หน้าแรก ประชาชื่น สหายหญิงปฏิวั...

สหายหญิงปฏิวัติ

28.09.26 | 12:00 น.

สหายหญิงปฏิวัติ


‘สหายหญิงปฏิวัติ’ ผลงาน ธัญญพร มากคง บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ซึ่งเป็นขบวนการต่อสู้ที่ยาวนาน มีอุดมการณ์ชัดเจน มีการจัดตั้ง ประชาชนหลากหลายกลุ่มอาชีพ และมีการต่อสู้ด้วยกำลัง อาวุธประสานการต่อสู้ในเมือง โดยผู้เขียน เน้นหนักไปที่เรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของสหายหญิง

เจ้าของเรื่องจากเมืองและชนบท ทั้งสหายนักศึกษาปัญญาชนและสหายท้องถิ่น ตั้งแต่การตัดสินใจเข้าสู้รบในป่า การดำรงชีวิต ของสหายหญิง และบทบาทการต่อสู้ในป่า จนถึงการจัดการเรื่อง ความรัก ครอบครัว และลูก ซึ่งเป็นแนวทางบันทึกเรื่องเล่าที่มี คุณค่า เพราะยังมีการพูดและเขียนถึงอย่างจริงจังน้อยมาก ทั้งที่การต่อสู้ของสหายหญิงมีจำนวนมาก จึงเป็นการบันทึกเพื่อให้มีตัวตนและพื้นที่ในหน้าประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้น

เรื่องราวของ สหายหญิงที่เข้าร่วมกับ พคท. ในป่า มีตั้งแต่เริ่มต้นการต่อสู้ในเมืองหรือในบ้านชนบท ถูกจับติดคุกก็ไม่น้อย อุทิศตัวเพื่อการ ปฏิวัติ เสียสละ บาดเจ็บ พิการ จนถึงเจ็บปวดกับการต้องแยกจากลูกอ่อนในภาวะสงคราม

Advertisement

หนังสือเล่มนี้เน้นกรณีเขตงาน 3 จังหวัด พัทลุง ตรัง สตูล โดย มีเรื่องพรรคในภาพรวม ประวัติเขตงาน และกรณีเผาลงถังแดง ด้วย แต่จุดเน้นอยู่ที่การวิเคราะห์แนวคิดและนโยบายของ พคท. ต่อการจัดการบทบาทหน้าที่ของสหายหญิง รวมถึงการจัดการ เรื่องความรัก ครอบครัว และการมีบุตร ซึ่งสรุปว่า พคท. มีจุดเด่นในการส่งเสริมบทบาทสหายหญิงท้องถิ่น โดยเฉพาะการ พัฒนาการเรียนรู้และบทบาททางการแพทย์ รวมทั้งไปศึกษา ต่างประเทศ แต่มีข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนที่มีน้อยในบทบาทการนำ ของสหายหญิงโดยเฉพาะระดับสูง การไม่มีองค์กรทำงานเฉพาะ เรื่องผู้หญิง และมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการแต่งงาน ตลอดจนการ จัดการเรื่องลูกอ่อน ที่ส่วนใหญ่เขตงานนี้ต้องส่งลูกไปให้ญาติที่บ้านเลี้ยง เพราะเป็นเขตจรยุทธ์ที่มีการสู้รบ ซึ่งทำให้ภาระหน้าที่ ของแม่มีช่องว่าง และเป็นจุดห่างเหินของความสัมพันธ์แม่กับลูก อย่างมากเมื่อกลับออกจากป่านอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตถึงการมีสัดส่วนที่น้อยในการรบของสหายหญิง และสหายหญิงปัญญาชน มีบทบาทในการจัดทำวารสาร รวมทั้งงานศิลปวัฒนธรรม

จากวิทยานิพนธ์ สู่พ็อคเก็ตบุ๊กเข้มข้น

เปิดบทบาท ‘ดาวแดงที่ถูกลืม’

ผลงานดังกล่าว ปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2567 เรื่อง ‘บทบาทของสหายหญิงใน ขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเขตจังหวัด พัทลุง ตรัง สตูล จากทศวรรษ 2500-2530’ โดยได้รับทุนอุดหนุน จากโครงการทุนวิจัยมหาบัณฑิต วช. ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2567

