หน้าแรก ประชาชื่น ‘เราสองคนสร้า...

‘เราสองคนสร้างตัวจากมือเปล่า’ อรรณพ-สุนิสา อัครนิธิยานนท์ แห่งอาณาจักรแสงทอง-อัครา เนรมิตไข่ไก่วันละ 3 ล้านฟอง

31.10.26 | 11:07 น.

ทุกอาณาจักรในประวัติศาสตร์โลก ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว

เส้นทางทุกสาย ไม่ได้ถูกแผ้วถางจนราบเรียบสู่บัลลังก์แห่งความสำเร็จในชั่วข้ามคืน


เช่นเดียวกับ อาณาจักร ‘แสงทอง-อัครา’ ซึ่งตั้งเมืองหลวงอยู่ ณ ตำบลป่าขะ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก

หนึ่งในผู้นำ AGRO & FOOD Business ระดับต้นๆ ของประเทศ ประกอบด้วยฟาร์มเกษตรและธุรกิจอาหารครบวงจร ทั้งในฐานะผู้ผลิต และผู้จำหน่าย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ฟาร์มไก่ไข่ รวมถึงเวชภัณฑ์และสารเสริมสำหรับสัตว์ การันตีด้วยประสบการณ์หลายทศวรรษ และรางวัลระดับสากล คู่ค้าและผู้บริโภคล้วนให้ความไว้วางใจ

3,000,000 คือจำนวนฟองไข่ไก่คุณภาพที่อาณาจักรแห่งนี้มีกำลังการผลิตและส่งออกในแต่ละวัน

Advertisement

อรรณพ-สุนิสา อัครนิธิยานนท์ คือ ผู้ลงมือก่อร่างสร้างอาณาจักรด้วยตนเอง ตั้งแต่อิฐก้อนแรก

จากนาทีแห่งการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชีวิตของทั้งคู่ไปตลอดกาล เมื่อเจรจาขอครอบครัวออกจากบ้านมาทำธุรกิจเพื่อสร้างตัว แม้ต้องตกระกำลำบาก ไปแผ้วถางทำมันเส้น ในพื้นที่ซึ่งไม่มีแม้แต่ไฟฟ้า ในห้วงเวลาที่อุ้มท้องลูกสาวคนแรก ก่อนเบนเข็มสู่วงการเลี้ยงไก่เนื้อ สู่ไก่ไข่ และอื่นๆ อีกมากมายในเวลาต่อมา

“ต้องเรียกว่าเราสองคนสร้างตัวมาจากมือเปล่า และวันนี้เราก้าวมาถึงตรงนี้เราก็ภูมิใจ แต่ในความสำเร็จนี้ ถามว่าเราผ่านอุปสรรคไหม เยอะ…มากมาย”

สุนิสาเน้นเสียงในถ้อยคำสุดท้าย ก่อนที่ทั้งคู่จะร่วมเปิดใจในเบื้องลึกระหว่างบทบรรทัดของชีวิตในทุกย่างก้าว ผ่านวิกฤตครั้งใหญ่ทั้งภัยธรรมชาติ และโรคระบาดในประวัติศาสตร์ปศุสัตว์โลกอย่างไข้หวัดนก

แม้มีจังหวะสะดุด แต่จับมือกันข้ามผ่านมรสุมมาได้อย่างภาคภูมิ โดยมีลูกสาวและลูกเขยร่วมเสริมทัพอัพเกรดอย่างไม่หยุดยั้งจนอาณาจักรเติบใหญ่ขึ้นทุกวัน

“ลูกสาวลูกเขย กับทีมงานเขาช่วยกัน” อรรณพไม่ลืมให้เครดิต

วันนี้ อัครา กรุ๊ป (akara group) เป็นที่รู้จักของคนไทยผ่านผลิตภัณฑ์อาหารหลากหลาย อาทิ ไข่ไก่อนามัย akara, เต้าหู้ไข่ไก่ผสมผัก akara, ไข่ไก่ ORGANIC SERIES จาก EGGOLOGY, ไข่ไก่สไตล์ญี่ปุ่น MORI-TAMA, ไข่ตุ๋นถ้วย akara หรือไข่ต้มพร้อมทาน akara เป็นต้น

ไหนจะ อัคราเบอร์เกอร์สเต๊กไก่ ซอสนิวออร์ลีนส์ ฉ่ำๆ ชวนลิ้มลอง

ทุกผลิตภัณฑ์ปรากฏชื่อและสัญลักษณ์แบรนด์ที่สะดุดตา จดจำง่าย ทั้งยังมี ‘สตอรี่’ ที่เปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้ง โดยมาจากคำแรกของนามสกุล อัครนิธิยานนท์ แต่ปรับให้ลงท้ายด้วยเสียงยาว

