หน้าแรก ประชาชื่น 100 ปีมีเพียง...

100 ปีมีเพียงครั้ง ดั่งแสงอรุณรุ่ง… รำไพพรรณี ขัตติยนารีศรีสยาม

24.10.26 | 11:11 น.
100 ปีมีเพียงครั้ง ดั่งแสงอรุณรุ่ง... รำไพพรรณี ขัตติยนารีศรีสยาม

นับถอยหลังอีกเพียงชั่วอึดใจ

คอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์ กำลังจะปรากฏต่อสายตาประชาชนคนไทย


‘ดั่งแสงอรุณรุ่ง…รำไพพรรณี ขัตติยนารีศรีสยาม’ (Light of Dawn : The Resilient Queen Rambhai Barni of Siam)

ถ่ายทอดพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระผู้ซึ่งได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูพระเกียรติให้ทรงเป็น ‘บุคคลสำคัญของโลก’ โดย องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO เนื่องในโอกาสครบ 100 ปี แห่งพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาสังคม และความเสมอภาคทางเพศ ในโครงการเฉลิมฉลองวาระสำคัญ ประจำปี พ.ศ.2569-2570

Advertisement

พระผู้ซึ่งทรงเคียงพระวรกายในหลวงรัชกาลที่ 7 ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านพลิกผันครั้งสำคัญของสยาม

พระผู้ซึ่งเผชิญหน้ากับสถานการณ์ทั้งสุขและทุกข์ด้วยพระราชหฤทัยอันมั่นคง ธำรงไว้ซึ่งพระจริยวัตรอันสง่างาม แม้ต้องทรงจากแผ่นดินเกิด ติดตามเสด็จไปประทับต่างบ้านต่างเมือง

The Resilient Queen สุขก็รับได้ ทุกข์ก็รับไหว
‘สมเด็จป้า’ ในความทรงจำ

“…พยายามคิดว่าคำไหนที่จะเหมาะสมกับสมเด็จฯ ผมคิดคำว่า The Resilient Queen เจอทุกข์ก็รับได้ สุขก็รับได้ ผมคิดว่าพระองค์ทรงสนุกกับชีวิต ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้”

คือคำบอกเล่าของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ประธานกรรมการ มูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี ที่มีต่อ ‘สมเด็จป้า’

ในวัยใกล้ 80 ยังคงย้อนความทรงจำทุกฉากชีวิตได้อย่างแจ่มชัด ราวเกิดขึ้นเพียงวันวาน

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์

“ผมได้เข้าเฝ้าฯสมเด็จป้าตอนอายุ 6 ขวบ ค่อนข้างซน ท่านก็รับได้ เล่นกับผม ตอนนั้นท่านพ่อท่านแม่เตรียมที่จะพาผมกับพี่ไปเรียนที่อังกฤษ เลยไปอยู่ที่วังศุโขทัย คงมีใครพาผมเดินไปเฝ้า ท่านเปิดกระปุกคุกกี้ ผมก็หยิบ แต่แทนที่จะกิน กลับขายให้ท่าน ท่านก็ซื้อบาทหนึ่ง…”

นับเป็นเหตุการณ์เล็กๆ ที่ฉายชัดถึงพระจริยวัตรที่ทรงไม่ถือพระองค์ ครั้นกาลเวลาล่วงผ่าน เด็ก 6 ขวบในวันนั้น สำเร็จการศึกษาปริญญาเอก กลับเมืองไทยในวัย 25 ปี และได้เข้าเฝ้าฯอีกครั้ง

“พอจบปริญญาเอกอายุ 25 กลับมาเมืองไทย ก็เข้าเฝ้าฯอีก มีคนบอกว่า อ๋อ เขากลับมาแล้ว จะเข้ามารับใช้ท่าน ท่านก็รับสั่งว่า ไม่ใช่…ไม่ได้ส่งให้ไปเรียนเพื่อมารับใช้ท่าน แต่เพื่อรับใช้ประเทศชาติ โชคดีว่าตอนนั้นผมรับที่จะเป็นอาจารย์ที่มหิดลแล้ว เลยรู้สึกสบายใจว่าเราก็พยายามรับใช้ชาติอยู่ในระดับหนึ่ง (ยิ้ม)”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. หม่อมราชวงศ์ ชิษณุสรร เผยเรื่องราวที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ความทรงจำ ก่อนไล่เรียงความเป็นมาของมูลนิธิซึ่งถือกำเนิดเมื่อ 51 ปีก่อน โดย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ทรงก่อตั้ง ‘มูลนิธิประชาธิปก’ ขึ้น จดทะเบียนกับทางราชการ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2518

