอย่างไร’ ต่อให้รัฐบาลมีนโยบายสวยหรูอะไรก็ตามแต่ที่เกี่ยวกับกองทัพ มันจะไม่เกิดขึ้นถ้ากองทัพไม่เห็นด้วย
ยกตัวอย่าง ในส่วนงานที่ผมทำอยู่ในปัจจุบันนี้ ‘ทหารมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ’ ต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ซึ่งกำลังมีปัญหาอยู่ในเวลานี้
ข้อที่ 6 การต่างประเทศถูกทำให้เป็นเรื่องความมั่นคง
ในภาษาของผมเรียกว่า เป็นกระบวนการเสนาภิวัฒน์ ของนโยบายต่างประเทศ กองทัพจะมีบทบาทนำในการกำหนดนโยบายต่อเพื่อนบ้าน โดยเรื่องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน เหนือสิ่งอื่นๆ เหนือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เหนือภาวะเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เหนือเรื่องสิ่งแวดล้อม เหนือเรื่องอาชญากรรม
ข้อ 7 ชายแดนกลายเป็นพื้นที่ทางการทหารมากกว่าพื้นที่ทางการทูตและความร่วมมือ
ปัจจุบันพูดได้เต็มปากว่า กองทัพไทยได้เปลี่ยนให้ตลาดการค้าตลอดแนว ตั้งแต่อุบลราชธานี จนถึงตราด ที่เคยเป็นตลาดการค้าชายแดน โดยเฉพาะไทยกับกัมพูชา มากกว่าแสนล้านต่อปี ปัจจุบันกลายเป็นสนามรบไปเรียบร้อย
ด่านชายแดนต้องปิด เพราะกองทัพต้องการใช้มันเป็นเครื่องมือในการกดดันประเทศเพื่อนบ้าน ข้อเท็จจริงคือกดดันไม่ได้ เพราะสินค้าสามารถผ่านไปลาว เพราะฉะนั้นการทะเลาะเบาะแว้ง อำนาจทางการทหารได้เปลี่ยนตลาดการค้าของเรานับแสนๆ ล้าน เพื่อหวังจะกดดันประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเผชิญหน้ากับทางการทหาร แต่ในที่สุดแล้วมันไม่ได้ มันกลายเป็นผลกระทบที่ก่อให้เกิดผลร้ายต่อประชาชนในยุคปัจจุบัน
ข้อ 8 ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ได้รับการอธิบายด้วยตรรกะและเรื่องเล่าทางการทหาร มากกว่ากฎหมาย การทูตและกลไกระหว่างประเทศ
การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ให้เป็นมรดกโลกหลังจากการรัฐประหาร ครั้งแรกก่อให้เกิด การปะทะกันทางทหาร หรือการร้องเพลงที่ปราสาทตาเมือนธม ก็กลายเป็นการจุดชนวนให้ไทยกัมพูชา ปะทะกันในปี 2568 ถึงสองครั้ง ครั้งหลังสุดมีคนตายเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งกองทัพไทยอธิบายว่า เป็นการดำเนินการที่คุ้มค่า ปัจจุบันได้พื้นที่มา 18,000 ไร่
ผมบอกเลยว่า ถ้าไปปักปันเขตแดนเพื่อต้องการเอาคืน เราจะไม่ได้ แต่กองทัพก็จะใช้สิ่งนี้อธิบายสถานะเพื่อสร้างสถานะและความมั่นคงของกองทัพให้สามารถคงกำลังไว้ที่ชายแดน และยื้อการประชุม JBC (Joint Boundary Commission) ไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อ ที่จะสร้างความชอบธรรม กองทัพไทยมีความเชื่อผิดๆ ว่าถ้าเราครอบครองดินแดนส่วนไหนไว้ มันจะกลายเป็นของเราโดยอัตโนมัติ ถ้าประเทศอื่นมาก็ต้องเจรจากัน ซึ่งอาจจะจริง ต้องเจรจากันนาน แต่ในที่สุดแล้วถ้าพูดตามแผนที่เอกสารต่างๆ ที่มีอยู่ มันก็ไม่ใช่ของไทยอยู่ดี ผมกล้าพูดเพราะผมเห็นเอกสารแล้ว แม้แต่เอกสารไทยมันก็ไม่ใช่ของไทย
ข้อที่ 9 กรณีของเมียนมามีเหตุการณ์บังเอิญอยู่
