ดอกไม้อาจไม่ใช่เพียงแบ๊กกราวด์สวยๆ สำหรับถ่ายรูป ของประดับในบ้าน หรือสิ่งที่ใช้บูชาในพิธีกรรมอีกต่อไป เมื่อดอกไม้กำลังถูกหยิบมาเล่น ในกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัย ตั้งแต่การนำดอกบัวมาเป็นพร็อพถ่ายภาพ มาจนถึงเทรนด์ฮิตล่าสุด อย่างการนำมาลัยมาเกล้าผมเปลี่ยนดอกไม้ที่คุ้นตาให้กลายเป็นแฟชั่นและเครื่องมือสร้างสรรค์ตัวตนในแบบใหม่ๆ
เมื่อดอกไม้ไม่ได้อยู่แค่ในแจกัน แต่อยู่บนศีรษะ บนผืนผ้าใบ หรือแม้กระทั่งในอาหารและเครื่องดื่ม ปากคลองตลาด แหล่งค้าดอกไม้เก่าแก่ของกรุงเทพฯ จึงกำลังถูกชวนให้มองในมุมใหม่เช่นกัน

หนึ่งในพื้นที่ที่นำความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับดอกไม้มานำเสนอ คือ “Bangkok Flower Festival 2026” ที่กำหนดการจะจบลงเมื่อ 27 กันยายนที่ผ่านมา แต่ต้องยกเลิกงาน 2 วันสุดท้าย เพราะเหตุน้ำท่วม ณ ยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค-ปากคลองตลาด โดยความร่วมมือระหว่าง Awakening และยอดพิมาน ริเวอร์วอล์ค ภายใต้แนวคิด “Flower Tourism” ที่มุ่งนำเสนอ “ดอกไม้” ในฐานะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและเสน่ห์ของเมือง พร้อมเปลี่ยนพื้นที่กว่า 11,000 ตารางเมตร ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งสีสัน ความคิดสร้างสรรค์ และประสบการณ์ใหม่
หยิบดอกไม้มาผสมเข้ากับศิลปะ การออกแบบ อาหาร และไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่การเลือกดอกไม้จัดช่อ การระบายสีบนผืนผ้าใบ ไปจนถึงการนำดอกไม้มาเล่าเรื่องความฝัน ความทรงจำ และความสุข

MY Flower ดอกไม้ในพื้นที่แห่งความสุข
อีกหนึ่งศิลปินที่มีชื่อเสียงด้านดอกไม้ คือ มฆรัตน์ ทวีชนม์ ศิลปินและช่างสักจากร้าน ToSmile ผู้พลิกฟื้นบ้านร้างให้กลายเป็นคอมมูนิตี้สเปซสุดชิล ‘To Chare’ ย่านสุทธิสาร และเป็นที่รู้จักจากการสร้างสรรค์งานศิลปะผ่านลายเส้นและสีสันตามอารมณ์ โดยในงาน Bangkok Flower Festival 2026 ครั้งนี้ มฆรัตน์ รังสรรค์ผลงานในนิทรรศการ ‘MY Flower’
“การที่เรามาทำดอกไม้ตรงนี้ เราแค่รู้สึกว่าเราอินกับดอกไม้ เรารู้สึกว่าเวลาดอกไม้มันไปอยู่ในพื้นที่ไหนสักพื้นที่หนึ่ง ในพื้นที่รอบๆ ตรงนั้นมันดูสวย เราเลยเลือกเอาดอกไม้ที่เราวาด เป็นลายเส้นไปแปะกับพื้นที่ต่างๆ ในนิทรรศการนี้” มฆรัตน์กล่าว

หนึ่งในผลงานที่มฆรัตน์นำเสนอ คือการวาดดอกไม้ลงบนกระจก ซึ่งเมื่อมองผ่านกระจกออกไปด้านนอก ดอกไม้ที่อยู่บนพื้นผิวดูราวกับถูกส่งต่อไปยังผู้คนที่อยู่อีกฝั่ง
“เราวาดดอกไม้ไว้กับกระจก แต่เมื่อเวลาเรามองกระจกที่มีดอกไม้ เราสามารถมอบดอกไม้ให้คนที่เราไม่รู้จักได้ งานของเรามันไม่ได้มีอะไรซับซ้อน มันแค่เวลาเราเห็นดอกไม้แล้วเรามีความสุข เราเลยอยากสร้างดอกไม้ในทุกพื้นที่ให้เห็นแล้วรู้สึกแฮปปี้กับตัวเอง” มฆรัตน์กล่าวด้วยความสนุก
มฆรัตน์ยังมองว่า ความสุขจากดอกไม้ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องซับซ้อน เพราะทุกคนสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ผ่านการลงมือวาดและสร้างสรรค์ในแบบของตัวเอง
“การที่เราวาดดอกไม้แบบนี้ เรารู้สึกว่าทุกคนสามารถสร้างความสุขได้ด้วยตัวเอง โดยการวาดดอกไม้ง่ายๆ แบบที่เราทำ แค่เราทำมันบ่อยเฉยๆ แล้วมีคนชอบในลายเส้นของเรา” มฆรัตน์กล่าว
สนาม (เด็กเล่น) แห่งสีสัน ‘ดอกไม้’ ตัวแทนฝันและความทรงจำ
นอกจากนิทรรศการ MY Flower ของมฆรัตน์แล้ว ภายในเทศกาลยังมีผลงานจากศิลปินอีกหลายกลุ่มที่เข้ามาออกแบบพื้นที่ โดยไม่ได้ต้องการให้ผู้ชมเพียงเดินชม แต่เปิดให้แต่ละคนได้เข้าไปสัมผัส เล่น และตีความดอกไม้ ในความหมายที่แตกต่างกันออกไป