ตัว A 3 ตัว รูปทรงเสมือนเหมือนภูเขา 3 ลูกที่มั่นคงแข็งแกร่ง สื่อถึงลูกสาว 3 คน สาวิตรี-อัญชลี-สุกันยา อัครนิธิยานนท์

โลโก้แบรนด์ คือเลข 9 ในอักษรจีน (九)

มองกลับไปในประวัติศาสตร์ชีวิต อรรณพเป็นลูกชายคนโตของพี่น้อง 9 คน ในครอบครัวคนจีนแต้จิ๋ว จากมลฑลกวางตุ้ง

“ผมโตมาจากคลองเปรมประชากร เริ่มเป็นหลักเป็นฐานในบ้านเลขที่ 24 หมู่ 2 ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน จังหวัดพระนคร อาชีพขายกาแฟกับขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเป็นอาชีพหลักที่เตี่ยมีวิชามาจากเมืองจีน ทำเป็นก๋วยเตี๋ยวหลอด เตี่ยลุกมาโม่แป้งเองทุกวัน และให้แม่ไปขาย” หนุ่มน้อยที่ปรากฏในภาพถ่ายขาวดำ ขณะพายเรือขายของในลำคลองสายเล็กๆ ในวันนั้น ประธานกรรมการบริหาร เครือบริษัทแสงทอง-อัคราในวันนี้ ย้อนความทรงจำอย่างเฉียบคมทุกรายละเอียด

ด้าน สุนิสา เป็นลูกคนที่ 4 ของพี่น้อง 8 คน เกิดที่ตำบลป่าขะ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก บิดาเป็นชาวจีน เดินทางมาจากซัวเถา ตอนอายุ 4 ขวบ มารดาก็เป็นชาวจีน นั่งเรือเอี้ยมจุ๊นมาสู่สยามตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ชีวิตวัยเด็กเรียบง่าย พ่อแม่มีอาชีพค้าขาย

ถามว่าหนุ่มพระนครพบรักกับสาวนครนายกได้อย่างไร ได้คำตอบจากฝ่ายหญิงว่า ‘ผู้ใหญ่แนะนำ’

“พ่อสื่อคือพี่เขยคนโตซึ่งเป็นเซลส์อยู่กับร้านขายโชห่วยที่บ้านของคุณอรรณพไปซื้อของ เขาเห็นว่าเป็นคนขยัน กตัญญู ส่วนเราก็เป็นสาวแล้ว ตอนนั้นอายุ 24 ปี

คุณเตี่ยเป็นคนมีวิสัยทัศน์ มองบุคลิก ดูโหงวเฮ้ง และความรับผิดชอบ เตี่ยพอใจ โดยพูดให้เราคิดว่า ในบรรดาคนที่มาชอบลูก ถ้าให้เตี่ยเลือกเตี่ยจะเลือกคนนี้ การเลือกคน อย่าเลือกที่ฐานะ เป็นได้ว่าเราคงจะเป็นเนื้อคู่กัน ใช้เวลาคบหา 2 ปี เขาก็เทียวมาหาเราบ้าง พาไปเที่ยวบ้าง พาไปดูหนังเรื่องแผลเก่า”

 

จากคนไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า สู่คู่ชีวิตที่ครองเรือนกันมาเกือบครึ่งศตวรรษ โดยจะครบรอบ 50 ปีของการแต่งงาน ใน พ.ศ.2570

“คุณเตี่ยจัดงานหมั้นลูกสาว 2 คนพร้อมกันในวันเดียวกัน ซึ่งในอำเภอบ้านนาไม่เคยมีวัฒนธรรมนี้มาก่อน และเป็นครั้งแรกที่จัดงานหมั้นแล้วมีงานเลี้ยงด้วย โดยเป็นการเลี้ยงฉลองกับญาติ และขอบคุณแขกที่เชิญมา มันเป็นเรื่องที่ทุกคนตื่นเต้น เป็นเรื่องเก๋ พอแต่งงานแล้ว สามีเป็นคนดีตลอดมา ไม่เคยว่อกแว่ก” เจ้าสาวในวันนั้น รองประธานกรรมการบริหาร เครือบริษัทแสงทอง-อัคราในวันนี้ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม

เมื่อนักข่าวหันไปถามฝ่ายชายว่า จริงหรือไม่?

