หน้าแรก ประชาชื่น ‘ไดอารีดาวแดง...

‘ไดอารีดาวแดง’ บันทึกความทรงจำ ปากคำประวัติศาสตร์ ชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่า

30.10.26 | 12:00 น.

‘ไดอารีดาวแดง’ บันทึกความทรงจำ ปากคำประวัติศาสตร์ ชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่า

ใครจะรู้ว่าคนธรรมดาในหมู่บ้านชนบทที่เราพานพบระหว่างทาง อาจเป็นตัวละครในหน้าประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยถูกบันทึกมาก่อน


ความทรงจำของบุคคลเหล่านี้ คือจิ๊กซอว์ที่ช่วยเติมเต็มบทบรรทัดของเหตุการณ์ในอดีตซึ่งหากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปทุกขณะบางเศษเสี้ยวอาจค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

พิพิธภัณฑ์สามัญชน มองเห็นถึงความสำคัญในการจัดเก็บและถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นให้คงอยู่ โดยเฉพาะประจักษ์พยานของการต่อสู้ภาคประชาชน

หนังสือ ‘ไดอารีดาวแดง บทบันทึกชีวิตและห้วงคำนึงของอดีตสหายในเขตป่าเขา’ จึงถือกำเนิดขึ้น
อานนท์ ชวาลาวัณย์, อวัสดา ตรีรยาภิวัฒน์, ธนพล พันธุ์งาม, ธนาพร นาคเจือ และกชกร บัวล้ำล้ำ คือผู้ร้อยเรียงเรื่องราวผ่านบทสัมภาษณ์ โดยมี ธัญญพร มากคงผู้เขียน ‘สหายหญิงปฏิวัติ’ รับหน้าที่บรรณาธิการ

Advertisement

23 ตุลาคมที่ผ่านมา Hope Space และพิพิธภัณฑ์สามัญชน เปิดวงสนทนาระหว่าง อานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สามัญชน และวิชัย จันทวาโร ผู้อำนวยการมูลนิธิเสมสิกขาลัย ซึ่งวันนี้มาในบทบาทผู้ดำเนินรายการ

(จากซ้าย) อานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สามัญชนและวิชัย จันทวาโร ผู้อำนวยการมูลนิธิเสมสิกขาลัย

นาทีพบ ‘ภรรยาอดีตสหายนำ’

แรงบันดาลใจสู่ ‘ไดอารีดาวแดง’

อานนท์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำหนังสือว่า เกิดจากความความประทับใจระหว่างลงพื้นที่หมู่บ้านไม้เสียบ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเดิมตั้งใจไปดูอนุสรณ์สถาน ทปท.แห่งเทือกเขาบรรทัด และเขียนบทความเกี่ยวกับสถานที่ดังกล่าว แต่ระหว่างทางได้พบกับผู้หญิงสูงอายุกำลังนั่งตำหมากอยู่หน้าบ้าน ภาพที่เห็นในตอนแรกเป็นเพียงผู้หญิงสูงอายุในชนบทคนหนึ่ง แต่เมื่อเขาได้เข้าไปพูดคุย จึงได้รู้ว่าเธอเป็นภรรยาของอดีตสหายนำ เรื่องราวของผู้หญิงคนนี้ทำให้ตระหนักว่า ผู้คนที่ดูเหมือนเป็นคนธรรมดาในชีวิตประจำวัน อาจเคยผ่านเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์มาแล้ว โดยที่คนภายนอกไม่เคยรับรู้มาก่อน

“คนที่เราดูเหมือนว่าเป็นคนธรรมดา จริงๆ แล้วมีเรื่องเล่า เขาผ่านเหตุการณ์บางอย่างที่มันใหญ่และมันกระทบ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าครั้งหนึ่ง การสู้รบระหว่าง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) กับรัฐบาลไทย คือเหตุการณ์ที่สำคัญ มันมีผลกระทบไปทั่ว และมีคนจำนวนมากที่เราไม่มีโอกาสได้คุยกับเขา” อานนท์กล่าว

สำหรับอานนท์ ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของบุคคลสำคัญหรือเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ในเอกสารทางการเท่านั้น แต่ยังประกอบขึ้นจากประสบการณ์ของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งอาจไม่เคยมีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง

“เราจะไม่เคยรู้เลยว่าคนเหล่านี้คือหนึ่งในกระแสทางประวัติศาสตร์ เพราะไม่ได้เขียนเรื่องเล่าของตัวเอง สุดท้ายถ้าวันหนึ่งเขาจากไป เรื่องมันก็จะไปกับเขา โดยที่คนอื่นจะไม่มีโอกาสรู้เลยว่า นี่คือหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่เมื่อนำมาประกอบร่าง เอาคนในชุมชนเหล่านั้นมาคุย หรือถ้ามีโอกาสสัมภาษณ์
จะเห็นเลยว่า ณ เวลานั้น มันมีเหตุการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้น”

โรงเรียนการเมืองที่ภูหินร่องกล้า ‘สหายพายุ’ วิเชียร ชาวเมืองคอน ถ่ายภาพนี้หลังกลับไปเยี่ยมฐานที่มั่นเป็นครั้งแรกหลังออกจากป่า

บ้านร้าง ‘ช่องช้าง’ มีรอยกระสุน

ชวนโยง ‘ควังจู’ อนุรักษ์อาคารปะทะทหาร

อานนท์เล่าต่อไปว่า การลงพื้นที่ช่องช้าง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่ทำให้เห็นความสำคัญของการเก็บรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยในการเดินทางครั้งนั้น ทีมงานได้ไปดูโรงเรียนที่มีเรื่องเล่าว่าเป็นจุดที่เฮลิคอปเตอร์ลงจอดครั้งแรกหลังเกิดเหตุการณ์ยิง ก่อนจะมีการนำผู้บาดเจ็บหรือผู้เกี่ยวข้องส่งตัวต่อไป

ขณะเดียวกัน ยังพบบ้านร้างหลังหนึ่งซึ่งมีร่องรอยกระสุนอยู่ตามตัวบ้าน เจ้าของที่ดินซึ่งเป็นอดีตสหายยังมีชีวิตอยู่ และได้บอกลูกหลานให้เก็บรักษาบ้านหลังนี้ไว้ ทีมงานจึงได้เห็นสถานที่จริง พร้อมรับฟังเรื่องราวจากผู้ที่อยู่ร่วมสมัยกับเหตุการณ์

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ย้อนคิดถึงการเดินทางไปเมืองควังจู (Gwangju) ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีการอนุรักษ์อาคารที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การชุมนุมและการปะทะกับทหาร โดยยังคงมีร่องรอยกระสุนให้เห็น

“อาคารนี้มันจะอยู่ไปอีกนานแค่ไหนและมันจะมีความพยายามในการอนุรักษ์ไหม คือคุณจะชอบหรือไม่ จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร แต่ว่ามันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง คนรุ่นหลังได้รับรู้และเขาจะตัดสินใจอย่างไร มันก็เรื่องของเขา แต่อย่างน้อยมันควรจะอยู่เพื่อบอกเล่าบางอย่าง”

สำหรับอานนท์ การอนุรักษ์สถานที่จริงมีความสำคัญไม่ต่างจากการบันทึกเรื่องราวลงในหนังสือ เพราะสถานที่และร่องรอยที่หลงเหลืออยู่สามารถทำให้ผู้คนเข้าถึงประสบการณ์ในอดีตได้อีกระดับหนึ่ง พร้อมยกตัวอย่างคำกล่าวของอาจารย์ท่านหนึ่งที่เคยพูดถึงการชมภาพวาดโมนาลิซาว่า

“ถ้าคุณจะดูโมนาลิซา พิมพ์คำว่าโมนาลิซาในกูเกิลจะขึ้นมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันรูป แต่ถ้าคุณจะดูให้ถึงจิตวิญญาณ คุณต้องไปจ้อง และยืนอยู่ที่นั่น”

นอกจากนี้ แนวคิดดังกล่าวเชื่อมโยงไปถึงการอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์ในหลายชุมชน ซึ่งพยายามปรับพื้นที่ที่เคยเป็นเขตสงครามหรือพื้นที่ขัดแย้งให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ โดยไม่ได้เก็บรักษาสถานที่ไว้เพียงอย่างเดียว แต่ยังนำเรื่องเล่าของผู้คนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชุมชน เปิดโอกาสให้คนรุ่นหลังเข้ามาเรียนรู้และทำความเข้าใจอดีตอย่างต่อเนื่อง

“การพัฒนาพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นพื้นที่ขัดแย้งให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ผนวกเอาเรื่องเล่ามาเป็นประวัติศาสตร์ชุมชน เป็นมูฟที่ดีในทางอนุรักษ์ ที่ไม่ใช่แค่เก็บไว้เฉยๆ แต่มันคือการทำให้เรื่องเหล่านี้มันเข้ามาอยู่ในกระแสหลัก ส่วนคนจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร ก็แล้วแต่ แต่อย่างน้อยให้เรื่องมันได้อยู่ ให้คนมันเข้ามาปฏิสัมพันธ์ ให้มันยังไม่ตาย ไม่งั้นถ้าเกิดมันเป็นอนุสรณ์ที่ 1 ปี จัดรำลึกครั้งเดียว ที่เหลือปล่อยยาว ก็คงไม่ต่างกับสุสานที่ไปเช็งเม้ง” อานนท์กล่าว

อีกประเด็นหนึ่งที่อานนท์กล่าวถึง คือการค้นพบเรื่องราวการสู้รบในพื้นที่ที่ตนเองไม่เคยรับรู้มาก่อน อย่างบ้านหม่องกั๊วะ จังหวัดตาก ซึ่งทำให้เห็นว่าแม้จะเคยได้ยินเรื่องการสู้รบในภาคใต้และภาคอีสาน แต่พื้นที่จังหวัดตากไม่เคยอยู่ในแผนที่ความรับรู้ของเขามาก่อน แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าจริงๆ แล้วไม่ได้มีคนเข้าป่า เพราะ 6 ตุลาฯเพียงอย่างเดียว แต่มีเหตุผลมากกว่านั้น

การได้ไปพบสถานที่จริงและพูดคุยกับผู้คนในพื้นที่ทำให้เห็นว่า ประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมขบวนการมีความหลากหลาย และแต่ละคนอาจมีเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจแตกต่างกัน เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนข้อจำกัดของการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ผ่านข้อมูลที่มีอยู่เพียงบางส่วน เพราะแม้เหตุการณ์หนึ่งจะได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง แต่ประสบการณ์ของผู้คนในพื้นที่อื่นๆ อาจยังไม่เคยได้รับการบอกเล่า หรือไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

จาตุรนต์ ฉายแสง หนึ่งในผู้ให้สัมภาษณ์ (ภาพจากอนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ นายอนันต์ ฉายแสง)

ภูมิใจได้บันทึก ‘ความทรงจำ’ ก่อนเลือนหาย

เล่าตามสมัครใจ เปิดได้มาก-น้อย อยู่ที่ ‘สถานะ’

ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สามัญชนเปิดใจว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้รู้สึกภูมิใจในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ คือการได้บันทึกความทรงจำของผู้คนที่ผ่านเหตุการณ์เมื่อหลาย 10 ปีก่อนเอาไว้ ก่อนที่เรื่องราวเหล่านั้นจะเลือนหายไป เพราะความทรงจำเป็นสิ่งที่อยู่กับสมองของแต่ละคน ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าสุขภาพหรือความสามารถในการจดจำจะคงอยู่เหมือนเดิมตลอดไป การบันทึกเรื่องราวจึงเป็นวิธีหนึ่งในการเก็บรักษาประสบการณ์เหล่านั้นให้คนรุ่นหลังสามารถเข้าถึงได้

อานนท์ยังชวนมองว่า โลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ข้อมูลใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนความทรงจำของผู้คนต้องปรับเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มขึ้น เรื่องเล่าจากผู้ที่เคยอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันก็อาจเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป การกลับไปสัมภาษณ์ในภายหลังอาจทำให้รายละเอียดหรือมุมมองที่ถ่ายทอดออกมาไม่เหมือนกับช่วงเวลาที่เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้น พร้อมยกตัวอย่างเรื่องราวของผู้ที่เคยเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองในปี 2563