ความสนใจของผู้เขียนที่มีต่อ พคท. ไม่มีความเชื่อมโยง กับตัวบุคคลหรือสถานการณ์ทางการเมืองใด แต่เริ่มต้นมาจากอ่านวรรณกรรมรางวัลสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่ง อาเซียน (S.E.A. Write) เรื่องขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง โดย อัศศิริ ธรรมโชติ ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และขบวนการ นักศึกษา และตลอดมาผู้เขียนมักมีคำถามในใจเรื่องความ เหลื่อมล้ำในสังคม จนกระทั่งผู้เขียนได้ศึกษาระดับอุดมศึกษา ในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ ผู้เขียนจึงได้รู้จักกับขบวนการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมในสังคมไทยชื่อว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท. ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ของประชาชนที่มีความเข้มข้นหลากหลายของกลุ่มคน และเป็นขบวนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไทยที่ทรงพลัง แม้ไม่ประสบชัยชนะตามอุดมการณ์ แต่ก็เป็นที่สนใจศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ที่อยู่ในกระบวนการปิดลับอย่าง เข้มงวดของ พคท. ในภาวะการถูกปราบปรามทั้งในเมืองและ ภาวะสงครามในชนบท ในพื้นที่กว้างขวางครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงเกี่ยวเนื่องกับทางสากลอีกหลายประเทศ ทำให้มีข้อจำกัด ในการค้นหาข้อมูลหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจนและสมบูรณ์ทุกมิติ และยังมีบริบทพื้นที่/ช่วงเวลา รวมถึงมุมมองทรรศนะของสหาย แต่ละคนที่อาจบอกเล่าเรื่องราวแตกต่างกัน

ต่างมุม หลากบริบท หลายพื้นที่

ข้อเท็จจริงหา ‘ไม่ง่าย’ เอกสารยิ่งมี ‘ข้อจำกัด’

ที่ผ่านมามีการศึกษาเผยแพร่ผลงานจำนวนหนึ่ง จากหลายมุมมองทั้งจากสหายหลายเขตงาน และผู้สนใจขบวนการ ต่อสู้ของ พคท. ด้วยข้อเท็จจริงและการตีความวิเคราะห์ของผู้นำเสนอ มีทั้งจุดร่วมและจุดต่างกันบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในการประมวลมานำเสนอ เพราะจะเป็นทั้งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจ สร้างความท้าทายให้สหายเขตงานต่างๆ ได้ลงมือบันทึกเรื่องราวด้วยตนเอง หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนทบทวนร่วมกันเพื่อให้ภาพความทรงจำสมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นในแต่ละประเด็น ในแต่ละเขตงานหรือความเกี่ยวเนื่องกับเขตงานอื่น รวมทั้งภาพรวมของ พคท. ในบริบทต่างๆ เพื่อให้มีภาพเชื่อมร้อยกันชัดเจน มากที่สุด

แม้จะมีความคิดเห็นและมุมมองที่แตกต่างกันบ้างใน การวิเคราะห์ประวัติการต่อสู้ของ พคท. ทั้งภาพรวมในหลายบริบท หลายพื้นที่ รวมทั้งความต่างกันในการวิเคราะห์และการขับเคลื่อนเพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสถานการณ์ การเมืองปัจจุบัน แต่โดยทั่วไปสหายจะคารวะอาลัยรักวีรชนที่ เคยร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมเป็นร่วมตายกันในป่า จึงร่วมกันระดม ทุนสร้างสถูป/อนุสรณ์สถาน/พิพิธภัณฑ์สหาย เพื่อเป็นจุดรวมศูนย์ความผูกพันและเป็นแหล่งเรียนรู้ของสังคม มีการมาเยี่ยมเยือนและช่วยเหลือซึ่งกันและกันของสหาย โดยไม่ได้จำกัด เฉพาะเขตงานตนเอง และยังมีผู้ที่สนใจการต่อสู้ของ พคท. รวมทั้งคนรุ่นใหม่มาร่วมศึกษาด้วย

สหายและผู้สนใจศึกษาการต่อสู้ของ พคท. และเรื่องราวของสหายในป่าจะพบว่า ข้อเท็จจริงต่างๆ ไม่ใช่เรื่องที่หาง่าย เชิงเอกสารยิ่งมีข้อจำกัดมาก สหายรุ่นต่างๆ ก็ทยอยจากไป หรือไม่อยากเล่ารายละเอียด จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งต่อการ ศึกษา แต่ก็ยังมีการสัมภาษณ์ ค้นคว้า บันทึก ตรวจสอบ และ เผยแพร่เท่าที่ทำได้ ซึ่งเป็นคุณูปการอย่างยิ่งเพื่อการเติมเต็มให้สมบูรณ์ต่อไป

