หน้าแรก ประชาชื่น ‘รามาวตาร’ อล...

‘รามาวตาร’ อลังการโขนกรมศิลป์ ยังฮิตในศก 69

14.10.26 | 12:34 น.

รอบปฐมฤกษ์ จบลงอย่างงดงามยิ่ง


สำหรับการแสดงโขน ชุด ‘รามาวตาร’ โดย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ โรงละครแห่งชาติ ใจกลางเกาะรัตนโกสินทร์ กำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ ผู้ครองใจประชาชนคนไทยมาหลายทศวรรษ 

อำนวยการแสดงโดย อัมไพวรรณ เดชะชาติ นักวิชาการละครและดนตรีเชี่ยวชาญ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักการสังคีต

พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร รับบทบาทอำนวยการทั่วไป ควบคุมการบรรเลงโดย สุรศักดิ์ กิ่งไทร ดุริยางคศิลปินอาวุโส 

Advertisement

นาฏศิลป์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงนาฏศิลป์ ดนตรี ประจำปี 

จัด 4 รอบ ได้แก่ อาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม, เสาร์ที่ 17 ตุลาคม, อาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม และอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน ทุกบ่าย 2 โมงตรง 

ข่าวแว่วว่า บัตรถูกจองหมดเกลี้ยงเรียบร้อยแล้ว

เรียกได้ว่า ยังมีแฟนเหนียวแน่นเฉพาะกลุ่ม ท่ามกลางโลกยุคใหม่ ในพุทธศักราช 2569

สำหรับข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับ ‘โขน’ ฉบับที่ได้รับการเผยแพร่โดย สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ระบุว่า 

เรื่องที่ใช้แสดงโขนนิยมเพียงเรื่องเดียวคือ เรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งไทยได้เค้าเรื่องเดิมมาจากเรื่องรามายณะของอินเดีย อย่างไรก็ตาม มีอยู่หลายตอนที่เรื่องรามเกียรติ์ดำเนินความแตกต่างจากเรื่องรามายณะมาก โดยเหตุที่เรื่องรามเกียรติ์เป็นเรื่องยาว ไม่สามารถแสดงให้จบในวันเดียวได้ บูรพาจารย์ทางด้านการแสดงโขนจึงแบ่งเรื่องราวที่จะแสดงออกเป็นตอนๆ มีศัพท์เรียกโดยเฉพาะว่า ‘ชุด’

การที่เรียกการแสดงโขนแต่ละตอนว่าชุดนั้น เรียกตามแบบหนังใหญ่ ซึ่งมีการจัดตัวหนังไว้เป็นชุดๆ จะแสดงชุดไหนก็หยิบตัวหนังชุดนั้นมาแสดง

สำนักการสังคีตอธิบายด้วยว่า ที่กล่าวว่าโขนปรับปรุงมาจากการเล่นหนังใหญ่ ชักนาคดึกดำบรรพ์ และการเล่นกระบี่กระบองนั้น ท่านผู้รู้อธิบายว่า แต่เดิมการเล่นหนังใหญ่เป็นมหรสพขึ้นชื่อลือชา มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ดังที่กล่าวไว้ในหนังสือ บุณโณวาทคำฉันท์ ของพระมหานาค วัดท่าทราย ซึ่งแต่งขึ้นในราว พ.ศ.2294-2301 เป็นระยะเวลา 7 ปี ปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ 

ในหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงมหรสพที่แสดงฉลองพระพุทธบาทในตอนกลางคืนว่ามีการละเล่นหนังใหญ่อยู่ด้วย โดยนำแผ่นหนังวัว (บางท่านก็ว่ามีหนังควายด้วย) มาฉลุสลักเป็นรูปตัวยักษ์ ลิง พระ นาง ตามเรื่องรามเกียรติ์

การเล่นหนังใหญ่นอกจากจะมีตัวหนังแล้ว ยังต้องมีคนเชิดหนัง คนเชิดหนังคือคนที่นำตัวหนังออกมาเชิด และยกขาเต้นเป็นจังหวะ 

นอกจากนี้ยังต้องมีผู้พากย์-เจรจา ทำหน้าที่พูดแทนตัวหนัง และมีวงปี่พาทย์ประกอบการแสดงด้วย สำหรับสถานที่แสดงหนังใหญ่ นิยมแสดงบนสนามหญ้าหรือบนพื้นดิน มีจอผ้าขาว ราวๆ 16 เมตร ขึงโดยมีไม้ไผ่ หรือไม้กลมๆ ปักเป็นเสา 4 เสา รอบๆ จอผ้าขาว ขลิบริมด้วยผ้าแดง ด้านหลังจอจุดไต้ให้มีแสงสว่าง เพื่อเวลาที่ผู้เชิดหนังเอาตัวหนังทาบจอทางด้านใน ผู้ชมจะได้แลเห็นลวดลายของตัวหนังได้ชัดเจนสวยงาม 

