ด้วยความที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีทัศนียภาพงดงาม รายล้อมไปด้วยทิวเขาสูงปกคลุมด้วยหิมะ และทะเลสาบจำนวนมากพอๆ กับพื้นที่ดิน เป็นสถานที่ตากอากาศชั้นนำอันดับหนึ่งของคนทั่วโลก มีความทันสมัยยืนเคียงข้างอยู่กับเมืองเก่าแก่หลายพันปี มีวิถีความเป็นเมืองใหญ่ในความขรึมขลังของประเพณีดั้งเดิม ทั้งยังเป็นประเทศศูนย์กลางของยุโรป ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมาแต่ไหนแต่ไร เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ โอลิมปิกสากล และองค์กรระดับโลกอีกมากมาย ทำให้สวิตเซอร์แลนด์เป็นเป้าหมายการเดินทางของคนทุกระดับชั้นจากทั่วโลก
สิ่งนี้ได้กระตุ้นให้ธุรกิจโรงแรมของสวิตเซอร์แลนด์มีความก้าวหน้าอย่างมาก และด้วยประสบการณ์อันยาวนาน บวกกับการมีโอกาสต้อนรับแขกระดับวีไอพีจากทั่วโลกอยู่เสมอ ทำให้รูปแบบและงานบริการต่างๆ มีคุณภาพในระดับสูง

ความเป็นมืออาชีพนี้ทำให้ผู้คนจากทั่วโลกที่ต้องการเชี่ยวชาญในธุรกิจการโรงแรมเข้ามาศึกษาจากสถาบันการโรงแรมที่นี่ ทั้งเจ้าของกิจการ ทายาท และผู้ที่ต้องการเป็นนักบริหารโรงแรมมืออาชีพ จนกลายเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายการโรงแรมระดับสากลไปโดยปริยาย
แต่ชื่อเสียงของการศึกษาในด้านนี้เป็นที่รับรู้ในเอเชียและไทยน้อยมาก เพราะไม่ได้โปรโมตอย่างเต็มรูปแบบ มีเพียงการบอกต่อกันในเครือข่ายของศิษย์เก่า ขณะที่ชาวยุโรปและทั่วโลกรู้จักกันอย่างดีมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว
วันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสร่วมทริปเดินทางไปกับ Swiss Education Group (SEG) จึงได้มีโอกาสสัมผัสกับบรรยากาศการเรียนการสอนด้านการโรงแรมของสวิตเซอร์แลนด์อย่างแท้จริง ทำให้เข้าใจว่าวิชาการด้านนี้ไม่ได้มีแค่การบริการแขกที่มาพักเท่านั้น หากแต่ลงรายละเอียดไปทุกองคาพยพของความเป็นโรงแรม การออกแบบ การจัดบรรยากาศ การทำอาหาร การต้อนรับ การเตรียมเครื่องดื่ม บุคลิกภาพของพนักงาน คุณภาพของข้าวของเครื่องใช้ ฯลฯ รวมถึงศาสตร์ของการต้อนรับขับสู้ที่มีเป้าหมายสูงสุดที่ความพึงพอใจของลูกค้า
สิ่งเหล่านี้ทำให้ภาพคิดเดิมเกี่ยวกับวิชาการด้านการโรงแรมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งยังมีเสน่ห์น่าเรียนอย่างมากอีกด้วย เพราะผลสัมฤทธิ์ของการเรียนที่นี่ ไม่ได้ให้เพียงกระดาษแผ่นเดียว หากแต่คือประสบการณ์ในฐานะมืออาชีพอย่างแท้จริง
กล้าถามตอบ รู้จักหาแนวคิดมาสนับสนุนคำตอบ รักษาเวลา มีความรับผิดชอบมากขึ้น เปิดมุมมองกว้างขึ้นจากการมีเพื่อนชาวต่างชาติจำนวนมาก ใจเย็นขึ้น รู้จักคบคน มีกระบวนการคิดที่เป็นระบบ กล้าวิพากษ์วิจารณ์ การพูดหน้าห้องกลายเป็นเรื่องขนม ได้ประสบการณ์เต็มๆ จากการลงมือปฏิบัติจริง ที่สำคัญได้ออกไปฝึกงานจริงที่ไหนก็ได้ในโลกนี้
นี่คือคำตอบบางส่วนที่ได้จากการสอบถามนักเรียนการโรงแรมในสวิตเซอร์แลนด์ว่าได้อะไรกับตัวเองมากที่สุด
และด้วยค่าเทอมในการเรียนต่างประเทศที่ค่อนข้างสูง จึงเป็นธรรมดาที่มีนักเรียนจากครอบครัวที่มีฐานะมาเรียน ซึ่งบางคนไม่เคยหยิบจับอะไรในบ้านเอง เพราะมีคนรับใช้ มีพี่เลี้ยงคอยดูแล ดังนั้นจึงมีหลายคนตอบว่า “ทำอะไรเองเป็นมากขึ้น” และบางคนถึงกับบอกว่า “กลับเมืองไทยเมื่อไรจะจัดบ้านเอง เพราะที่นี่ทำให้เจ้าระเบียบมากขึ้น เห็นอะไรรกๆ ขวางหูขวางตาไม่ได้”

