หน้าแรก ประชาชื่น 7 บรมครู ถึงเ...

7 บรมครู ถึงเด็กจิตรกรรมรุ่นใหม่ ‘ทินกร กาษรสุวรรณ’ ภารกิจบ่มเพาะศิลปะไทยยุค AI

26.10.26 | 12:32 น.

เคยคิดหรือไม่ว่าหากไม่มีความมุ่งมั่นของ “เฟื้อ หริพิทักษ์” เราอาจไม่มีโอกาสได้เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังตามวัดเก่าแก่ที่สมบูรณ์ในวันนี้ ความอ่อนช้อยในงานประติมากรรมของ “เขียน ยิ้มศิริ” ฝีแปรงนามธรรมของ “สวัสดิ์ ตันติสุข” หรือความนิ่งสงบอันทรงพลังของ “ทวี นันทขว้าง” ไปจนถึงงานทดลองกึ่งแนวคิดของ “ชลูด นิ่มเสมอ” บุคคลเหล่านี้ทำให้คำว่าศิลปะไม่มีขีดจำกัด หรือแม้แต่ลายเส้นตวัดสีดำอันดุดันที่สะท้อนสัจธรรมชีวิตของ “ถวัลย์ ดัชนี” และความอลังการของศิลปะไทยประเพณีประยุกต์แบบ “เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” ผู้เนรมิตวัดร่องขุ่นให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของคนทั่วโลก

ทินกร กาษรสุวรรณ คณบดีคณะจิตรกรรมฯ

เหล่านี้เป็นการ “เชื่อมต่ออดีตเพื่อส่งต่อไฟให้ปัจจุบัน” ให้คนรุ่นหลังได้เห็นว่า กว่าจะมาเป็นศิลปินแห่งชาติหรือบุคคลระดับตำนาน คนเหล่านี้เคยเป็นนักศึกษาที่นั่งสเกตช์ภาพ ล้มเหลว ทดลอง และเปื้อนสีอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากรแห่งนี้มาก่อน เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่พิสูจน์ว่า “ศิลปะไม่ใช่แค่เรื่องของความงาม แต่คือเครื่องบันทึกประวัติศาสตร์ จิตวิญญาณ และคุณค่าของมนุษยชาติที่ไม่มีวันตาย”


ด้วยความตั้งใจแท้จริงของ “ศาสตราจารย์ทินกร กาษรสุวรรณ” คณบดีคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่อยากสร้างพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นสะพานเชื่อมโยงเวลาจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านการจัดนิทรรศการที่ชื่อว่า “นิทรรศการเชิดชูเกียรติศิษย์เก่าเกียรติยศ” แสดงผลงานของบรมครูศิลปะทั้ง 7 ท่าน เพื่อส่งต่อไปยังมือของคนรุ่นถัดไปให้ได้เห็นสิ่งที่เป็นรากเหง้าในอดีต แล้วแปรเปลี่ยนเป็นความกล้าเพื่อสร้างอนาคต…

ผลงานล่าสุดของ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ไม่เคย
จัดแสดงที่ไหนมาก่อน

⦁รางวัลศิษย์เก่าเกียรติยศครั้งนี้เป็นการรวมผลงานระดับตำนานของประเทศ ในฐานะผู้บริหารคณะอะไรคือสิ่งที่อยากจะสื่อสารกับสังคมผ่านรางวัลในครั้งนี้?

เมื่อต้องมารับหน้าที่คณบดีคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร สิ่งที่อยากสื่อสารกับสังคมผ่านรางวัลและนิทรรศการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ ไม่ใช่การจัดแสดงงานนิทรรศการธรรมดาเท่านั้น ผมคิดว่าศิษย์เก่าคณะจิตรกรรมฯ ได้สร้างคุณูปการในวงการศิลปะไว้มากมาย ได้ทิ้งร่องรอยศิลปะไว้มาอย่างยาวนานให้กับประเทศชาติ ผลงานของบรมครูทั้ง 7 ท่านพิสูจน์ให้เห็นว่า ศิลปะไม่ใช่แค่สิ่งสวยงามเพื่อความเพลิดเพลิน แต่คือเครื่องบันทึกประวัติศาสตร์ จิตวิญญาณ และเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถขับเคลื่อนประเทศไปสู่ระดับสากลได้ เป็นการยืนยันถึงคุณค่าของวิชาชีพศิลปะว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาความคิดและจิตใจของสังคมไทย จากรากฐานอันแข็งแกร่งที่ศิษย์รุ่นเก่าได้สร้างไว้ ได้นำมาสืบทอด พัฒนา และปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อให้คณะยังคงเป็นพื้นที่แห่งการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังพยายามปลูกฝังการอยู่ในสังคมทุกวันนี้ต้องรู้จักให้เกียรติซึ่งกันและกัน ต้องรู้จักชื่นชม รู้จักแสดงความยินดีกับคนหรือใครที่สมควรได้รับการยกย่อง ซึ่งสังคมทุกวันนี้มันหายไปเยอะ

