ธัญญพร มากคง
เปิดฉากชีวิต ‘สหายหญิงปฏิวัติ’
ฉายบทบาทใน ‘พคท.ปักษ์ใต้’
เดือนตุลาฯยังไม่จบ
ประวัติศาสตร์เดือนตุลาฯก็ยังรอการชำระ
เช่นเดียวกับเรื่องราวของ ‘สหายหญิง’ ที่แม้มีตัวจริงในบทบรรทัดแห่งการต่อสู้ แต่กลับไม่ค่อยมีใครล่วงรู้ข้อมูลลึกซึ้ง
ธัญญพร มากคง มุ่งค้นคว้าวิจัยอย่างเข้มข้นจนสำเร็จเป็นวิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง ‘บทบาทของสหายหญิงในขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เขตจังหวัดพัทลุง ตรัง สตูล จากทศวรรษ 2500-2530’ ก่อนปรับรูปแบบเป็นพ็อคเก็ตบุ๊กส์คุณภาพ โดย สำนักพิมพ์มติชน ในชื่อ ‘สหายหญิงปฏิวัติ’
ขึ้นเวทีไปหมาดๆ ในงานเปิดตัวหนังสือใหม่หลากหลายเล่มธีมประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อต้นเดือนตุลาคม ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวาระ 50 ปี 6 ตุลาฯ
‘เมื่อผู้หญิงเป็นสหาย บทบาทผู้หญิงในขบวนการปฏิวัติ’
คือหัวข้อสนทนาในวันนั้น ร่วมด้วย ‘สหายอำไพ’ ผศ.สุนี ไชยรส อาจารย์ประจำวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสหายหญิงตัวจริง ผู้ให้เกียรติเขียนคำนิยมของเล่มดังกล่าว
‘ถีบลงเขา เผาลงถังแดง’ ผลักคนเข้าป่า
‘เนื่องด้วยแรงแค้น’
งานศึกษาเล่มนี้เน้นพื้นที่ภาคใต้ โดยปัจจัยที่ทำให้คนเข้าป่าในพื้นที่พัทลุง ตรัง และสตูล ส่วนหนึ่งมาจากเหตุการณ์ ‘ถีบลงเขา เผาลงถังแดง’ ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) เข้าไปจัดการกับการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งเริ่มมีการจัดตั้งชาวนาในชนบท โดยเฉพาะสหายชาวนาและสหายท้องถิ่นที่เข้าไปจัดตั้งคนในพื้นที่ ในสมัยนั้นยังใช้การทหารนำและใช้ความรุนแรงในการจับคนไปทรมาน ที่เรียกว่าถังแดง
ในพื้นที่นี้ ถ้าในบ้านมีคนเข้าป่าไป 1 คน คนที่เหลือจะต้องถูกจับไป คาดคั้น สอบสวน แต่สิ่งที่เขาใช้คือเราไม่ได้ขึ้นศาล ไม่ได้ผ่านกระบวนการยุติธรรม แต่จะเอาไปสอบสวนผ่านการใช้ความรุนแรง ในพื้นที่ที่ปัจจุบันเป็นอนุสรณ์ถังแดงอยู่ที่ศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง คือเอาคนไปสอบสวน หลังจากนั้น ตอนกลางคืนจะเอาคนที่ยังไม่เสียชีวิตไปเผาลงในถังน้ำมัน 200 ลิตรสีแดง จุดไฟเผาและเร่งเครื่องยนต์เพื่อกลบเสียงกรีดร้อง
จากที่ลงพื้นที่สหายท่านหนึ่ง นามสมมุติว่า ‘เยา’ เล่าให้ฟังว่า พ่อของเยาเข้าป่า และแม่กับพี่ชายตามเข้าไป สุดท้ายเหลือเยากับคุณยายอยู่ที่บ้านสองคน แต่สองคนนี้ถูกเรียกไปรีดข้อมูล โดยในตอนนั้น ‘เยา’ ยังไม่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ครั้งนั้นยายถูกพาไปสืบสวนสอบสวนสุดท้ายยายโดนเผาในถังแดง คุณเยาอยู่ในเหตุการณ์ เพียงแต่เขาขอไว้ชีวิตเด็ก คุณเยาจึงได้รับการปล่อยตัวออกมา จากเขตที่เป็นเขตทหาร ท้ายที่สุดคุณเยาเข้าป่า และไปเป็นทหาร เนื่องด้วยแรงแค้น