น้องกระติ๊บ จากมหาวิทยาลัย Hotel Institute Montreux (HIM) บอกว่า “ชอบหลักสูตรที่นี่ เหมือนโดนจับโยนลงน้ำ ให้กินยาขม เพื่อให้สถานการณ์บีบให้เราทำงานจริงออกมาได้ดีที่สุด”
ซึ่งคำตอบนี้ไม่ใช่กระติ๊บคนเดียวที่ชื่นชอบ เพราะนักเรียนไทยทุกคนจากทุกสถาบันในเครือข่ายของ SEG ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการจัดงานเลี้ยง หรือ Banquet นั้นโหดหินที่สุด เพราะต้องวางแผนกันเองทุกอย่าง ตั้งแต่จัดวางตำแหน่งงานรับผิดชอบ ธีมงาน ออกแบบ เตรียมอาหาร เชิญแขก จิปาถะ ขณะที่ครูคอยเพียงมองอยู่ห่างๆ ดูว่าเด็กๆ ที่เรียนวิชาการต่างๆ ไปแล้วจะสามารถนำเอามาใช้ในสถานการณ์จริงได้ดีแค่ไหน ซึ่งแม้จะเหนื่อยหนัก แต่ก็ให้ประสบการณ์ที่แสนคุ้มค่า
ในก๊วนนักเรียนไทยที่มานั่งคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนในสวิตเซอร์แลนด์มีคนหนึ่งที่เรียนหลักสูตรเตรียมปริญญาโท (post-graduate) กระมิดกระเมี้ยนตอบถึงความประทับใจของตนว่า “สวยขึ้น” แม้จะไม่สามารถชี้วัดได้จากคนที่ไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน แต่ดูรวมๆ แล้วก็น่าจะเป็นจริง เพราะนักเรียนที่นี่บุคลิกภาพดีมาก ทั้งการพูด การวางตัว การตอบคำถาม การแต่งตัว มีทั้งความน่าเชื่อถือและความเป็นกันเองในขณะเดียวกัน ซึ่งเหล่านี้ย่อมสามารถพูดได้เต็มปากว่าทุกคน “หล่อขึ้นและสวยขึ้น” จริง
ส่วนคำตอบที่เป็นเสียงเดียวกันก็คือ ชอบความสวยงามของประเทศนี้ โดยเฉพาะที่เมืองมองเทรอซ์ สามารถมองเห็นเทือกเขาแอลป์ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะได้ตลอดทั้งปี ยิ่งเป็นแคมปัสที่อยู่บนยอดเขาอย่าง Hotel Palace และ Leysin ยิ่งงดงาม แถมมีรถไฟขบวนเล็กแสนคลาสสิกพาเราจากสถานีหลักแยกขึ้นมาด้วย
นอกจากนี้ การได้มาเรียนที่นี่ยังสะดวกต่อการเดินทางท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ ในยุโรป เพราะจากสวิตเซอร์แลนด์สามารถนั่งรถไฟต่อไปยังเยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส หรือออสเตรีย ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
จริงๆ แล้วจะเรียกการเรียนที่นี่ว่า “การโรงแรม” ก็ไม่ตรงความหมายซะทีเดียว เพราะความหมายของ Hospitality จริงๆ ลึกซึ้งกว่าการเรียนเพื่อรู้จักหน้าที่ต่างๆ และการบริหารภายในโรงแรม แต่เป็นการศึกษาระเบียบขั้นตอน การสร้างสรรค์วิธีการดูแลเอาใจใส่ผู้คนให้รู้สึกมีความสุข สะดวกสบายอย่างที่ควรจะได้รับเมื่อมาใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร สถานบริการ หรือแม้กระทั่งเมื่อเพื่อนมาเยี่ยมเยือนที่บ้านของเราเอง
ซึ่ง น้องไอซ์ จากแคมปัส Leysin ของ Swiss Hotel Management School (SHMS) ได้อธิบายถึงการเรียน Hospitalitty ไว้ได้ชัดเจนว่าคือ “สามารถทำให้เข้าสังคมเป็น” โดยเคล็ดลับการเรียนก็คือ “ต้องเปิดตัวเองให้มากขึ้น”