Advertisement
ผลงานอ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ในแบบที่แตกต่างจากที่เคยวาด

⦁ต้องยอมรับว่าผลงานของบรมครูทั้ง 7 หรือแม้แต่ศิษย์เก่าคนอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงก็ตามราคาสูงมากจริง สามัญชนที่อยากเสพบ้างจะทำยังไง?

ต้องยอมรับครับว่าเป็นความจริงที่ผลงานของบรมครูทั้ง 7 ท่าน รวมถึงศิษย์เก่าหลายๆ ท่านในวันนี้ มีมูลค่าซื้อขายในตลาดที่สูงมากจนเกินกว่าที่สามัญชนคนธรรมดาจะเข้าถึงเพื่อเป็นเจ้าของได้ งานนิทรรศการที่จัดแสดงอยู่ที่แกลเลอรี่คณะจิตรกรรมฯ ตอนนี้ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 40-50 ล้านบาท เพราะงานแต่ละชิ้นเป็นออริจินัล แต่สิ่งที่เราอยากจะบอกกับสังคม คือคุณค่าของการได้เสพศิลปะนั้นแยกออกจากเรื่องของมูลค่า ศิลปะไม่ใช่สิ่งที่สงวนไว้ให้เฉพาะคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมคณะจิตรกรรมฯ ถึงต้องจัดงานนี้ขึ้นมา

ผลงาน อ.ทวี นันทขว้าง แตกต่างจากที่เคยวาดเพียงรูปดอกบัว สมบัติของคณะจิตรกรรมฯ ม.ศิลปากร

⦁ในมุมมองของอาจารย์อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผลงานของศิษย์เก่าทั้ง 7 ท่าน ยังทรงคุณค่าและเป็นที่จดจำมาถึงทุกวันนี้?

ผลงานของทุกท่านไม่ได้ทำหน้าที่แค่ความสวยงาม แต่ทำหน้าที่บันทึกจุดเปลี่ยนสำคัญของยุคสมัย การดำเนินวิถีชีวิตของแต่ละท่านแต่ละวันแต่ละช่วงจนเสียชีวิต หรือบางคนยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ เรียกว่าการครองตนในการทำงานศิลปะ ตัวอย่างเช่น งานของอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ คือการอนุรักษ์รากแก้วจิตรกรรมไทย หรืองานของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ กล้าลุกขึ้นมาปฏิวัติรูปแบบศิลปะไทยประเพณีให้ก้าวสู่ระดับสากล จึงกลายเป็น “ต้นแบบ” ที่คนรุ่นหลังต้องศึกษาอยู่เสมอ ขณะเดียวกันผลงานระดับตำนานเหล่านี้ถูกกลั่นกรองมาจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจนเกิดเป็น “อัตลักษณ์เฉพาะตัว” ที่ชัดเจน แค่เห็นลายเส้น ฝีแปรง หรือรูปทรง เราจะรู้ทันทีว่าเป็นผลงานของท่านใดความจริงใจที่ไม่ลอกเลียนแบบใครและไม่ตามกระแสแฟชั่น ทำให้งานของทุกท่านมีพลังชีวิต มาถึงยุคปัจจุบัน ผมไม่เคยเห็นศิลปินคนไหนทำงานน้อยแล้วประสบความสำเร็จ อย่างอาจารย์เขียน (ยิ้มศิริ) ถือเป็นคนมีองค์ความรู้เยอะมาก ทำงานหนัก ท่านเสียชีวิตตอนอายุ 48-49 ถือว่าอายุยังน้อยมาก แต่ท่านเป็นศิลปินชั้นเยี่ยมของชาติ เหล่านี้เป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้เห็น

ผลงาน อ. สวัสดิ์ ตันติสุข ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม)

⦁เด็กจิตรกรรมรุ่นใหม่ๆ ที่จะมีโอกาสพัฒนาเติบโตมาทดแทนท่านเหล่านั้นมีบ้างไหม?