อันนี้คือสาเหตุเพราะว่าชาวบ้าน หนึ่งได้รับการจัดตั้ง จึงตื่นตัวทางการเมือง อุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เข้าไปเคลื่อนไหวด้วยการที่เข้าไปช่วยใช้แรงงาน ไปช่วยทำนาทำไร่กับคนในชนบท มีการตั้งกลุ่มศึกษา
ยกตัวอย่างสหายขวัญ ซึ่งเป็นสหายที่ครอบครัวตื่นตัวทางการเมือง สิ่งที่ทำให้เข้าป่าจริงๆ เพราะกรณีถังแดงเช่นเดียวกัน เพราะถ้าไม่อยู่คือไม่รอด จึงต้องเข้าป่า จุดพีคประมาณ พ.ศ.2514-2515 ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ คนท้องถิ่นจึงเข้าป่าไปก่อน
หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือสหายชาวนาและสหายนักศึกษา ในส่วนของสหายนักศึกษา เริ่มเคลื่อนไหวกันมา ตั้งแต่หลัง 14 ตุลาฯ 2516 จนก่อนถึง 6 ตุลาฯ 2519 ความเป็นซ้ายจะเริ่มกว้างขวางมากขึ้น
6 ตุลาฯ ไม่พูดถึงพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้
แต่อาจ ‘หลากหลายเฉด’
คราวนี้พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ โดยการไม่พูดถึงพรรคคอมมิวนิสต์ได้ไหม คงไม่ได้ เราว่าตามหลักฐานจากการสัมภาษณ์สหายส่วนใหญ่ มีความเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าอาจจะมีในหลากหลายเฉด
นักศึกษาที่เคลื่อนไหวมีทั้งคนที่ได้รับการจัดตั้ง จากพรรคคอมมิวนิสต์และคนที่ยังไม่ได้รับการจัดตั้ง แต่รู้ว่ามีความเคลื่อนไหว และคนที่เห็นว่าเกิดความอยุติธรรมขึ้นในสังคมและเกิดความคิดที่จะช่วยเหลือหรือเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้สังคมขึ้น เพราะฉะนั้นเราคงไม่ตัดความเป็นซ้าย ความก้าวหน้าหรือพรรคคอมมิวนิสต์ให้ขาดหายไปจากการพูดถึงเรื่องนี้ เราพูดตามบริบทของยุคสมัย สมัยนั้นเป็นยุคสงครามเย็น สงครามอุดมการณ์มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่เมืองไทย มันเกิดขึ้นทั่วโลก คราวนี้นักศึกษาได้รับอิทธิพลมาเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลง ในพื้นที่อื่นๆ ในโลก
ยกตัวอย่าง ‘ธาน’ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และได้รับการจัดตั้ง เขาเข้าไปเรียนและมีความแอ๊กทีฟ โดยสายจัดตั้งไปหานำพาเข้ามา ในสมัยนั้นจะมีการรักษาความลับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของความปลอดภัย เพราะอาจโดนติดตามโดย กอ.รมน. ฝ่ายความมั่นคงก็จะมาตาม แต่คุณธาน เรียกว่าก้าวหน้ามากจนจับไปร่วมกลุ่มศึกษา ธานในขณะนั้นก่อน 6 ตุลาฯได้เข้าไปเป็นสมาชิกสันนิบาตเยาวชนของพรรคคอมมิวนิสต์ ได้เคลื่อนไหวกับกรรมกรฮาร่า