หลังจากการรัฐประหารของไทยสองครั้ง เมียนมารู้สึกว่าเป็นการช่วยแก้ปัญหาทางการเมืองภายในได้ มิน ออง ไลง์ เลยยึดอำนาจ ตรงกับรัฐบาลในสมัยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับกองทัพไปโดยปริยาย ความสัมพันธ์แบบนั้น ในแง่หนึ่งทหารอาจจะชอบ เพราะเขาเชื่อว่าทหารต่อทหารพูดกันง่าย แต่ปัญหาในพม่ามันซับซ้อนมากกว่านั้นเยอะ ความสัมพันธ์แบบนั้นได้ตัดขาด ความสัมพันธ์อย่างอื่นที่ประเทศไทย คนไทย หน่วยงานต่างๆ ของราชการไทยเคยมีอยู่ กับกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ฝ่ายต่อต้าน ฝ่ายประชาธิปไตยไป
ข้อ 10 สภาวะนี้ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือทางการทูตในระดับภูมิภาค
อย่างเวลาเราจะไปพม่า แล้วเราพูดกับ มิน ออง ไลง์ เช่น บอกให้ปล่อยออง ซาน ซูจี คำถามง่ายๆ คือ ‘ปล่อยนักโทษการเมือง’ ถ้าผมเป็นมิน ออง ไลง์ ก็จะถามว่า ‘ของคุณมีเท่าไหร่ปล่อยหรือยัง’ มันทำให้นโยบายทางการทูตของเราสูญเสียไปมาก เราไม่กล้าพูดเรื่องประชาธิปไตยที่ไหนในโลกอีกแล้ว
ถ้าคุณใช้การทหารทำความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ปัญหาที่ควรจะแก้ได้ด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มันจะแสดงให้เห็นว่าความจริงปัญหาไทยกัมพูชาแก้ได้ ตั้งแต่หลังวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 แต่ประเด็นมันไม่จบ เพราะแม่ทัพภาคที่ 2 เสนอให้ ‘ปิดด่านตลอดแนว’ ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลก็ไม่เห็นด้วย ถูกปล่อยข่าวว่ารัฐบาลอาจจะปลดแม่ทัพเพราะขัดแย้งกัน แต่จริงๆ แล้วรัฐบาลไม่มีปัญญาจะปลดแม่ทัพ
สถานการณ์ความตึงเครียดมันถูกกระตุ้นโดยกองทัพ ทำให้กองทัพอยู่เหนือการตัดสินใจของรัฐบาล จนกระทั่งเรื่องราวบานปลายใหญ่โต กลายเป็นการปะทะกันถึงสองครั้ง และปิดด่านมาจนถึงปัจจุบัน ผมอยากหาเหตุผลในทางเศรษฐกิจ ในทางความมั่นคงและเหตุผลอื่นๆ ที่จะทำให้ไทยคงการปิดด่านไว้นานเกินกว่า 1 ปีจนถึงปัจจุบัน
แต่ทั้งหมดนี้คือผลพวงจากการที่กองทัพเป็นใหญ่ และกองทัพก็ใช้อารมณ์เป็นใหญ่ในการจัดการแก้ไขปัญหาของประเทศเพื่อนบ้าน
//////////
สฤณี อาชวานันทกุล
นักวิชาการอิสระ
จากการติดตามสถานการณ์ภาพรวมของปฏิบัติการไอโอ ของภาครัฐต่อประชาชน มีความเปลี่ยนแปลงในระยะหลังที่น่าสนใจอยู่ 3-4 เรื่อง ดังนี้
ประเด็นที่ 1 เรื่องของคำที่ใช้กัน IO (Information Operations) ปฏิบัติการข่าวสาร คราวนี้พยายามเข้าไปดูงานวิจัยของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ดูจะมีการวิธีการคล้ายๆ เรา อย่างเช่น ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ตัวเคสพวกนี้เขาจะเริ่มด้วยคําว่า IO เหมือนกัน แต่จะเป็น Influence operations แปลเป็นภาษาไทยหยาบๆ คือ ปฏิบัติการสร้างอิทธิพลโน้มน้าวพฤติกรรม
ส่วนตัวมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจและน่าจะมีประสิทธิผล เพราะเวลาใช้ Information Operations ในความหมายดั้งเดิมสมัยสงครามเย็น มันเหมือนกับเป็นการปฏิบัติการทางทหาร คือทำอย่างไรก็ได้ให้ควบคุมระบบข้อมูลข่าวสาร ให้สารของเราไปถึงกลุ่มเป้าหมาย และในขณะเดียวกันก็พยายามจะตัดกำลังฝ่ายตรงข้าม ไม่ให้สารของเขาไปถึงกลุ่มเป้าหมาย

หากในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนมาเป็น Influence Operations ผู้เล่นก็จะมีความหลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่มีภาครัฐเป็นตัวละครหลัก ปัจจุบันเริ่มมีการเอาต์ซอร์สงานให้ผู้เล่นภายนอก จนมีการเรียกกันขำๆ ว่า ‘ไอโอเอกชน’
เคยสังเกตว่าแม้แต่ในงบประชาสัมพันธ์ ซึ่งเขาอาจไม่ได้แจกแจงรายละเอียดว่าทำอะไรบ้าง แค่ตั้งว่างบประชาสัมพันธ์หน่วยงาน แต่ละหน่วยงานสามารถเอางบก่อนนั้นไปจ้างเอเยนซี่เอกชนให้ทํางานในลักษณะคล้ายๆ เป็นไอโอมาปั่นได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านมืด หรือด้านขาว
เพราะฉะนั้นการที่มีตัวละครหลากหลายมากขึ้น มันทำให้เป้าหมายของการทำไอโอในสมัยนี้ ในยุคของอัลกอริทึม ยุคของโซเชียลมีเดียที่มันไวรัล กระจายได้เร็วมาก แทนที่จะมองเรื่องกิจกรรมการควบคุมข้อมูล แต่ไปไกลถึงเรื่องของ ‘การพยายามโน้มน้าวให้ผู้รับสาร หรือกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดไปเลย’ ซึ่งมันอาจจะส่งผลในระยะยาวกว่า Information Operations ทั่วไปที่เราคุ้นชิน ซึ่งต้องรอฟังรายงานเคสจาก iLaw เพราะมีลำดับเป็นระเบียบชัดเจนว่าลักษณะของการส่งต่อข้อมูล จนกว่าจะไปถึงกลุ่มที่เรียกว่าออร์แกนิค หรือคนธรรมดาทั่วไปเป็นอย่างไร หากถึงตรงนั้นเราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการนี้ ดังนั้น ก่อนอื่นจึงอยากชี้ให้ว่ามันน่าจะมีการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เป็น IO ในความหมาย Information Operations ปฏิบัติการควบคุมข้อมูลข่าวสารไปสู่ Influence operations ปฏิบัติการควบคุมและสร้างอิทธิพล ที่เน้นเรื่องผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ควบคุมความรู้สึกนึกคิด
ประเด็นที่ 2 คือการเชื่อมโยงผู้เล่น ประเภทของผู้เล่นที่อยู่ระบบนิเวศ หรือ Influence operations มันเริ่มกระจายและหลากหลายและซับซ้อนกว่า Information Operations ในอดีต
ประเด็นที่ 3 เรื่องของปัจจัยภายนอกที่ส่วนตัวมองว่า อาจทําให้ปฏิบัติการไอโอไม่เพียงแต่ไปได้ไกลกว่าในอดีต แต่ได้รับการยอมรับในแง่ของความชอบธรรม บางท่านอาจจะคุ้นชินแล้วว่าเวลาเราพูดเรื่องไอโอ บางคนมองเป็นเรื่องปกติไปแล้ว บางคนบอกว่าเป็นเรื่องปกติที่เขาทํากันหมด รัฐก็ทําเอกชนก็ทํา คุณเองก็เป็น IO เพราะฉะนั้น เหมือนเป็นการทําให้เรื่องที่มันไม่ควรจะปกติกลายเป็นเรื่องปกติ อันนี้เป็นประเด็นสําคัญ
การสถาปนาตรงนี้อาจเกิดจากปัจจัยภายนอก 2-3 เรื่องที่สำคัญ ได้แก่