ในการนี้ได้พระราชทานทรัพย์สินและเงินทุนแรกเริ่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนกิจการของโรงพยาบาลพระปกเกล้า วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า และวิทยาลัยครูจันทบุรี (มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีในปัจจุบัน)

ทั้งนี้ มูลนิธิฯยังมีรายรับจากการที่มีผู้บริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล และดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นของมูลนิธิฯ โดยทรงทำพระพินัยกรรมไว้ที่ประเทศอังกฤษ พระราชทานเงินจำนวนหนึ่งแก่มูลนิธิฯ ทำให้มีดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุนของมูลนิธิฯมากขึ้น

คณะกรรมการมูลนิธิฯจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ผนวกพระนามไว้ในชื่อของมูลนิธิฯ ดังนั้น ‘มูลนิธิประชาธิปก’ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น ‘มูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี’ โดยได้รับอนุญาตจากทางราชการให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อของมูลนิธิฯ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2528

TPO พร้อมกระหึ่ม บทเพลงพิเศษ ในวาระพิเศษ
ท่วงทำนองแห่งพระเกียรติคุณ

สำหรับที่มาของการจัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้ ประธานกรรมการ มูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี เผยว่า ริเริ่มมาจากแนวคิดของ รองศาสตราจารย์ ดร. หม่อมหลวงเสาวรส สวัสดิวัตน์ หนึ่งในกรรมการมูลนิธิฯ

“หลานผม (รองศาสตราจารย์ ดร. หม่อมหลวงเสาวรส) อยากจัดคอนเสิร์ตเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี จึงติดต่อมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเราทราบดีว่ามีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ และเก่งมากในแง่ของการจัดคอนเสิร์ต เริ่มต้นคิดว่าจะเป็นการแสดงดนตรี แต่ต่อมามีการดัดแปลงให้มีละครมาร่วมด้วย

“แน่นอนว่าภาพยนตร์เก่าๆ ก็สำคัญ คุณโดม สุขวงศ์ (ผู้ก่อตั้งหอภาพยนตร์ฯ) เคยเข้ามาหามูลนิธิฯ ขอภาพเก่าๆ และหนัง (ภาพยนตร์ส่วนพระองค์) เราก็อนุเคราะห์ แล้วเขาก็นำไปพัฒนา เราจะนำมาแสดงในครั้งนี้ด้วย” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. หม่อมราชวงศ์ชิษณุสรร กล่าว

คอนเสิร์ตครั้งนี้ จึงเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี และมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และประธานกรรมการ มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลฯ มองว่า มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลฯ และมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี มีความเชื่อมโยงกันมาก เพราะต่างเป็นพระญาติ นอกจากนี้ ทั้ง 2 มูลนิธิ ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

สำหรับ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2537 โดยประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยได้รับการจัดอันดับ Top 26-50 ของโลก ในการจัดอันดับ QS World University Rankings by Subject 2026: Music และ Top 51-100 ของโลก ในการจัดอันดับ QS World University Rankings by Subject 2026: Performing Arts

วงดุริยางค์ฟีลฮาร์โมนิกแห่งประเทศไทย หรือ Thailand Philharmonic Orchestra (TPO) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2548 คือวงที่ภาคภูมิ

“เรามีวงดนตรีของตัวเองซึ่งเป็นที่ภาคภูมิใจ เป็นซิมโฟนีออร์เคสตราขนาดใหญ่ มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ผลิตศิลปินชื่อดังและแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ๆ มากมาย โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธาน และทอดพระเนตรการแสดงคอนเสิร์ตเพลงรักชาติ รวมทั้งคณะรัฐมนตรีมาร่วมรับชม นอกจากนี้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา วง TPO ยังไปแสดงที่กำแพงเมืองจีน โดยผสานระนาดเอกเข้ากับวงซิมโฟนีออร์เคสตรา ซึ่งได้รับความสนใจมาก” ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร เล่า

แน่นอนว่า สำหรับคอนเสิร์ตครั้งนี้ ได้เชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 มานำเสนอด้วย

“ดนตรีเป็นภาษาสากล อย่างเพลงราตรีประดับดาว ฟังตอนไหนก็ไพเราะ เป็นความเชื่อมโยงในระดับสากลและสื่อสารได้กับทุกเจเนอเรชั่น” 

รายได้หนุน ‘โรงงานยามีชีวิต’
ชวนพิสูจน์ ‘มหิดลสิทธาคาร’ เข็มตกยังได้ยิน!

อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ยังเผยอีกหนึ่งความพิเศษ นั่นคือ สถานที่แสดง อย่าง ‘มหิดลสิทธาคาร’ (Prince Mahidol Hall) ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในคอนเสิร์ตฮอลล์ที่มีระบบอะคูสติกที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“อยากเชิญชวนให้ได้มาสัมผัส เข็มตกยังได้ยิน เพราะระบบปรับอากาศไม่มีแฟนคอยล์ ลมถูกปล่อยจากท่อความเย็นใต้ดินขึ้นมาตามที่นั่ง ผนังไม้ทั้งหมดสั่งมาจากเยอรมนีเพื่อให้เกิดการสะท้อนเสียงที่พอเหมาะและดีที่สุด หน้าฮอลล์โฟเย่ (โถงต้อนรับ) มีแชนเดอร์เลียคริสตัล สั่งมาจากสาธารณรัฐเช็ก เป็นรูปเซลล์ประสาทที่มีแขนขาออกมามากมายในแต่ละตัว และยังเป็นเดนไดรต์ของเซลล์สมอง โครงสร้างอาคารเลียนแบบโครงสร้างของมนุษย์ โฟเย่คือศีรษะที่มีสมอง เวทีคือหัวใจถ้ามองจากด้านหน้ามหิดลสิทธาคารจะเห็นเป็นรูปดอกไม้คือ ดอกกันภัยมหิดล เพราะฉะนั้นทั้งการออกแบบและการจัดระบบเสียงข้างใน รวมทั้งวงที่เรานำมาเล่น ท่านจะไม่ผิดหวัง ถ้าไม่เคยมา ท่านต้องมา”

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา

ทั้งนี้ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการจำหน่ายบัตร นอกจากนำไปสมทบทุนจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์แก่โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี มอบทุนการศึกษาแก่วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี แล้ว ยังสนับสนุนโครงการ ‘โรงงานยามีชีวิต’ อีกด้วย

“ตอนนี้มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลสนับสนุนการสร้างโรงงานยามีชีวิต (Living Drugs) ในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เป็นยารุ่นใหม่ที่นำเซลล์ของคนมาดัดแปลงยีนส์ แล้วให้เซลล์เหล่านี้เข้าไปฆ่าเซลล์มะเร็ง เราทำสำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 60 รายแล้ว แต่ต้องการขยายผลให้เป็นโรงงานที่ผลิตยาได้เป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปรักษาผู้คนจำนวนมากขึ้น และต่อไปคือทำการขึ้นทะเบียนให้ออกไปขายจริงๆ ต่อไป นี่คือการช่วยชีวิตคน” ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ทิ้งท้าย

มหิดลสิทธาคาร (ภาพจาก FB : Prince Mahidol Hall)

เพลง ภาพ ละคร ย้อนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์
พระชนม์ชีพเพื่อปวงชน

ครั้นปรับโฟกัสสู่เวทีการแสดงที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัตน์ ฉายภาพชัดว่าแม้จะใช้ถ้อยคำเรียกขานว่าคอนเสิร์ต ทว่า ประกอบด้วยการแสดงดนตรี ละครเวที และแสงสีเสียง กำกับการแสดงโดย สุวรรณดี จักราวรวุธ แห่ง ดรีมบอกซ์ เธียเตอร์ การันตีด้วยประสบการณ์ที่เคี่ยวกรำมากว่า 41 ปี

เพลง ภาพ ละคร คือ 3 องค์ประกอบสำคัญในการบอกเล่าเรื่องราวตลอดพระชนม์ชีพ โดยแบ่งเป็น 5 องก์ ตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ ผ่านเหตุการณ์แต่ละยุคที่ล้วนน่าติดตามทั้งสิ้น ถ่ายทอดอย่างจับต้องได้ง่าย ดื่มด่ำประสบการณ์ Immersive orchestra experience ที่ชวนให้ผู้ชมย้อนเวลากลับไปสัมผัสห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์อย่างเชื่อมโยงทางอารมณ์ สัมผัสความไพเราะแห่งท่วงทำนองของบทเพลงพระราชนิพนธ์ เพลงไทยเดิม อีกทั้งเพลงสากลที่เรียบเรียงขึ้นเป็นพิเศษเพื่องานนี้โดยเฉพาะ บรรเลงโดยวง TPO และวงดนตรีไทยแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล

หม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัตน์

“แอบบอกนิดหนึ่ง คือเหมือนไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์แล้วมีคนมาเล่าเรื่องพาย้อนอดีต ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จนถึงพระราชพิธีอภิเษกสมรสเมื่อพระชนมพรรษาเพียง 14 ปี และทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระบรมราชินี ใน พ.ศ.2468 เมื่อทรงมีพระชันษาได้ 21 ปี แน่นอนว่า มีเรื่องราวช่วงเปลี่ยนผ่านในเหตุการณ์ เมื่อ พ.ศ.2475 ก่อนเสด็จฯไปประทับยังประเทศอังกฤษ แล้วกลับมาที่สวนบ้านแก้ว และวังศุโขทัย

ถ้าถามต่อไปว่าเรื่องไหนน่าสนใจเป็นพิเศษ ต้องตามตั้งแต่ต้นเลย สิ่งสำคัญคือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด พอไปอังกฤษ ก็เจอสงครามโลกครั้งที่ 2 อีก กองทัพอังกฤษใช้พระตำหนักเวน คอร์ต (VANE COURT) ที่เคยประทับ เป็นกองบัญชาการ เพราะชัยภูมิดี อันนี้น่าสนใจมาก” หม่อมหลวงภาสันต์สปอยล์เล็กน้อย พอหอมปากหอมคอ ก่อนขีดเส้นใต้ไฮไลต์สำคัญคือ ภาพประวัติศาสตร์ที่หาชมยาก ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ซึ่งหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) จัดมาด้วย

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ที่เวน คอร์ต (ภาพจาก เว็บไซต์ ห้องสมุด มสธ.อ้างจากศิลปวัฒนธรรมออนไลน์)

เมื่อเอ่ยถึงสวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี หม่อมหลวงภาสันต์ย้อนความทรงจำอันเกี่ยวเนื่องกับพระราชกรณียกิจที่สร้างคุณูปการอย่างยิ่ง ทั้งการอุทิศวังสวนบ้านแก้ว เพื่อเป็นรากฐานการก่อตั้งสถาบันการศึกษาซึ่งต่อมาพัฒนาเป็น มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี รวมถึงการส่งเสริมอาชีพของชาวบ้านในท้องถิ่น

สวนบ้านแก้ว ผมได้สัมผัสในปี 2511 พ่อ (หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์) พาไป ตอนนั้นท่านจะเสด็จฯกลับมาที่วังศุโขทัยแล้ว ผมจำได้แม้กระทั่งสุนัขพันทางสีขาวชื่อปุยซึ่งอยู่ที่นั่น

ต่อมา ในปี 2512 ที่ตำหนักน้ำ วังศุโขทัย ผมอายุ 4 ขวบ ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่อง นึกว่าเป็นย่าท่านหนึ่ง เลยบอกว่า สมเด็จย่าเล่นซ่อนแอบกันหน่อยจ้ะ ท่านก็วิ่งหลบตามเสา ทรงใจดีมาก ยังจำได้ว่าเจอชาวบ้านมาทอเสื่อจันทบูร ผมชอบมากเพราะมันเป็นสีต่างๆ ท่านทรงใช้วิทยาศาสตร์ คือวิธีการย้อมไม่ให้สีตก ทรงทำประโยชน์ต่อผู้อื่นตลอดพระชนม์ชีพ”

(จากซ้าย) ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. หม่อมราชวงศ์ ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ และหม่อมหลวง ภาสันต์ สวัสดิวัตน์

ห้วงเวลา ‘เปลี่ยนผ่าน’ รับมือสถานการณ์ไม่คาดฝัน
แรงบันดาลใจคนรุ่นใหม่-ทุกเจเนอเรชั่น

เมื่อถามว่า คนรุ่นใหม่ หรือเจน Z สามารถน้อมนำสิ่งใดเป็นแรงบันดาลใจในชีวิตยุคใหม่ที่ซับซ้อน หม่อมหลวงภาสันต์ยกตัวอย่างความสุขและทุกข์ที่ผู้คนทุกชนชั้นล้วนต้องพานพบ การปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตจึงสำคัญ

“เจน Z อาจเห็นซีรีส์อย่าง Bridgerton เป็นเรื่องซุบซิบ ควีนมีความสุขตลอดเวลา แต่ชีวิตจริง ในฐานะผู้หญิงท่านหนึ่งย่อมมีทั้งสุขและทุกข์ ขนาดขัตติยนารีแห่งสยาม ยังเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน คนรุ่นใหม่จะได้เห็นชีวิตที่แท้จริงซึ่งไม่ได้เหมือนกับละคร โลกไม่ได้มีแต่สิ่งที่เรียกว่าความสุขเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เหมือนภาพในโซเชียลมีเดีย เราต้องปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ได้”

นอกจากนี้ ในฐานะคอลัมนิสต์และคอมเมนเตเตอร์ชื่อดังด้านอาหารที่คนไทยทั้งประเทศรู้จักในนาม ‘ปิ่นโตเถาเล็ก’
หม่อมหลวงภาสันต์เล่าเรื่องราวน่าประทับใจยิ่ง

“ผมไปร้านขนมจากที่สมุทรปราการซึ่งยังใช้เตาถ่านอยู่ มีพี่คนหนึ่งเล่าว่าสมัยเด็ก ยังไม่มีถนนบางนา-ตราด เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีจะเสด็จฯ ต้องผ่านมาทางนี้ และรถพระที่นั่งจะจอดเพื่อซื้อขนมจาก เขาก็ไปยืนคุย สักพักมีคนบอก รู้ไหมว่าคุยกับใคร เขาก็ไม่รู้ เพราะทรงไม่ถือพระองค์ คุยกับใครก็ทรงยิ้มแย้มตลอดเวลา

อย่างผม ตอนเรียนที่โรงเรียนจิตรลดา เคยได้รับรางวัลในปี 2519 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จฯด้วย ท่านก็ทรงยิ้มตลอดเวลา อาจเพราะหลานรับรางวัลด้วยก็ได้ ทรงยิ้มแย้มกับทุกคน ความรู้สึก ภาพจำของผมเป็นแบบนั้นจริงๆ” หม่อมหลวงภาสันต์เอ่ย พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมซึมซาบเรื่องราวระหว่างบรรทัดของประวัติศาสตร์ตลอดพระชนม์ชีพ ที่อาจมอบแรงบันดาลใจจากชีวิตที่เปรียบประดุจอรุณรุ่ง มอบแสงสว่างแก่พสกนิกรไทย

ในคอนเสิร์ตที่ กว่า 100 ปีจะมีเพียงครั้งเดียว


คัดไฮไลต์
‘ดั่งแสงอรุณรุ่ง….รำไพพรรณีขัตติยนารีศรีสยาม’

พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า ผ่านบทเพลง การแสดง และภาพประวัติศาสตร์ ในรูปแบบ An Immersive Orchestra Experience : Orchestra x Theatre

ในโอกาสที่องค์การยูเนสโกยกย่องพระเกียรติคุณ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ในวาระครบ 100 ปีแห่งพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา การพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสังคม และความเสมอภาคทางเพศ โดยมีไฮไลต์ อาทิ

1.บทเพลง ‘ดั่งแสงรำไพ’ ถ่ายทอดพระจริยวัตรและพระเกียรติคุณของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ขับร้องโดย เบน ชลาทิศ ศิลปินชื่อดัง
2.บทเพลงไทยเดิมและดนตรีตะวันตก เรียบเรียงใหม่ บรรเลงโดยวง TPO พลตรี ดร.ประทีป สุพรรณโรจน์ ควบคุมวง
3.ภาพประวัติศาสตร์ และภาพยนตร์ส่วนพระองค์ จากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

พร้อมรับชมนิทรรศการโดย พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
31 ตุลาคมนี้ เวลา 15.00 น. ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
สำรองบัตรผ่าน ThaiTicketMajor ทุกสาขา
บัตรราคา 2,500, 2,000, 1500, 1,000 และ 800 บาท
รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายนำไปสมทบทุนจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบทุนการศึกษา และสนับสนุนโครงการด้านการแพทย์เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน

 

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร-เรื่อง
สมจิตร์ ใจชื่น-ภาพ