หน้าแรก ประชาชื่น ‘อูรูมูฉี’ เส...

‘อูรูมูฉี’ เส้นทางสายไหมยุคใหม่ ในศตวรรษที่ 21

5.10.26 | 12:00 น.

‘อูรูมูฉี’ เส้นทางสายไหมยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21


ท่ามกลางผืนดินอันแล้งร้อนห่างไกลจากทะเลมากที่สุดในโลก 2,500 กิโลเมตร จนได้รับการบันทึกไว้ในกินเนสส์บุ๊ก…ดินแดนที่เคยมีเพียงเสียงกระดิ่งอูฐและรอยเท้าบนเม็ดทรายในอดีต ไม่มีชายหาด ไม่มีเสียงคลื่น และไม่มีเรือประมงให้เห็นแม้แต่ลำเดียว รอบด้านคือผืนดินกว้างใหญ่ ทะเลทราย ภูเขา และท้องฟ้าที่ดูเหมือนจะกว้างกว่าที่ไหนๆ

อูรูมูฉี มหานครไฮเทค เส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21

ที่นี่คือ “อูรูมูฉี” เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน แต่ความน่าสนใจของนครแห่งนี้ไม่ได้อยู่ที่การเป็น “เมืองที่ไกลทะเลที่สุด” เท่านั้น เพราะเมื่อเดินทางมาถึงกลับพบว่า มันไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเมืองที่อยู่สุดขอบโลกเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม อูรูมูฉีกำลังคึกคักในฐานะมหานครสมัยใหม่ของจีนตะวันตกเฉียงเหนือ ทั้งอาคารสูง รถไฟใต้ดิน ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และผู้คนที่เดินทางเข้าออกเมืองอย่างไม่ขาดสาย เมื่อยิ่งเดินก็ยิ่งทำให้รู้ว่า เมืองที่อยู่ไกลทะเลที่สุดแห่งนี้ กลับอยู่บน “เส้นทาง” ที่เชื่อมโลกมานานนับพันปี

อูรูมูฉีเป็นเมืองที่มีประวัติผูกพันกับเส้นทางสายไหมมาอย่างยาวนาน ในอดีตที่นี่เป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญบนเส้นทางการค้าอันยิ่งใหญ่ มีพ่อค้า นักเดินทาง และกองคาราวานเดินทางไป-มา ระหว่างจีนกับดินแดนเอเชียกลาง ไม่ได้มีเพียงสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีภาษา ศาสนา อาหาร ศิลปะ และวัฒนธรรมเดินทางไปด้วย นั่นอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมเมื่อมาเยือนอูรูมูฉี เราจึงรู้สึกถึงบรรยากาศที่แตกต่างจากเมืองจีนที่คุ้นเคย

Advertisement

เพียงเดินเข้าไปในย่านการค้าเก่าแก่ กลิ่นเครื่องเทศจากร้านอาหารลอยมาแตะจมูก เสียงผู้คนหลากหลายสำเนียงดังสลับกันไปมา และอาหารที่วางเรียงรายอยู่สองข้างทาง ก็สะท้อนร่องรอยของวัฒนธรรมเอเชียกลางอย่างชัดเจนทั้งชาวฮั่น ชาวอุยกูร์ ชาวคาซัค ชาวหุย และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ล้วนมีส่วนทำให้อูรูมูฉีมีสีสันเฉพาะตัว ที่นี่จึงเป็นเมืองที่ความเป็นจีนสมัยใหม่เดินเคียงข้างกับกลิ่นอายของเอเชียกลางอย่างน่าสนใจ

หอคอยสุเหร่าสีอิฐ สูง 80 เมตร สถาปัตยกรรมสไตล์อิสลามโบราณ
ที่ตลาดต้าปาจา

เมืองจีนที่มีกลิ่นอายเอเชียกลาง

เสน่ห์ของอูรูมูฉีอาจไม่ได้อยู่ที่การมีแลนด์มาร์กขนาดใหญ่ “หอคอยสุเหร่าสีอิฐ” สูง 80 เมตร สถาปัตยกรรมสไตล์อิสลามโบราณเพียงแห่งเดียว แต่อยู่ที่การเดินไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ สังเกตความแตกต่างรอบตัว มัสยิด ลวดลายอาคาร ตลาด ร้านอาหาร และสินค้าท้องถิ่น ล้วนบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนที่เดินทางผ่านดินแดนแห่งนี้มาหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะเรื่อง “อาหาร” ที่นักเดินทางไม่ควรพลาด

ตลาดต้าปาจา ตลาดอุยกูร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจท้องถิ่น มีร้านค้ามากกว่า 3,000 ร้าน

เนื้อแกะย่างเสียบไม้หอมกลิ่นเครื่องเทศ “นาน” หรือ “หนาน” ขนมปังแผ่นกลมย่างบนเตาถ่านร้อนๆ และอาหารที่มีรสชาติแบบเอเชียกลาง ล้วนเป็นอีกหนึ่งวิธีทำความรู้จัก “ซินเจียง” เพราะอาหารที่อยู่ตรงหน้าเป็นสิ่งที่บอกเราว่าดินแดนแห่งนี้เคยพบเจอผู้คนจากที่ใดมาบ้าง ทำให้การเดินตลาดในอูรูมูฉีบางครั้งเหมือนการเดินทางย้อนกลับไปบนเส้นทางสายไหมเมื่อพันปี เพียงแต่วันนี้ไม่ต้องใช้เวลาแรมเดือนเหมือนกองคาราวานในอดีต