สำหรับนักศึกษาจะเริ่มลงสู่ชนบท โดยมองว่าตนเองเป็นชนชั้นปัญญาชนที่จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคม จึงเริ่มทำความเข้าใจชีวิตในชนบทมากขึ้น และพบว่าการใช้ชีวิตในชนบทไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้นักศึกษาตัดสินใจเข้าป่า คือเหตุการณ์ 6 ตุลาฯเช่นเดียวกัน คล้ายกับคนท้องถิ่น ด้วยความรุนแรง บางคนได้รับการจัดตั้งก็จริง แต่ไม่ได้มีแนวคิดที่จะเข้าป่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้เขาคงเคลื่อนไหวอยู่ในเมืองเหมือนเดิม
การเข้าป่าคือ 1.บางคนรู้สึกว่าอยู่ไม่ได้แล้ว ถ้าอยู่ ไม่โดนจับก็โดนทำร้ายร่างกาย มีความเสี่ยงต่อชีวิต หรือ 2.เข้าไปแก้แค้น ให้เพื่อนหลังจากที่โดนกระทำความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เพราะว่าทุกคนเคลื่อนไหวมาด้วยกัน และวันหนึ่งในเหตุการณ์นั้นมีทั้งคนที่อยู่ในคืนวันที่ 5 ถึงเช้าวันที่ 6 อยู่ในเหตุการณ์ และหนีออกมาได้ หรือโดนจับกุม ก็เข้าป่าหลังจากนั้น หรือบางคนไม่โดนจับ หนีออกมาว่ายน้ำออกไป แอบไปหลบและหาทางที่จะเข้าป่าโดยการไม่ได้รับการจัดตั้ง
กรณี ‘ขวัญเมือง’ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งไม่ได้ถูกจับกุม แต่หลบหนีและท้ายที่สุดยังไม่ได้รับการจัดตั้ง ทว่าได้พยายามหาทางติดต่อกับเพื่อน จนหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ตัดสินใจเข้าป่า
ไม่โรแมนติไซซ์ความเป็นชนบท
นักศึกษา-ชาวนา แลกเปลี่ยนข้อมูล
การเข้าป่าของนักศึกษาหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อาจไม่ถึงขั้นเรียกว่าเป็น ‘เทรนด์’ แต่ในช่วงเวลานั้นนักศึกษาจำนวนหนึ่งพยายามหาทางที่จะเข้าป่าให้ได้
ในเมื่อรัฐเลือกใช้ความรุนแรงมา เขาก็ไม่รู้ว่าจะหาวิธีทางไหน ที่ทำให้ความเท่าเทียมเกิดขึ้นจริง จึงใช้วิธีในเมื่อคุณใช้ความรุนแรงมา ก็จะใช้ความรุนแรงกลับ โดยการไปถือปืนกับพรรคคอมมิวนิสต์ หลังจากนั้นจึงทำให้ทั้งสองชนชั้นไปเจอกันในป่า แต่เราก็พูดได้ว่านักศึกษาไม่ได้ไปโรแมนติไซซ์ความเป็นชนบท ความใช้ชีวิตในป่าขนาดนั้น เพราะคนที่เข้าป่าส่วนใหญ่ จะรู้อยู่แล้วว่าชีวิตในป่าลำบาก แต่ทุกคนก็พร้อมที่จะเข้าไป
จากที่สัมภาษณ์สหายในท้องที่ที่มีข้อมูล คือนักศึกษาที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง อาจจะไม่ค่อยสันทัดการใช้ชีวิตแบบชนบทที่ต้องปลูกผัก หาข้าว ปลูกข้าว ทำนา เขาจะต้องไปหาเรียนรู้ใหม่ วิธีเดินป่าเอาตัวรอดและการจับปืนถืออาวุธ ในส่วนของสหายชาวนาจะให้ความรู้กับนักศึกษาเหมือนเป็นพี่เลี้ยง ใช้คำว่าเป็นพี่เลี้ยงให้กับนักศึกษาที่เข้าไปในป่ากลุ่มนี้ เพื่อให้เรียนรู้การใช้ชีวิตในป่าเพื่อเป็นทหาร เป็นสหายปฏิวัติ ในขณะที่สหายนักศึกษาซึ่งมีความรู้ทางการเมือง มีการศึกษา เพราะคนในชนบทส่วนใหญ่จะจบชั้น ป.4 แต่นักศึกษาที่เข้าไปมีตั้งแต่นักศึกษาในระดับปริญญาตรี แต่สหายท้องถิ่นมีคนที่จบ ม.ศ.3 เหมือนกัน แต่ผู้หญิงในชนบทภาคใต้จบ ป.4 ต้องมาช่วยงานที่บ้าน ไม่ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อ