จริงๆ ในฐานะอาจารย์และผู้บริหารคณะ และอยู่ในแวดวงการซื้อขายงานศิลปะ ปรากฏว่าปัจจุบันสัก 10 กว่าปีมานี้ งานศิลปะขายดีมากกับเด็กรุ่นใหม่ เด็กที่จบปริญญาตรีสามารถขายงานได้เลย เพราะเขามีแนวทางของเขา บางคนเรียนอยู่มีเงินซื้อรถซื้อบ้าน ไม่ใช่ทุกคนนะ คือมันมีเปอร์เซ็นต์อยู่ ดังนั้น ถามว่ามีเด็กจิตรกรรมรุ่นใหม่ๆ ที่จะเติบโตมาทดแทนบรมครูเหล่านั้นไหม… ผมว่า “มีแน่นอน และพวกเขากำลังเติบโตขึ้นในแนวทางของตัวเอง” เราไม่ได้คาดหวังให้เด็กรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมาเพื่อเป็นถวัลย์ ดัชนี หรือเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ คนต่อไป สิ่งที่เรามุ่งหวังจากเด็กๆ รุ่นใหม่ในวันนี้ คือ พวกเขาไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่บนผืนผ้าใบหรือดินเหนียว แต่กล้าที่จะผสมผสานงานดิจิทัล อาร์ต, ศิลปะจัดวาง หรือศิลปะจัดแสดงเข้าด้วยกัน มีวิธีคิดทันโลก ศิลปินใหม่ๆ ที่เติบโตขึ้นมาซึ่งเป็นเด็กของคณะจิตรกรรมฯ มีหลายคนที่ประสบความสำเร็จ เช่น วันดา ใจมา ลูกสาวของอาจารย์พรชัย ใจมา บางคนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น แค่เขียนรูปก็แทบจะผลิตไม่ทันอยู่แล้ว นอกจากนี้ ทุกวันนี้มีแกลเลอรี่เยอะขึ้น มีเวทีการแสดงงานมากกว่าสมัยก่อน เดี๋ยวนี้เด็กๆ จับกลุ่มแสดงงานกันแล้วขาย ราคามากกว่า 10,000 บาทยังมีเลย

⦁ที่บอกว่าเป็นศิลปินแล้วไส้แห้งไม่ใช่แล้ว?

(หัวเราะ) โอ๊ย..ไม่มีแล้วเดี๋ยวนี้ ไม่แห้งแล้ว เมื่อก่อนอาจจะแห้งจริง เดี๋ยวนี้ “มายด์เซต” ผู้ปกครองเองก็เปลี่ยนไป เด็กรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์ที่โดดเด่น ควบคู่ไปกับการเข้าใจการตลาดและการใช้เทคโนโลยี ศิลปะจึงเป็นอาชีพที่สร้างทั้งคุณค่าทางจิตใจและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล

⦁ยุคปัจจุบันเอไอสามารถทำภาพสวยๆ หรือเจนภาพออกมาได้ในเวลาไม่กี่นาที มีผลกระทบต่องานศิลปะอย่างไรหรือไม่?

ผมว่าไม่กระทบ การเจนภาพ (Image Generation) คือเราพิมพ์ข้อความบอกความต้องการไป ให้เอไอสร้างภาพขึ้นมาตามคำสั่ง แต่มันไม่ใช่แนวคิดของเรา เราแค่ใช้เอไอเป็นเครื่องมือช่วยสเกตช์ไอเดียให้เร็วขึ้น เพื่อประหยัดเวลาแล้วนำงานมาพัฒนาต่อด้วยฝีมือตัวเอง นี่คือการใช้เอไอเป็นเครื่องมือ เอไอทำออกมาแล้วเราต้องมาปรับเพื่อให้เป็นของเรา ต้องจินตนาการต่อ ศิลปินรุ่นใหม่มองเอไอเป็นเครื่องมือขยายขอบเขตจินตนาการ พวกเขานำภาพที่เอไอเจนออกมา ไปคอลลาจ ไปใช้เป็นฐานในการเพนต์สีน้ำมัน หรือนำไปสร้างสรรค์งานศิลปะจัดวาง

⦁งานจิตรกรรมช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้อย่างไร?