แน่นอนว่า ข้อเท็จจริงและทรรศนะมุมมองของผู้เขียนอาจ มีผู้เห็นต่างบ้างหรือยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ท่ามกลางข้อจำกัดของข้อมูลและความเป็นอิสระในการวิเคราะห์ของแต่ละคน แต่ต้องถือว่าเป็นคุณูปการในการเปิดประเด็นให้เข้าใจ มากขึ้นต่อเรื่องราวบทบาทสหายหญิงในป่าทั้งจากเมืองและ ชนบท ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการลงมือบันทึกเรื่องราวของสหายทั้งหญิงชายจากเขตงานต่างๆ และ มุมมองวิเคราะห์อื่นๆ เพื่อเติมเต็มบทบาทของ พคท. ในสังคมไทย ผู้ซึ่งฝ่าฟันความยากลำบากและอันตรายทั้งการต่อสู้ในเขตเมืองและเขตป่าเขา สหายและมวลชนปฏิวัติจำนวนมากทั้ง จากในเมือง นักเรียนนิสิตนักศึกษา ปัญญาชน กรรมกร และ ในท้องถิ่นชนบท ทั้งสหายชายและหญิงจำนวนมาก ได้เสียสละ ชีวิต พิการ บาดเจ็บ และถูกคุมขังทรมาน สหายวีรชนปฏิวัติที่ ต้องเสียสละในเขตป่าเป็นที่อาลัยรักของสหายและนักต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม มีการจัดสร้างสถูป/อนุสรณ์ สถาน/พิพิธภัณฑ์สหาย ในเขตงานที่ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธทั่ว ประเทศ เพื่อคารวะรำลึกวีรชนปฏิวัติเป็นประจำต่อเนื่อง

เปิดประเด็นใหม่

ช่วยเข้าใจ ‘คอมมิวนิสต์’ ในมิติ ‘คนธรรมดา’

แม้ว่า พคท. จะเป็นขบวนการทางการเมืองขนาดใหญ่ และผู้คนที่เคยเป็นอดีตสหายนั้น ในปัจจุบันคือผู้ที่มีบทบาทใน แวดวงวิชาการ เศรษฐกิจ และการเมืองระดับนำของประเทศ แต่น่าแปลกใจที่เรื่องราวที่หลงเหลืออยู่หรือความเข้าใจที่คนใน สังคมมีต่อ พคท. มักเป็นมุมมองด้านลบเพียงอย่างเดียว เช่น คอมมิวนิสต์น่ากลัว คอมมิวนิสต์ทำลายชาติ แต่เบื้องหลังของการเคลื่อนไหวเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นมาจากอุดมการณ์ที่ต้องการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของคนทุกชนชั้น จนเกิดการต่อสู้ด้วยอาวุธจากบริบททางการเมืองในยุคสมัยดังกล่าวทั้งในและนอกประเทศซึ่งเป็นยุคของสงครามเย็น แม้กระทั่งการพัฒนาระบบ สาธารณูปโภคที่ขยายไปสู่ชนบทช่วงทศวรรษ 2500 ก็เกิดจาก แนวทางการเมืองของรัฐที่ต้องการเอาชนะ พคท. เพราะเหตุที่ อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากความเหลื่อมล้ำ ในสังคมนั้นมีมาก

เมื่อเวลาผ่านไป การต่อสู้สิ้นสุดลง และ พคท. เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ สิ่งที่ถูกยกมาเป็นประเด็นถกเถียงมักจำกัดอยู่เพียงภาพใหญ่เชิงนโยบาย กลับกันสิ่งที่ขาดหายไปคือเรื่องราวของคนเล็ก คนน้อยมากมายและโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องเพศสภาพ เพราะการเข้ามาของ พคท. ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อผู้หญิง ชนบทอย่างมหาศาล ผู้เขียนจึงได้ต่อยอดความสนใจนี้สู่การ ทำงานวิชาการเพื่อเปิดประเด็นใหม่ ที่แม้จะ ‘ไม่ใหม่’ เมื่อเทียบกับ ‘วงวิชาการโลก’ แต่ในประเทศไทยถือว่ายังมีผู้ศึกษาประเด็นนี้น้อยมาก และเนื่องจากการศึกษาเรื่องราวที่ไม่ถูกบันทึกเหล่านี้ ต้องศึกษาผ่านประวัติศาสตร์บอกเล่า ผ่านชีวิตของผู้คนสามัญ ซึ่งไม่สามารถหาอ่านได้จากที่ใด หนังสือเล่มนี้จึงอาจช่วยให้คน ทั่วไปเข้าใจคำว่า ‘คอมมิวนิสต์’ ในมิติของคนธรรมดาและเข้าใจที่มาที่ไปของการ
ลุกขึ้นสู้ของพวกเขามากยิ่งขึ้น

แม่-ลูก ‘ไม่ผูกพัน’

เพราะงานพรรคมาก่อน ‘เรื่องส่วนตัว’

