หน้าแรก ประชาชื่น สดุดี 100 ปี ...

สดุดี 100 ปี ‘ทองใบ ทองเปาด์’ มรดกแห่งความยืนหยัด ‘ทนายของคนยาก’

16.10.26 | 12:12 น.

ทองใบ ทองเปาด์ บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยังคงร่วมสมัย มีบทบาทสำคัญเป็นที่ประจักษ์ในทางสากล จนได้รับรางวัลแมกไซไซ อันเปรียบเสมือนรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ มอบให้แก่บุคคลผู้โดดเด่นและมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณประโยชน์ให้กับสาธารณะ ผลจากความบากบั่นทำคดีแรงงาน ชาวบ้าน และคดีสิทธิมนุษยชนจำนวนมาก กลับส่งให้เขาต้องถูกจองจำในคุกยุคเผด็จการ 


“เขาเป็นนักกฎหมายผู้ยืนหยัด ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของประชาชนคนเล็กคนน้อย

ผู้ถูกละเมิดสิทธิ ผู้ด้อยโอกาส ชุมชน และผู้ได้รับผลกระทบจากความอยุติธรรมในกรณีต่างๆ 

ด้วยความกล้าหาญ ซื่อสัตย์ เสียสละ และยึดมั่นในหลัก ‘ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์’ ตลอดช่วงชีวิตการทำงาน จนเป็นวัตรปฏิบัติ”

Advertisement

บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ระลึกถึงวีรกรรม ‘ทนายของคนยาก’ เปิดฉากงาน ‘รำลึก 100 ปีชาตกาลทองใบ ทองเปาด์ กัลยาณมิตรของประชาชน’
ซึ่งร่วมกับเครือข่ายหลากหลายวิชาชีพและภาคประชาสังคม จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘สืบสานมรดกทางความคิด สู่คนรุ่นต่อไป’ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา 

นอกจากพาย้อนพินิจเส้นทางในด้านการงาน ชีวิต และคุณูปการของ ทองใบ ทองเปาด์ ที่รับการขนานนามว่า ‘ทนายชาวบ้าน’ ผู้คนหลากหลายรุ่นยังได้แลกเปลี่ยนและส่งต่อคุณค่าที่ ‘ทองใบ’ ฝากไว้แก่สังคมไทย โดยเฉพาะในแง่ ‘สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม ประชาธิปไตย และสันติธรรม’ 

อันก่อเกิด ‘ทรรศนะรับใช้สังคม’ เป็นรากฐาน

เป็นแบบอย่างของการ ‘อุทิศตน’ ช่วยเหลือทางคดีความให้แก่คนยากจนผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) พ.ศ.2539 จนเกิดรัฐธรรมนูญฉบับที่เรียกได้ว่า เป็นประชาธิปไตยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หรือแม้แต่สมาชิกวุฒิสภา และอีกหลากหลายบทบาท จนอาจกล่าวได้ว่า เขามุ่งสร้างกฎหมายที่ ‘ยืนข้างประชาชน’ 

ในสายตาของบุญแทน นอกจาก ‘ทองใบ’ เป็นทนายความที่โดดเด่น ยังเป็นนักคิด นักเขียน เป็นสื่อมวลชน เป็นครูบาอาจารย์ที่อบรมความรู้เรื่องกฎหมายให้กับชาวบ้านทุกวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างมุ่งมั่น นับเป็นเวลากว่า 10 ปี 

“เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้กฎหมายเป็นเกราะป้องกันการถูกรังแกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการผู้ฉ้อฉล และผู้มีอำนาจที่มักข่มเหงประชาชน ด้วยจากประสบการณ์ตรงของตนเอง ที่เคยตกเป็นผู้ต้องขังในคดีการเมือง ในคุกลาดยาวอยู่หลายปี จนมีงานเขียนออกมาเผยแพร่สู่สาธารณชนในโอกาสต่อมา” 

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา หวนมองเส้นทางของชายผู้นี้ 

ก่อนที่ท่วงทำนองของดนตรีและบทกวีจะขับขาน เปิดบทสนทนาชวนแลกเปลี่ยนอนาคต เพื่อให้ ‘กระบวนการยุติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน’ ไม่เลือนหายไปจากสังคมไทย 