ปัจจัยที่ 1 ‘การมาถึงอย่างรวดเร็วของอัลกอริทึม’ ที่กลายเป็นเหมือนสรณะในการทําหน้าที่ของสื่อจํานวนมาก และรวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอล ซึ่งทุกคนมาอยู่ในระบบนิเวศเดียวกัน พออัลกอริทึมมันกําหนด ‘ระบบนิเวศบรรยากาศของข้อมูล’ ได้จริง และมันเป็นตัวกำหนดรายได้ที่จะเกิดขึ้น ทำให้เนื้อหาแบบที่ไอโอทำ ยิ่งแพร่หลายได้เร็ว ยิ่งได้รับความนิยม เพราะอย่าลืมว่าเนื้อหาเหล่านี้คือคลิกเบส หรือสิ่งที่ปลุกเร้าเราให้เชื่อทางใดทางหนึ่ง และมีพื้นฐานของการตอบโจทย์เราแล้วอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง ว่ามีแนวโน้มจะเชื่ออะไร เพราะฉะนั้นคิดว่าความสำเร็จของอัลกอริทึมในโซเชียลมีเดียมันเอื้อให้ไอโอสมัยใหม่แพร่กระจายและประสบความสำเร็จ
ปัจจัยที่ 2 คือ ‘กระแสชาตินิยม’ โดยเฉพาะในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นชัดเจน อย่างเช่น ไทย-กัมพูชา ยิ่งทำให้ปฏิบัติการไอโอ ซึ่งในอดีตช่วงสงครามเย็น ตามตำราทหาร เวลาเรามีศัตรูของชาติ เราก็ต้องทําทุกอย่างที่ทําได้เพื่อเอาชนะ เพราะฉะนั้น ไอโอ มันคือบริบทของการทําสงคราม
คราวนี้ ถ้าเราบอกว่ากองทัพหรือใครก็แล้วแต่ สามารถควบคุมนิยามของคําว่า ‘ภัยความมั่นคง’ ไว้ได้ ให้สถาปนาได้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีภัยความมั่นคงที่มาจากต่างชาติ เมื่อนั้นจะเรียกว่า เนื้อนาดิน และให้ปฏิบัติการไอโอ ได้สร้างความชอบธรรมอีกรอบหนึ่ง เพราะมันตั้งอยู่บนความคิดแบบ ‘เธอคือศัตรูของฉัน’
ดังนั้นเราเห็นชัดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีไทย-กัมพูชา จึงคิดว่าเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทําให้กระจาย และทำให้เราเห็นความเนียนระหว่าง กลไกที่เป็นทางการ กับกลไกที่ดูไม่เป็นทางการ และแยกไม่ออกว่าอันไหนควบคุมโดยกองทัพ หรืออาจจะมีคนที่อาสาจริงๆ ในการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้
ประเด็นสุดท้าย เราไม่เคยมีการรับผิดรับชอบเกิดขึ้นจริง แต่มีข่าวที่ดูเหมือนจะเป็นข่าวดี อย่างเช่นปีนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีรายงานที่บอกว่า การทำไอโอมีอยู่จริง และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เรามีคดีที่ คุณอังคณา นีละไพจิตร และคุณอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชนะในศาลแพ่ง ที่บอกว่าให้ชดใช้ค่าเสียหาย หรือพูดง่ายๆ ว่าให้ กอ.รมน. ลบข้อความที่โจมตีออกจากเว็บไซต์ ซึ่งมันมีความคืบหน้าในทํานองนี้
อย่างในคดีของเราเองที่โดน IO โจมตีว่า บางคนมองว่าแพ้เพราะศาลยกฟ้อง แต่ตามจริงคิดว่ามันมีอะไรที่น่าสนใจ เพราะศาลปกครองบอกว่าจริงๆ แล้วรับฟังได้ว่าเอกสารเป็นของจริง คือมีคำสั่งราชการจริงให้มาทำไอโอโจมตีโจทย์ แต่เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่เชื่อมโยงได้ว่าคนที่มาโจมตีเขาเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทำงาน เพราะได้รับคำสั่ง หรือเขาอาจจะทำในเวลาส่วนตัว
อย่างน้อยที่สุดก็รับว่า ‘เอกสารฟังขึ้น’ ว่าเป็นเอกสารจริง ดังนั้นตอนนี้อยู่ในชั้นของศาลปกครองสูงสุด
ในความคืบหน้าเล็กๆ เหล่านี้ รวมถึงรายงาน iLaw มันเป็นการปูพื้นไปสู่สิ่งที่เราน่าจะทำกันต่อได้
ถ้าโจทย์คือการพยายามเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้อง
พรหมพร เจริญกิจชัชชวาล