ซึ่งผู้อำนวยการของทุกแคมปัสก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้ว่าหลักๆ จะเรียนเพื่อไปประกอบธุรกิจด้านการโรงแรมก็ตาม แต่นักเรียนที่จบจากที่นี่ส่วนหนึ่งได้ก้าวไปทำงานด้านธุรกิจบริการ งานบริหารพื้นที่ของห้างสรรพสินค้า เป็นแบรนด์เมเนเจอร์ของสินค้าหรูหรา หรือไปเปิดกิจการศูนย์พักพิงผู้สูงอายุก็มี เพราะเนื้อหาที่เรียนนั้นมุ่งส่งเสริมให้นักเรียนคิดสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ และต่อยอดจากธุรกิจด้านการบริการดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว หรือ open more doors

ส่วนนักเรียนที่มุ่งเน้นมาสู่สายการเป็นเชฟในแคมปัส Culinary Arts Academy Switzerland ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจบออกไปเป็นเชฟเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถไปทำธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร
อื่นๆ ได้หมด อย่าง น้องโต้ง ที่เพิ่งเรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาไม่นาน ก็เลือกเปลี่ยนเส้นทางมาเรียนที่นี่ เพราะเพิ่งค้นพบตัวเองหลังจากไปฝึกงานที่ร้านอาหารไทยฟิวชั่น “ซาหมวย& Sons” ที่บ้านเกิด จ.อุดรธานี จึงเบนเข็มชีวิตในฐานะทายาทเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมาเรียนทำอาหารที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยหวังว่าประสบการณ์จากการเรียนกับเชฟระดับโลก และการฝึกงานในโรงแรมชั้นนำจะช่วยขัดเกลาให้ตัวเองเข้าใจศาสตร์ของอาหารมากยิ่งขึ้น จนสามารถกลับไปเปิดร้านอาหารในแบบของตนเองที่บ้านเกิดได้บ้าง
แคมปัสของ SEG มีทั้งหมด 5 แห่งด้วยกัน คือ Cesar Ritz Colleges Switzerland, Culinary Arts Academy Switzerland (CAAS), Hotel Institute Montreux (HIM), IHTTI School of Hotel Management, Swiss Hotel Management School (SHMS) ซึ่งทั้งหมดนี้มุ่งผลิตนักเรียนเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการที่มีอยู่ทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่งานโรงแรมเท่านั้น โดยแต่ละหลักสูตรมีปรัชญาการเรียนการสอนที่คล้ายๆ กันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือ Transformative Learning หรือการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง เน้นการเรียนที่ทำให้เกิดประสบการณ์ตรง ได้ลงมือทำจริง มีผู้รู้ในสายงานจริงมาบรรยาย มีการดูงาน ฝึกงาน รวมถึงการสร้างสถานการณ์ให้ได้เรียนรู้จริง หรือ Simulation-based learning
และหัวใจของงานบริการอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสถาบันการโรงแรมของ SEG ที่พร้อมส่งต่อให้กับนักเรียนที่นี่ก็คือ Sensory Management หรือการบริหารความรู้สึก ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของงาน Hospitality อย่างแท้จริง
ส่วนครูผู้สอนหลักของที่นี่ได้จำกัดความตัวเองว่าเป็น Facilitators of Knowledge ซึ่งแปลตรงๆ ว่า ผู้อำนวยกระบวนการเรียนรู้ คือไม่ได้ทำหน้าที่ครอบงำความรู้ แต่เป็นผู้ให้ข้อมูล สร้างบรรยากาศ เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือให้พร้อมสรรพเพื่อให้การเรียนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเมื่อนักเรียนต้องการอีกด้วย ซึ่งวิธีการอำนวยการเรียนรู้แบบนี้มีความทันสมัยอย่างมาก และเปิดกว้างอย่างยิ่ง