ต้าปาจา-ตลาดในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ที่ต้องไม่พลาดของนักเดินทางและเป็นจุดที่ทำความรู้จักซินเจียงได้ดีที่สุดคือ “ตลาดต้าปาจา” ตลาดรวมสินค้าช้อปปิ้งในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นโดยผสมผสานระหว่าง “ประวัติศาสตร์ย่านการค้าดั้งเดิมกว่า 100 ปี” กับโครงการ “อภิมหาโปรเจ็กต์ของรัฐบาลจีน” รากเหง้าที่แท้จริงของที่นี่ไม่ได้เริ่มจากตึกใหญ่โต แต่เริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1881 สมัยปลายราชวงศ์ชิง ย่านนี้เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวอุยกูร์และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เป็นเส้นทางสายไหมโบราณในอดีต พ่อค้าแม่ค้าจากทั้งซินเจียงตอนเหนือ ตอนใต้ รวมถึงพ่อค้าจากเอเชียกลาง และรัสเซีย จะนำอูฐและม้าบรรทุกสินค้ามาพบปะซื้อขายกันที่นี่ เมื่อเวลาผ่านไป ตลาดแห่งนี้ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่หนาวจัด รัฐบาลท้องถิ่นจึงได้สร้าง “ตลาดแบบมีหลังคาคลุม” ขึ้นเป็นครั้งแรก กลายเป็นศูนย์กลางสินค้าชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในอูรูมูฉีตั้งแต่นั้นมา

เครื่องดนตรีคู่ชาวอุยกูร์ ได้แก่ ดูตาร์-คอยาว มี 2 สาย, ราวัป-คอยาวส่วนหัวม้วนงอคล้ายเขาแกะ, แทมบูร์-คอยาว มี 5-7 สาย

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “ต้าปาจา” เป็นแบบที่เห็นในปัจจุบัน เกิดขึ้นจากนโยบายพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันตกของจีนในช่วงต้นทศวรรษ 2000 รัฐบาลจีนมองว่าย่านการค้าแห่งนี้มีศักยภาพทางวัฒนธรรมสูงมาก แต่ดูทรุดโทรมและไม่สามารถรองรับการท่องเที่ยวระดับสากลได้ จึงรื้อพื้นที่บางส่วน และลงทุนสร้างโครงการคอมเพล็กซ์เชิงพาณิชย์และวัฒนธรรมขนาดมหึมาบนพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร โดยเน้นสถาปัตยกรรมสไตล์อิสลามโบราณผสมผสานสมัยใหม่ เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 26 มิถุนายน ค.ศ.2003 ภายใต้ชื่อ “Xinjiang International Grand Bazaar”

จากเสียงกระดิ่งอูฐสู่โลกดิจิทัล

ภาพของกองคาราวานอูฐอาจเป็นภาพจำของเส้นทางสายไหมในอดีต แต่ในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว จากเส้นทางทะเลทรายกลายเป็นถนนและระบบราง จากอูฐกลายเป็นรถไฟ-รถไฟความเร็วสูง และระบบขนส่งสมัยใหม่ จากจดหมายและข่าวสารที่ต้องเดินทางข้ามทะเลทราย กลายเป็นข้อมูลที่เดินทางผ่านเครือข่ายดิจิทัล

อูรูมูฉีกำลังมีบทบาทใหม่ในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการเชื่อมโยงจีนกับเอเชียกลาง ภายใต้แนวคิด Silk Road Economic Belt และ Digital Silk Road ภาพอูรูมูฉีที่ปรากฏแก่สายตาในยุคนี้ จึงเป็นถนนในเมืองที่กว้างใหญ่ ระบบขนส่งที่ทันสมัย การค้าข้ามพรมแดน และการเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายพื้นที่เข้าหากัน นี่คือ “เส้นทางสายไหม” ในศตวรรษที่ 21

การท่องเที่ยวขี่อูฐเลียนแบบกองคาราวานบนเส้นทางสายไหมในอดีต

อีกภาพหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นอย่างน่าจับตา นั่นคือ “พลังงานสะอาด” พื้นที่กว้างใหญ่ของซินเจียงมีทั้งแสงแดดและกระแสลม จึงเหมาะกับการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เมื่อเดินทางออกนอกเมือง จะพบเห็นกังหันลมขนาดยักษ์เรียงรายอยู่กลางผืนดินกว้างสุดสายตา ฟาร์มโซลาร์เซลล์ที่ทอดยาวไปตามภูมิประเทศ ภาพเหล่านี้ทำให้เข้าใจซินเจียงในอีกมิติหนึ่ง-อูรูมูฉี เป็นหนึ่งในฐานผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมและโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน เมื่อมีพลังงานเหลือเฟือ เมืองหลวงแห่งนี้จึงถูกวางตัวให้เป็น “สถานีขนส่งข้อมูลดิจิทัล” ของจีน เพื่อเชื่อมต่อไปยังกลุ่มประเทศเอเชียกลาง

จากเสียงกระดิ่งอูฐในวันวาน…สู่เสียงรถไฟความเร็วสูงในวันนี้ จากเส้นทางการค้าบนผืนทราย…สู่เครือข่ายดิจิทัลที่เชื่อมโลกเข้าหากัน บนเส้นทางสายไหมสายเก่าที่มีประวัติศาสตร์นับพันปี สู่เส้นทางสายไหมรูปแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 ที่จารึกด้วยนวัตกรรม ความร่วมมือจากผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ และวิสัยทัศน์ ที่มองไปไกลมากกว่าขอบฟ้า

อูรูมูฉีในวันนี้… จึงไม่ใช่แค่เมืองทางผ่านเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่คือจุดเริ่มต้นที่อดีตกับอนาคตเดินมาอยู่บนเส้นทางเดียวกัน และได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

กรรณิการ์ ฉิมสร้อย