เมื่อแสดงหนังใหญ่นานๆ เข้า ทั้งผู้ชมและผู้เชิดหนังก็คงจะเกิดความเบื่อหน่าย ผู้ชมคงจะเบื่อที่ตัวหนังใหญ่เคลื่อนไหวอิริยาบถไม่ได้ ฉลุสลักเป็นรูปร่างอย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้น

ส่วนผู้เชิดหนังก็อาจจะเบื่อหน่ายที่จะนำตัวหนังออกไปเชิด เนื่องจากตัวหนังบางตัวมีน้ำหนักมาก การที่ต้องจับยกขึ้น เชิดชูอยู่เป็นเวลานานๆ ก็ทำให้เมื่อยแขน ตัวหนังที่มีน้ำหนักมากๆ บางตัวมีขนาดใหญ่ และสูงถึง 2 เมตร เช่น หนังเมือง หรือหนังปราสาท จึงคิดจะออกไปแสดงแทนตัวหนังใหญ่ แต่ก็ยังหาเครื่องแต่งกายให้เหมาะสมกับตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ที่แบ่งเป็นพระ นาง ยักษ์ และลิง ไม่ได้

บังเอิญในเวลานั้นมีการเล่นในพระราชพิธีอินทราภิเษกอยู่อย่างหนึ่ง คือ การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ การเล่นแบบนี้ผู้เล่นแต่งกายเป็นยักษ์ ลิง เทวดา มีพาลีและสุครีพ เป็นตัวเอก การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ในพระราชพิธีอินทราภิเษกนี้ ท่านผู้รู้สันนิษฐานว่า บางทีพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยโบราณอาจจะได้แบบอย่างมาจากขอม แม้จะไม่มีตำนานกล่าวไว้โดยชัดเจน แต่ก็ปรากฏว่ามีพนักสะพานทั้งสองข้างที่ทอดข้ามคูเข้าสู่นครธม ทำเป็นรูปพญานาคตัวใหญ่ มี 7 เศียร ข้างละตัว มีเทวดาอยู่ฟากหนึ่ง อสูรอยู่ฟากหนึ่ง กำลังทำท่าฉุดพญานาค และที่ในนครวัดก็จำหลักรูปชักนาคทำน้ำอมฤตไว้ที่ผนัง ระเบียง ด้านตะวันออกเฉียงใต้ 

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้รู้สันนิษฐานว่า การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ในพระราชพิธีอินทราภิเษกของไทยน่าจะได้แบบอย่างมาจากขอม การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ในพระราชพิธีอินทรา
ภิเษกจะสร้างภูเขาจำลองขึ้น แล้วทำเป็นตัวพญานาคพันรอบภูเขาจำลอง ให้พวกทหาร ตำรวจมหาดเล็ก เด็กชาย แต่งกายเป็นยักษ์ เทวดา และลิง ทำท่าฉุดพญานาค โดยพวกยักษ์ฉุดด้านเศียรพญานาค เทวดาอยู่ทางด้านหาง และพวกลิงอยู่ทางปลายหาง ผู้ที่คิดจะออกไปแสดงแทนตัวหนังใหญ่ จึงเอาเครื่องแต่งกายของผู้ที่เล่นชักนาคดึกดำบรรพ์มาแต่ง และเครื่องแต่งกายก็วิวัฒนาการตามลำดับจนกระทั่งถึงปัจจุบัน 

ส่วน รามาวตาร คือ การอวตาร หรือแบ่งภาคลงมาเกิด ครั้งที่ 7 ของพระนารายณ์ เทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยลงมาเป็น ‘พระราม’ กษัตริย์แห่งกรุงอโยธยา เกิดเรื่องราวต่างๆ มากมายให้จดจำเป็นวรรณกรรมระดับมหากาพย์ของโลก 

ภาพจาก ‘สำนักการสังคีต กรมศิลปากร’

ช่องทางการติดต่อ และติดตามข่าวสาร

สำนักการสังคีต กรมศิลปากร

www.finearts.go.th/performing

facebook : สำนักการสังคีต กรมศิลปากร

Instagram : the.performingarts.t 

LINE : สำนักการสังคีต กรมศิลปากร

สอบถามรายละเอียด (วันและเวลาราชการ) 0-2221-6532, 0-2223-3510

พรรณราย เรือนอินทร์