เพราะฉะนั้นนักศึกษาอาจจะไม่ใช่แค่ผู้หญิง คือสหาย 2 ชนชั้น ระหว่างนักศึกษาและชาวนาจะไปสู่จุดที่มีการแลกเปลี่ยนระหว่างกัน คือนักศึกษาจะมีความรู้ทางการเมืองมากกว่า จะเป็นผู้นำในการคิดวิธีการคุยกับสหายนำในท้องถิ่น มีการศึกษาตอนเย็น ชีวิตประจำวันจะมีตารางเวลาที่ชัดเจน ช่วงเวลาที่มีการศึกษาหรือแลกเปลี่ยนทฤษฎีทางการเมืองจะเป็นตอนเย็น มีการสรุปข่าว มีการตั้งกลุ่มและวิพากษ์พูดคุยแลกเปลี่ยนวิจารณ์กัน ซึ่งนักศึกษาจะมีความกล้าแสดงออกมากกว่าเพราะถูกฝึกและได้รับความรู้ในแง่ของการเมืองมามากกว่า อ่านหนังสือมามากกว่า ในขณะที่สหายชนบทจะเรียกร้องการใช้แรงงานมากกว่า
ทั้ง 2 ชนชั้นเหมือนไปแลกเปลี่ยน เท่าที่ดูมาส่วนใหญ่จะไม่ได้ขัดแย้งกับความเป็นนักศึกษา ชาวบ้านจะเอ็นดูนักศึกษาด้วยซ้ำที่บางคนเป็นลูกหลานคนไทยเชื้อสายจีน ผิวขาวหมวยๆ น่ารัก ในขณะที่คนพื้นถิ่นภาคใต้จะผิวคล้ำๆ เขาจะมีความเอ็นดูนักศึกษา น่ารัก ผิวขาว ไม่เคยทำงานมาก่อน พอไปก็จะได้รับความเอ็นดูจากคนในพื้นที่เป็นส่วนส่วนใหญ่
แนวคิดเรื่องผู้หญิง ในสายตา พ.ค.ท.
‘สมัยนั้นก้าวหน้ามาก’
ประเด็นแนวคิดเรื่องความเสมอภาคระหว่างชายหญิงในมุมมองของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.)
ด้วยความที่คอมมิวนิสต์เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายเพิ่งยกเลิกไปในปี พ.ศ.2543 เพราะฉะนั้นการหาหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่เป็นเอกสารงานใต้ดินจะมีน้อยมาก เท่าที่หามาได้และเป็นลายลักษณ์อักษร ขอยกตัวอย่างแนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เกิดจากผู้นำคือเลขาธิการในกลุ่มของฝ่ายนำของพรรค เจอว่ามีการพูดถึงแนวคิดเรื่องผู้หญิง
ซึ่งในสมัยนั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่าก้าวหน้ามาก เพราะในทางรัฐไทยเราไม่ได้มีการพูดถึงประเด็นนี้ คือนโยบายเฉพาะหน้า 10 ประการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ปี 2511 ข้อ 9 มีการพูดถึงให้ผู้หญิงมีสิทธิทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษา ที่เท่าเทียมกับเพศชาย ขยายบทบาทของผู้หญิงให้มีการเคลื่อนไหวปฏิวัติและการผลิตการส่งเสริมสวัสดิการของผู้หญิงและเด็ก มีการเสียสละเหมือนเรียกว่าในนโยบาย 10 ข้อจะมีเรื่องการพูดถึงผู้หญิงอยู่ 1 ข้อ ซึ่งอยู่ในข้อ 9 พอมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุง เรียกว่าเป็นนโยบายที่ปรับปรุงใหม่ในปี 2519 คือมีการยกประเด็นนี้ขึ้นมาอีก แต่มีการปรับปรุงเล็กน้อยจากในปี 2511