ที่จริงมีหลายอย่าง บางคนก็บอกว่าเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” งานจิตรกรรม งานประติมากรรมอะไรก็ดี มันสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชาติได้ หรืองานภาพยนตร์ ดนตรีก็ดี เราพูดกันมาตลอดไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน แต่สุดท้ายปลายทางมันก็ไปไม่ถึงไหน ไม่โกอินเตอร์ ทำอยู่ในประเทศไทยแล้วก็ดูกันเอง สุดท้ายไม่ไปหน้ามาหลัง กระทรวงวัฒนธรรมก็ไม่ชัดเจน ว่ามันคืออะไรกันแน่ เราเฝ้ามอง พวกเด็กๆ ก็เห็นเฝ้ามองกัน เอาง่ายๆ อย่าง “เนเน่” ขออนุญาตพูดถึงหน่อย เขาไม่ได้ทุนจากรัฐบาลหรือจากกระทรวงวัฒนธรรมเลย เขาใช้ความพยายามความรักที่เขามี แค่นั้น บ้านไม่ได้ร่ำรวยอะไร เล่นดนตรีเปิดหมวกได้เงินมาใช้จ่าย เรียกว่าเขาสร้างชีวิตของเขาเอง แล้วก็ทำได้ดี บวกกับความเป็นนักสู้ของตัวเนเน่เอง เล่นดนตรีเป็นศิลปะไหม เป็น รับใช้สังคมไหม รับใช้ สุดท้ายพอดังขึ้นมา พวกห้อยโหนสุดยอดอย่างโน้นอย่างนี้ ถ้าคุณวางระบบดีๆ สายดนตรี สายภาพยนตร์เป็นยังไงปีนี้ จะทำอะไร ทิศทางจะเป็นแนวไหน ดูทั้งโลกว่าเขาสนใจอะไรอยู่ ไม่ใช่โลกเขาไปทางนี้ แต่เราทำอีกทาง มันก็ไม่ประสบความสำเร็จ ซอฟต์พาวเวอร์ คืออะไร จนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ชัดเจน

 

⦁หากอาจารย์ศิลป์ พีระศรี มายืนอยู่ในยุคที่มีเทคโนโลยีอย่างเอไอ คิดว่าอาจารย์ศิลป์จะบอกกับลูกศิษย์อย่างไร?

ผมก็ไม่เคยเรียนกับอาจารย์ศิลป์ ได้แต่อ่านเรื่องราวของท่าน ถ้าอาจารย์ศิลป์อยู่ ท่านคงจะพูดว่า “นายๆ ต้องทำงานนะ นายต้องเรียนรู้..” ผมเชื่อว่าอาจารย์ศิลป์เข้าใจความเปลี่ยนแปลงบริบทของสังคมโลก และคิดว่าท่านเข้าใจลูกศิษย์ ว่าจะใช้เครื่องมืออะไรเป็นเครื่องมือในการทำงานศิลปะ และเป็นตัวของตัวเอง อาจารย์ศิลป์จะไม่ปิดกั้น ก็คงบอกว่า

“…ดีแล้วนาย นายต้องทดลองกับมัน..” ผมเชื่อว่าอาจารย์ศิลป์ไม่ปิดกั้นลูกศิษย์ ไม่ปิดกั้นเด็กรุ่นใหม่ ไม่ปิดกั้นเทคโนโลยีใหม่ๆ จะว่าไปอาจารย์ศิลป์ก็เหมือนเอไอที่ล้ำมาจากอนาคต แล้วมาหล่อหลอมผสมผสานวัฒนธรรมไทย วางรากฐานสิ่งใหม่ๆ ให้กับงานศิลปะประเทศไทย

นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อหยุดอยู่แค่การรำลึกและเชิดชูเกียรติ แต่เพื่อท้าทายให้ศิษย์ปัจจุบันและคนรุ่นต่อไปก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างสง่างาม พร้อมที่จะสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ๆ เพื่อจารึกประวัติศาสตร์หน้าต่อไปของวงการศิลปะไทยอย่างไม่สิ้นสุดตามรอยเท้าของบรมครูผู้บุกเบิกเหล่านี้