สดุดีคนสามัญ กัลยาณมิตรของประชาชน

เริ่มที่ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ‘ส.ศิวรักษ์’ ปัญญาชนสยาม นักคิดนักเขียน ผู้วิพากษ์วิจารณ์การเมือง วัฒนธรรม และศาสนา ในฐานะกัลยาณมิตรของทองใบ ขอกล่าวสดุดีเกียรติคุณ ด้วยข้อชวนคิด  

“ผมขอพูดแต่สิ่งเดียว ซึ่งบางท่านอาจจะไม่รู้ ทองใบมีส่วนร่วมในการก่อตั้ง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  แต่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้น มีเป้าหมายที่ชัดเจน ที่ไม่ต้องการฝึกนักศึกษาให้เป็นผู้พิพากษา เป็นอัยการ หรือเป็นคนใหญ่คนโต แต่ต้องการฝึกให้นักศึกษา รักความยุติธรรม” 

สุลักษณ์ ย้ำว่า คุณูปการของทองใบนั้น มีมาก โดยเฉพาะการปลุกให้สังคมตื่นรู้ทางความคิด

“ทำอย่างไรถึงเอื้ออาทรต่อคนที่ยากไร้ ที่ถูกกดขี่โดยโครงสร้างทางสังคมที่ไม่ยุติธรรม เพียงประเด็นนี้ประเด็นเดียวนั้น ทองใบมีส่วนสำคัญ ซึ่งคนส่วนมากไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นการยกย่อง ‘ทองใบ’ อย่ายกย่องเป็นรายบุคคล ต้องยกย่องกระบวนการทั้งหมด” สุลักษณ์ทิ้งท้าย 

แบบอย่าง ล้มแล้วลุก นักสู้ผู้ ‘หยุ่นตัว’

ด้าน รศ.ดร.โคทม อารียา ในฐานะประธานมูลนิธิวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ACFOD) และที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าด้วยรอยยิ้มว่า ตนเคยได้ทำงานกับคุณทองใบ จะเรียกว่าลูกศิษย์ก็ไม่เชิง ในฐานะที่เป็นรุ่นน้อง ในฐานะที่เราสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วยกัน

“ผมจำได้ว่าตอนที่คุณทองใบอายุครบ 72 ปี มีการจัดงานและมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ในนั้นเล่าประวัติละเอียดพอสมควรของคุณทองใบ” 

รศ.ดร.โคทมไล่เรียงเริ่มตั้งแต่ เทียนวรรณ จนถึงคนรุ่นต่อมา ได้แก่ ปรีดี พนมยงค์ เกิดปี 2443, พุทธทาสภิกขุ และกุหลาบ สายประดิษฐ์ เกิดปี 2449 และป๋วย อึ๊งภากรณ์ เกิดปี 2459 บุคคลเหล่านี้เป็นนักคิดและนักต่อสู้เพื่อเพื่อนมนุษย์ 

ต่อมาเป็นคนรุ่นคุณทองใบ ทองเปาด์ เกิดปี 2469 

คำสิงห์ ศรีนอก เกิดปี 2473 และหมอประเวศ วะสี เกิดปี 2475 

“อันนี้คือผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว แต่คุณทองใบแตกต่างชัดเจน คุณทองใบเกิดมาจากครอบครัวที่ยากจน มาจากต่างจังหวัด ต่อสู้ ขอเงินพี่ชายมาเรียนหนังสือ พี่ชายกำชับ ‘เอ็งต้องเรียนให้สำเร็จ’ เมื่อเรียนสำเร็จแล้ว ก็เกิดมรสุมการเมือง 

ตัวเองรู้กฎหมายก็คิดว่า กฎหมายใช้ได้ดี ถ้าไม่มีเผด็จการ เพราะเผด็จการก็ออกกฎหมายรับใช้เผด็จการ คุณทองใบก็เจอมรสุม ต้องไปอยู่ที่เรือนจำ ดูเหมือนจะ 7 ปีเศษ ออกมาได้เพราะ ‘ความรู้ทางกฎหมาย’ สู้ฟ้องศาลทหาร ว่ากักขังโดยไม่ชอบ อันนี้ผมคิดว่าน่าสนใจมาก” รศ.ดร.โคทมหยิบยกสตอรี่ที่จดจำไม่ลืม 