อีกอันหนึ่งแถลง 30 ปี และนโยบายเฉพาะหน้าจะเป็นนโยบายทางการเมืองที่คนที่เข้าป่าจะต้องได้รับการศึกษาคือระยะเวลาในการเข้าไปอาจจะมี 2 เดือน หรือ 3 เดือน ขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่จะต้องเข้าไปเรียนโรงเรียนการเมืองการทหารเพื่อเรียนรู้แนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ก่อน เพราะอย่างที่เราพูดไปตั้งแต่แรก ความก้าวหน้าหรือความตื่นตัวของคนมีหลายระดับ บางคนได้รับการศึกษามาแล้ว บางคนยังไม่ได้รับการศึกษา เพราะฉะนั้นมันเป็นการเรียนปรับพื้นฐาน อันนี้แถลงการณ์ 30 ปีของพรรคคอมมิวนิสต์ 2515 มีทั้งหมด 14 ข้อ ข้อ 11 มีแนวคิดของการพยายามจะจัดตั้งเกี่ยวกับผู้หญิงอยู่ คล้ายกับ 2 อย่างแรกคือ จะมีอยู่แต่ไม่ได้เยอะและไม่ได้เป็นรูปธรรม ถึงจะต้องระยะเวลาเท่านี้ต้องมีการเคลื่อนไหวแบบเกี่ยวกับประเด็นผู้หญิง
อีกอันหนึ่งคือนโยบายวินัย 10 ข้อของกองทัพปลดแอก อันนี้ทำความเข้าใจก่อนว่าพรรคคอมมิวนิสต์เรียกคนที่เข้าไปว่าสหายและมีชื่อจัดตั้งและการต่อสู้ด้วยอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์มีกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย คือออกไปทำการสู้รบ เพราะมีการปราบปรามมีการสู้รบ ต้องไปปะทะกับฝ่ายกำลังของรัฐ คราวนี้มีวินัย 10 ข้อ แล้วแต่บางที่อาจจะอยู่ข้อที่ 8 หรือข้อที่ 9 มีประเด็นที่ว่าไม่ลวนลามสตรี
อีกประเด็นหนึ่งคือเอกสารที่เรียกว่า ‘เรื่องของเราเอง’ ซึ่งในพื้นที่ภาคใต้ใช้คำนี้เรียกกัน แต่ที่อื่นจะเรียกว่า ‘ใครสร้างใครเลี้ยง’ เป็นเอกสารของพรรคในการให้การศึกษาเช่นเดียวกัน จะเลือกประเด็นที่ว่าในหมู่ผู้ชายเราควรจะปฏิบัติกับผู้หญิงอย่างไร ทั้งหมดที่พูดมาจะเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร และมาจากส่วนกลาง
พรรคคอมมิวนิสต์พยายามจะพูดประเด็นเรื่องผู้หญิงให้มีสิทธิอย่างนั้นอย่างนี้ ในขณะที่ภาครัฐไม่ได้มีนโยบายอะไรที่จะพูดเป็นหลักๆ แต่คอมมิวนิสต์จะมีความก้าวหน้า พรรคคอมมิวนิสต์ให้ผู้หญิงได้รับบทบาทมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันถ้าเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ พรรคคอมมิวนิสต์ก็ไม่ได้มีแอ๊กชั่นที่ชัดเจนขนาดนั้นที่จะให้ผู้หญิงเป็นผู้นำ เพียงแต่มีการพูดถึงประเด็นนี้ไว้
ในขณะที่นักศึกษาที่เป็นสหายผู้หญิงก่อนเข้าป่าจะได้รับอิทธิพลของเฟมินิสต์มาจากการอ่านงานวรรณกรรม ซึ่งถ้าเราพูดถึงคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์จริงๆ เข้าไปอยู่ในกระบวนการของผู้นำแต่ไม่ได้เป็นสหาย ก็รับอิทธิพลจากงานของต่างประเทศเข้ามา สหายผู้หญิงก้าวหน้าก็จะอ่านงานพวกนี้ ผู้หญิงพวกนี้หลังจากเข้าป่าก็จะเอาแนวคิดความก้าวหน้าของผู้หญิงเข้าไปในพรรค ซึ่งเรียกว่ามีความกระตือรือร้นในเชิงปฏิบัติมากกว่า เพราะว่าพรรคจะเป็นหัวข้อลอยๆ แต่ไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นนักศึกษาไม่เรียกว่าเป็นการปะทะ แต่เป็นการไปรวมกันหลังจากนั้นมากกว่า
คือพรรคก็มีแนวคิด แต่นักศึกษาก็มีแนวคิดในเรื่องการสนับสนุนผู้หญิงในอีกด้านหนึ่งเหมือนกัน
พรหมพร เจริญกิจชัชวาล