‘พรรคคือพ่อแม่’ คำบอกเล่าจากสหายหญิงคนหนึ่ง สะท้อนอีกด้านของชีวิตผู้หญิงในขบวนการปฏิวัติ เมื่อการอุทิศตนให้กับ พคท. ไม่ได้หมายถึงเพียงการออกจากบ้านและเข้าป่า แต่ยังหมายถึงการต้องแยกจากคนที่รัก โดยเฉพาะ ‘ลูก’ ที่บางคนต้องฝากให้คนอื่นเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก

ในพื้นที่ปฏิวัติชีวิตของสหายถูกจัดให้อยู่ในระบบรวมหมู่ งานของพรรคมาก่อนเรื่องส่วนตัว แม้แต่คู่สามีภรรยาก็อาจต้องแยกกันอยู่ สำหรับผู้หญิง อาจช่วยให้หลุดออกจากบทบาทภรรยาแบบสังคมเดิมที่ต้องรับผิดชอบงานบ้าน ดูแลสามี และเลี้ยงลูก เพราะงานเหล่านี้ถูกจัดให้เป็นภาระของส่วนรวมมากขึ้น แต่เมื่อผู้หญิงกลายเป็น ‘แม่’ ความสัมพันธ์ส่วนตัวกลับเป็นเรื่องยากจะทำใจ

‘สหายขวัญ’ ภรรยาของ ‘สหายนพ’ ซึ่งเป็นสหายนำใน สปท. ต้องแยกจากลูกตั้งแต่ลูกอายุเพียง 4 เดือน หลังคลอด ลูกถูกส่งไปอยู่ในโรงเลี้ยงเด็กของพรรคที่เมืองลา ประเทศจีน ขณะที่พ่อแม่ต้องกลับมาทำงานปฏิวัติในไทย เธอเล่าว่า การไม่ได้เลี้ยงลูกเองไม่ได้เกิดจากการมีอภิสิทธิ์ แต่เพราะต้องทำงานตลอดทั้งวันจนไม่มีเวลาเลี้ยงดู แม้เธออยากอยู่ใกล้ชิดและเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง สหายขวัญมีโอกาสเจอลูกเพียงวันเสาร์-อาทิตย์ จนกระทั่งเด็กอายุ 5 ขวบ

เมื่อเด็กเติบโตขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความผูกพันระหว่างพ่อแม่กับลูกที่แทบไม่เกิดขึ้นเด็กเติบโตมากับเพื่อนๆ และผู้ดูแลในสถานเลี้ยงเด็ก จนเมื่อโตขึ้นกลับคิดว่าตัวเองเติบโตมาเพราะพรรค

แต่เรื่องของ ‘คุณเรือน’ สหายหญิงจากเขตงาน 3 จังหวัด พัทลุง ตรัง และสตูล กลับสะท้อนอีกด้าน คุณเรือนแต่งงานและมีครอบครัวแล้ว เมื่อเข้าป่าก็มีลูกอีกคน แต่ลูกอายุไม่ถึง 1 เดือนก็ต้องส่งออกจากป่าไปให้ญาติเลี้ยง เพราะเด็กเล็กไม่สามารถอยู่ร่วมกับชีวิตส่วนใหญ่ในพื้นที่ปฏิวัติได้ และอาจกลายเป็นภาระของคนอื่น เธอแทบไม่มีโอกาสกลับไปเยี่ยมลูก และยังมองว่าการกลับไปหาลูกบ่อยๆ อาจกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว เพราะในเวลานั้น เธอมองตัวเองเป็น ‘คนของส่วนรวม’

เมื่อเวลาผ่านไป ลูกที่มีคนอื่นเป็นผู้เลี้ยงดูจึงไม่ได้มีความผูกพันกับแม่ที่ให้กำเนิดเหมือนที่เธอคาดหวัง คุณเรือนเล่าว่า “กับฉันเขาไม่ได้เรียกพ่อแม่ ไม่ได้รัก เพราะความผูกพันไม่มี”

เรื่องราวของสหายขวัญ คุณเรือน และสหายหญิงอีกหลายคน ถูกบอกเล่าไว้ใน หนังสือ ‘สหายหญิงปฏิวัติ’ ราคาเพียง 238.- จากราคาเต็ม 280.- พร้อมรับฟรี ที่คั่นหนังสือลายถ้อยคำจาก 14 ตุลา มาถึง 6 ตุลา ขนาด 50 x 150 mm 1 ชิ้น/คละลาย และโปสการ์ด ลายประมวลภาพเหตุการณ์หลัง 14 ตุลา จนถึง 6 ตุลา ขนาด 100 x 150 mm 1 ใบ/คละลาย พรี-ออเดอร์ได้แล้วตั้งแต่วันนี้-2 ตุลาคม เริ่มจัดส่ง วันที่ 6 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ส่งฟรี พร้อมลายเซ็นผู้เขียน