ครั้นออกมาจากคุก คราวนี้ก็ตั้งมั่นเป็น ‘ทนายเพื่อคนจน’ เพื่อผู้ใช้แรงงาน เพื่อผู้ที่ถูกรังแกโดยอำนาจรัฐ ยึดมั่นเช่นนี้มาโดยตลอด จนในที่สุดก็ได้รับรางวัลรามอน แมกไซไซ นอกจากเป็นที่ชื่นชมของชาวอาเซียนด้วยกัน ยังเป็นที่ชื่นชมของคนไทยในแง่การต่อสู้เพื่อผู้ยากไร้ทั้งหลาย

“ในหนังสือเล่มที่เขาแจกให้ผม จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาเขียนคำว่า ‘Resilience’ แปลเป็นไทยว่า ‘ปรับตัว’ แต่ปรับนี่มัน Adapt บางคนก็แปลว่ายืดหยุ่น ก็คือ Flexible ผมเป็นประเภทชอบคิดคำ ก็เอาทั้ง ‘ปรับตัว’ กับ ‘ยืดหยุ่น’ มาเป็น ‘หยุ่นตัว’

เพราะนี่คือคุณทองใบ ถูกกด แกก็ฟื้นขึ้นมา ถูกรังแก แกก็สู้ ล้มก็ลุกอยู่ตลอดเวลา อันนี้เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนรุ่นหลัง มาถึงรุ่นปัจจุบัน” รศ.ดร.โคทมให้นิยามความเป็นนักสู้แบบทองใบ

ทิ้งมรดกทางความคิด เปิดเผยความจริง ท้าทาย ‘อำนาจมิชอบ’

ปิดท้ายด้วยมุมของ สุรสีห์ โกศลนาวิน ประธานมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ถ่ายทอดความทรงจำร่วมอุดมการณ์ 

โดยมองว่ามรดกทางความคิดของ ‘ทองใบ ทองเปาด์’มีบทบาทสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะในการวางรากฐานคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ ศ.ดร.สุมนต์ สกลไชย อดีตอธิการบดี โดยนำแนวคิดด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และการรับใช้สังคมมาเป็นหลักสำคัญของคณะจนถึงปัจจุบัน

หลังจบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ทองใบทำงานทั้งในฐานะนักกฎหมาย ทนายความ และนักหนังสือพิมพ์ เขียนข่าวการเมืองให้หนังสือพิมพ์หลายฉบับ เช่น ไทยใหม่ พิมพ์ไทย สยามนิกร สุภาพบุรุษ และประชามิตร โดยใช้นามปากกาหลายชื่อ

เส้นทางชีวิตของท่านจึงไม่ได้ยึดติดกับตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับการเมือง สังคม และการเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะ

“ท่านถูกจับกุมและคุมขังในคดีกบฏ และคดีตามพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 เป็นเวลานานกว่า 7 ปี 6 เดือน ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ท่านลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ต้องขัง โดยนำหลักสิทธิมนุษยชนสากลมาเรียกร้องความเป็นธรรม จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในทนายความผู้พิทักษ์สิทธิที่สำคัญของไทย” สุรสีห์ตอกย้ำ

โดยมองว่าหนึ่งในมรดกสำคัญที่ทิ้งไว้ คือ ผลงานเขียนเกี่ยวกับชีวิตนักโทษการเมืองในลาดยาว ซึ่งยังคงช่วยเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ และการจำกัดเสรีภาพในยุคเผด็จการ สะท้อนสภาพการณ์ในปัจจุบันที่ไม่ต่างไปจากอดีต  

แม้ตัว ‘ทองใบ ทองเปาด์’ จะจากไปแล้ว 1 ศตวรรษ ชื่อของเขายังคงแบบอย่างของผู้ที่ล้มแล้วลุก ถูกกดขี่แล้วยังยืนหยัด เลือกใช้ความรู้ทางกฎหมายเพื่อปกป้องเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งยังชวนให้คนรุ่นปัจจุบัน ได้ทบทวนกระบวนการยุติธรรม 

ว่าสังคมของเราเข้าใกล้ หรือถอยห่างจากความ ‘เป็นธรรม’?

ศุภชัย สหพรอุดมสิน