กรรณิการ์ ฉิมสร้อย

7 Masterpieces บรมครู
นิทรรศการเชิดชูเกียรติยศศิษย์เก่า ศิลปากร

ถ้าพูดถึง “คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์” มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่นี่ไม่ใช่แค่คณะวิชา แต่คือ “เบ้าหลอม” ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญให้กับวงการศิลปะร่วมสมัยของประเทศไทย ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาปีนี้ (2569) คณะจิตรกรรมฯ ได้จัดงานครั้งสำคัญ มอบรางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติศิษย์เก่าที่มีคุณูปการของคณะ พร้อมจัดนิทรรศการผลงานศิลปะของทั้ง 7 บรมครูที่หาชมไม่ได้อีกแล้วในชื่อ “นิทรรศการเชิดชูเกียรติศิษย์เก่าเกียรติยศ” จัดแสดงที่อาคาร PSG Art Gallery (วังท่าพระ) เพื่อพาทุกคนย้อนกลับไปคารวะจิตวิญญาณแห่งความสร้างสรรค์ ผ่านผลงานและเรื่องราวของ 7 ปรมาจารย์ระดับตำนาน ซึ่งประกอบด้วย เฟื้อ หริพิทักษ์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จิตรกรรม), เขียน ยิ้มศิริ (ศิลปินชั้นเยี่ยมผู้บุกเบิกประติมากรรมไทยร่วมสมัย), สวัสดิ์ ตันติสุข (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จิตรกรรม), ทวี นันทขว้าง (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จิตรกรรม), ชลูด นิ่มเสมอ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประติมากรรม), ถวัลย์ ดัชนี (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จิตรกรรม) และเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จิตรกรรม)

ศาสตราจารย์ทินกร กาษรสุวรรณ คณบดีคณะจิตรกรรมฯ พูดถึงความสำคัญของการจัดนิทรรศการครั้งนี้ว่า ทั้ง 7 ศิษย์เก่าเกียรติยศ ถือเป็นบุคคลระดับตำนานที่วางรากฐานและสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญให้กับวงการศิลปะไทยร่วมสมัย โดยแต่ละท่านมีคุณูปการที่ควรค่าแก่การเชิดชูเกียรติ ผลงานที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ แต่ละชิ้นเป็นออริจินัล อย่างงานของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ต้องไปขอยืมมาจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะ moca เพราะที่คณะไม่มีงานของอาจารย์ถวัลย์เลย ขณะที่งานของอาจารย์เฉลิมชัย ก็เป็นสมบัติส่วนตัวให้ยืมมาเช่นกัน เป็นผลงานล่าสุดของอาจารย์ที่ไม่เคยไปจัดแสดงที่ไหนมาก่อน ผลงานของอาจารย์สวัสดิ์ อาจารย์ชลูด ก็เช่นกัน ขอยืมมาจากทายาท บอกได้เลยว่างานที่จัดแสดงในที่นี้ไม่ใช่จะหาดูกันได้ง่ายๆ ส่วนมากแล้วเป็นคอลเล็กชั่นส่วนตัวของทายาททั้งนั้น ส่วนที่เป็นสมบัติของคณะจิตรกรรมมีเพียงผลงานอาจารย์เฟื้อที่โชว์อยู่สองชิ้น คือภาพลอกลายวัด และผลงานอาจารย์ทวี นันทขว้าง ที่หาดูได้ยากมาก งานชิ้นนี้ของอาจารย์ทวีถือว่าสุดยอด เพราะที่ผ่านมาท่านจะเขียนเกี่ยวกับแลนด์สเคปหรือดอกบัว แต่ผลงานชิ้นนี้เป็นภาพพวงดอกไม้ การเขียนใช้สีแต้มหนาๆ คล้ายอิมเพรสชั่นนิสต์ จึงไม่อยากให้คนที่สนใจทางด้านศิลปะพลาดโอกาสที่จะได้ชม

“นิทรรศการเชิดชูเกียรติศิษย์เก่าเกียรติยศ” จัดแสดงจนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569 สนใจชมผลงานจริงของ 7 บรมครู สามารถแวะไปชมที่ PSG Art Gallery วังท่าพระ