เริ่มจาก Floral Playground: The Joy of Bloom โดย Artstractions ที่เปลี่ยนพื้นที่จัดแสดงให้กลายเป็นสนามแห่งสีสัน ผ่านลวดลายดอกไม้หลากหลายรูปแบบที่ถูกวาดลงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ ก่อนเปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมงานเข้ามาร่วมเติมสีสันลงบนดอกไม้ด้วยตัวเอง จากจุดเริ่มต้นที่ศิลปินถ่ายทอดความรู้สึกผ่านลวดลายและสีสันของดอกไม้ ผลงานจึงค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามการมีส่วนร่วมของผู้คน จนกลายเป็นงานศิลปะที่สะท้อนทั้งความรู้สึกของศิลปินและประสบการณ์ของผู้ที่เข้ามาเติมสีสันให้กับพื้นที่

จากการลงมือสร้างงานศิลปะ ผู้ชมยังถูกชวนให้เปลี่ยนมุมมองผ่าน Bloom in Motion โดย The Tweedles ที่นำรูปทรงของดอกไม้หลากหลายสีสันมาจัดวางและแขวนเรียงกันอย่างอิสระ ราวกับดอกไม้กำลังเคลื่อนไหวอยู่กลางอากาศ ขณะที่พื้นด้านล่างสะท้อนเงาของดอกไม้ ทำให้ภาพที่เห็นเปลี่ยนแปลงไปตามตำแหน่งและมุมมองของผู้ชมพร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ในทุกองศาการมองเห็น
เมื่อเดินผ่านสีสันและรูปทรงของดอกไม้มาแล้ว อีกหนึ่งผลงานชวนให้ผู้ชมกลับไปมองดอกไม้ในฐานะตัวแทนของความทรงจำและความฝันกับ เพ(ร)าะฝัน : Garden of Dream โดย Yellow Building by ALT+R ซึ่งหยิบดอกไม้ไทย ที่คุ้นตาและอาจถูกมองข้าม มาเป็นตัวแทนของความฝันในวัยเด็ก
งานชิ้นนี้เปรียบความฝันเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ค่อยๆ เติบโตจากจินตนาการและความกล้า ก่อนผลิบานเป็นสิ่งที่แต่ละคนเลือกในท้ายที่สุด เช่นเดียวกับดอกไม้แต่ละชนิดที่มีจังหวะการเติบโตแตกต่างกัน
ตีความใหม่ เติมไอเดีย จัดช่อสไตล์ส่วนตัว
เทศกาลดอกไม้ในครั้งนี้ แม้จะมีแนวคิดในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่และขาดไม่ได้ คือภาพคุ้นตาของการเลือกดอกไม้และจัดช่อ ซึ่งเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมของย่านปากคลองตลาด



หัวใจอีกหนึ่งส่วนของเทศกาลจึงอยู่ที่ ‘The Flower Market’ บริเวณชั้น 2 ห้องดอกไม้ติดแอร์ที่รวบรวมดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ทั้งเยอบีร่า ไฮเดรนเยีย กุหลาบ คาร์เนชั่น ลิลลี่ และไลเซียนทัส เปิดให้ผู้ร่วมงานเลือกดอกไม้ที่ชอบ ก่อนนำมาจัดเป็นช่อในแบบของตัวเอง พร้อมกรวยกระดาษลวดลายพิเศษสำหรับห่อช่อกลับไป

ท่ามกลางพื้นที่ที่กำลังพยายามพาดอกไม้ไปสู่ความหมายใหม่ การได้ยืนเลือกดอกไม้ทีละดอก จับคู่สีและรูปทรง ก่อนรวมกันเป็นช่อ จึงเป็นภาพที่ยังเชื่อมเทศกาลเข้ากับรากเดิมของตลาดดอกไม้ ได้อย่างเรียบง่าย
ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าดอกไม้กำลังถูกตีความใหม่ จากสิ่งสวยงามที่มีไว้ดูหรือซื้อกลับบ้าน สู่สิ่งที่ผู้คนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วม สร้างประสบการณ์ และนำไปเล่าเป็นเรื่องราวของตัวเองได้
ฑาฐิณี อุ่นเจริญ
พรหมพร เจริญกิจชัชชวาล