“ความทรงจำม็อบในปี’63 สำหรับคนที่ไปม็อบตอนนั้น ถ้ามานั่งสัมภาษณ์ในเวลานี้ ไม่เหมือนเดิมแล้ว ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่เปลี่ยนไป เรื่องเล่าก็จะไม่เหมือนกัน”

นอกจากเรื่องราวของอดีตสหายและผู้คนในชุมชนแล้ว หนังสือ ‘ไดอารี ดาวแดง’ ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของบุคคลที่อาจมีข้อจำกัดในการเปิดเผยเรื่องราวของตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่มีสถานะทางสังคมหรือทางการเมือง ซึ่งการเล่าประสบการณ์ในอดีตอาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานหรือชีวิตส่วนตัว

“คนที่อยู่ในแวดวงนักกิจกรรม ทำงานด้านสังคม เขาคงไม่รู้สึกอะไรที่จะเล่าเรื่องประสบการณ์ของตัวเองในวันนั้น แต่ถ้าเป็นคนที่มีต้นทุนทางการเมือง บางเรื่องเล่าลำบาก ด้วยสถานะ”

เพราะเหตุนี้ อานนท์จึงกล่าวขอบคุณ จาตุรนต์ ฉายแสง ที่ยินยอมให้สัมภาษณ์และแบ่งปันประสบการณ์ในอีกมุมหนึ่งซึ่งไม่ค่อยได้รับการถ่ายทอด พร้อมย้ำว่า ไม่ว่าผู้อ่านจะมีความรู้สึกต่อบุคคลนั้นอย่างไรในปัจจุบัน เรื่องราวที่เขาเคยประสบในอดีตก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์

“มันเป็นการบันทึกในอีกมุมที่ไม่ค่อยได้เล่า แล้วเราได้มีโอกาสนำเรื่องของท่านมาเล่า ก็รู้สึกดีใจ ไม่ว่าคุณจะรู้สึกกับเขาในวันนี้อย่างไร แต่ว่าเรื่องเล่าของเขาในวันนั้น มันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และเป็นเรื่องที่มีคุณค่ามาก”

ทั้งนี้ การเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้บอกเล่าประสบการณ์ของตนเอง ต้องอาศัยความสมัครใจของผู้ให้สัมภาษณ์ด้วย โดยผู้จัดทำยอมรับว่าบางเรื่องอาจเล่าได้มากหรือน้อยแตกต่างกันไปตามความสะดวกใจของแต่ละคน

นอกจากนี้ อานนท์ยังมองว่ายังมีเรื่องราวอีกหลายกลุ่มที่ควรได้รับการศึกษาและบันทึกเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้าร่วมในกระบวนการปฏิวัติ หรือกลุ่มนักเรียนที่เริ่มมีบทบาททางการเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเป็นแง่มุมที่อาจไม่ปรากฏชัดในเรื่องเล่าที่สังคมคุ้นเคย

“ฝากถึงทุกๆ ท่านที่เคยร่วมเหตุการณ์การเมือง อย่างน้อยเขียนบนโซเชียลหรือเฟซบุ๊กก็ได้ ทุกวันนี้เรามีช่องทางส่วนตัว ที่เราสามารถบอกโลกได้ หรือเขียนบันทึกไว้ที่ไหนสักที่ ถ้าคุณเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่มันสำคัญ แล้วเมื่อถึงวันหนึ่งถ้าเรื่องของคุณกับอีกหลายๆ คนมาปะติดปะต่อจิ๊กซอว์กัน คนรุ่นหลังจะได้เห็นภาพที่มันชัดขึ้น” อานนท์ทิ้งท้าย

หนังสือ ‘ไดอารีดาวแดง’ จึงไม่ใช่เพียงการรวบรวมความทรงจำของผู้คนในอดีต แต่ยังเป็นความพยายามค้นหาและส่งต่อเรื่องราวที่อาจไม่เคยปรากฏอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนอาจจากไป หรือความทรงจำอาจเปลี่ยนแปลง และเรื่องเล่าบางเรื่องอาจไม่มีโอกาสถูกถ่ายทอดตลอดกาล

ธัญย์ชนก วัชรสินธุ์