การเรียนที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรปริญญาตรี เตรียมปริญญาโท หรือปริญญาโท ล้วนมีการฝึกงานแทรกอยู่ระหว่างเทอมเสมอ เพราะทุกสถาบันเน้นการให้นักเรียนออกไปเจอสถานการณ์จริง โดยสามารถเลือกไปฝึกที่ไหนก็ได้ทั่วโลก หรือจะฝึกที่สถาบันของตัวเองก็ได้ และการฝึกงานก็เป็นช่วงเวลาที่นักเรียนทุกคนเฝ้ารอเสมอ
นอกจากนี้ ทุกสถาบันยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศอื่น เพื่อทำการแลกเปลี่ยนนักเรียนระหว่างกันด้วย อย่าง SHMS ก็ร่วมมือกับ ม.เดอร์บี้ ประเทศอังกฤษ HIM ร่วมมือกับ ม.นอร์ทวู้ดส์ ในรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
ข้อได้เปรียบอย่างมากของนักเรียนในเครือ SEG ก็คือ “เครือข่าย” ซึ่งไม่ใช่แค่เครือข่ายศิษย์เก่าธรรมดาของแต่ละประเทศ แต่เป็นเครือข่ายด้านงาน Hospitality โดยเฉพาะ นั่นก็คืองาน IRF หรือ International Recruitment Forum ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมองเทรอซ์ทุกๆ ปี เป็นเวลา 2 วัน โดยเป็นการระดมบริษัทชั้นนำกว่า 60 แห่งทั่วโลกมาจัดหางานและพูดคุยกับนักเรียนเป็นการเฉพาะ เป็นอภิสิทธิ์พิเศษแค่นักเรียนจากทุกสถาบันในเครือเท่านั้น

นี่ยังไม่นับงานคืนสู่เหย้าศิษย์เก่า ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้มาร่วมงานทั้งสิ้นกว่า 550 คน ถือเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของผู้จัดงานที่ประเมินไว้ที่ 450 คน เพราะจัดเป็นปีแรก เป็นการตอกย้ำว่าศิษย์เก่าทุกคนมีความผูกพันกับสถาบัน เพื่อน และครูผู้สอนอย่างมาก
สมดังที่ มิสเตอร์จาโค วอน เวลไลห์ ผู้อำนวยการของ IHTTI School of Hotel Management ที่เมืองนูชาแตล แคมปัสเพียงหนึ่งเดียวที่เน้น Hospitality และการดีไซน์ กล่าวไว้ในห้องประชุมต้อนรับว่า เขารู้จักชื่อนักเรียนทุกคน เพราะเปิดรับเพียงปีละ 120 คนเท่านั้น โดยมีปณิธานว่า ความสำเร็จของนักเรียนคือความสำเร็จของสถาบัน และแม้จะเรียนจบไปแล้วก็ยังมีการติดต่อกันทางอีเมล์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เห็นความเหนียวแน่นในสายสัมพันธ์ของครูกับศิษย์เป็นอย่างมาก
การได้มีโอกาสเยี่ยมชมสถาบันสอนการโรงแรมและอาหารของ Swiss Education Group ในหลายๆ เมือง ทั้งลูเซิร์น นูชาแตล และมองเทรอซ์ พบว่าปัจจุบันนักเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชีย และโดยมากเป็นเด็กจากประเทศจีน
คุณพอล ผู้บริหารเครือ SEG ประจำประเทศไทยอธิบายว่า แต่ก่อนนั้นนักเรียนส่วนใหญ่มาจากยุโรป มีเอเชียบ้างแต่ไม่มาก ต่อมาเศรษฐกิจในยุโรปย่ำแย่ลง จึงเปิดโอกาสให้นักเรียนในเอเชียเข้ามาเรียนมากขึ้น จนปัจจุบันมีจำนวนมากที่สุด แต่ก็ยังคงความหลากหลายอยู่ ส่วนนักเรียนไทยนั้นเริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีศิษย์เก่าทั้งหมดประมาณ 1,600 คน โดยครึ่งหนึ่งยังเข้ามาทักมายในแฟนเพจ
เฟซบุ๊กของ SEG อยู่ตลอด และบางครั้งยังส่งข้อความมาให้ทางแอดมินติดต่อจ้างนักเรียนที่กำลังจะจบการศึกษาไปทำงานด้วยก็มี
ใครที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งค่าเทอม การกินอยู่ วิถีชีวิต คะแนนสอบไอเอล เชิญแวะเข้าไปสอบถามได้ที่ https://www.swisseducation.ac/