อรรณพตอบทันที ไม่มีจังหวะต้องหยุดคิดว่า

“ไม่ตกหลุมแน่นอน (หัวเราะ) เพราะมุ่งแต่งาน การจะทำธุรกิจการค้า เราจะไม่ซี้ซั้ว”

นี่คือบทสัมภาษณ์คู่ ที่แม้ไม่มีคำว่า ‘รัก’ แม้เพียงคำเดียว ทว่า ระหว่างบรรทัด ท่ามกลางถ้อยคำในตัวอักษร สะท้อนถึงนิยามความหมายของคำดังกล่าวอย่างไร้ข้อกังขา

ไม่เพียงความยิ่งใหญ่ในด้านธุรกิจ แต่อาณาจักรแสงทอง-อัครา ยังเปรียบเสมือนไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่พนักงานมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในพื้นที่

ทั้งสองมองว่า พนักงานทุกคนเหมือน ‘คนในครอบครัว’ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานรายเดือน หรือพนักงานรายวัน ซึ่งได้รับค่าตอบแทนตามผลงานและความสามารถ ไม่เอาเปรียบ หากมีความแตกต่างทางความคิด ก็รับฟัง หากผิดพลาดก็ให้อภัยกัน นอกจากนี้ ยังดูแลและจัดสวัสดิการเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อล้มเจ็บป่วยไข้

คุณงามความดี พิสูจน์ชัดด้วยรางวัลพระราชทานเสาเสมาธรรมจักร ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ด้านสงเคราะห์ประชาชนและชุมชน ประจำปี 2560 และ ‘พ่อตัวอย่างแห่งชาติ’ ประจำปี 2568 ของอรรณพ และการได้รับพระราชทานโล่เชิดชูเกียรติ สตรีไทยดีเด่น ประจำปี 2559 และแม่ดีเด่นแห่งชาติ ประเภทแม่ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ประจำปี 2560 ของสุนิสา

ด้านธุรกิจ เสาหลักเครือแสงทอง-อัครา ยึดมั่น ‘ความซื่อสัตย์’ เป็นคำสำคัญ แม้เคยมีโอกาสฉกฉวยเม็ดเงินมหาศาล ทว่า หากไม่อยู่ในเส้นทางที่ตรงไปตรงมา ทั้ง 2 สบตามองเห็นในสิ่งเดียวกัน คือ ไม่อาจรับได้

นี่ไม่ใช่บทสัมภาษณ์แนวไลฟ์โค้ช หรือยุทธศาสตร์ธุรกิจรวยทางลัด หากแต่เป็นเรื่องราวของเส้นทางชีวิต และการก่อร่างสร้างอาณาจักรในแบบฉบับของตนเอง ไม่มีคัมภีร์ ไม่มีสูตรสำเร็จ ไม่มีคู่มือใดๆ นอกเหนือจากวิสัยทัศน์ การต่อสู้ อดทน มองเห็นโอกาสใหม่ และไม่เคยยอมแพ้ แม้ในวันที่เจอมรสุม

⦁ ขอย้อนกลับไปเมื่อครั้งเจรจากับครอบครัวคุณอรรณพว่าขอแยกตัวไปสร้างฐานะให้มั่นคงจนได้ไฟเขียว ทั้ง 2 ท่านปักหมุดจุดเริ่มต้นที่ไหน จับธุรกิจอะไรเป็นปฐมฤกษ์?

สุนิสา : ครั้งแรกไปอยู่อีสาน อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ อาชีพแรกคือ ทำมันเส้น เอามันสำปะหลังที่ซื้อมาจากชาวไร่ ไปโม่เป็นชิ้นๆ ตากแห้งให้โรงงานมาซื้อไปทำอาหารสัตว์ ตอนนั้นท้องลูกสาวคนโตได้ 4 เดือนแล้ว ไปอยู่ได้ไม่ถึงปี ทำได้ฤดูเดียว เพราะมันสำปะหลังทำได้แค่ช่วงเดือนตุลาฯ หลังจากนั้น กลับบ้าน ฝากท้องที่โรงพยาบาล พอคลอดลูกสาวคนโตแล้ว คุณยายของหลานไปส่ง เห็นว่ากันดารมาก คิดว่าคงอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้า ตอนนั้นมันสัก 40 ปีที่แล้ว น้ำบาดาลเจาะลงไปเป็นน้ำเค็ม ลูกยังเล็กอายุได้แค่เดือนกว่าๆ พี่ชายเลยไปพากลับ แล้วมาเริ่มเลี้ยงไก่

⦁ ฟาร์มไก่ยุคแรกตั้งอยู่ที่ไหน รายได้ขณะนั้นเป็นที่พอใจมากน้อยแค่ไหน?

สุนิสา : ฟาร์มตั้งต้นอยู่ที่ป่าขะ (ตำบลป่าขะ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก) ช่วงแรก พูดง่ายๆ คือเลี้ยงให้พี่ชายนำไปจำหน่าย แต่เราคิดว่าไก่ 12,000 ตัว ได้ค่าตอบแทนเดือนละ 9,000 บาท เลี้ยงไก่อย่างเดียวคงอยู่ไม่ได้

พอดีคุณสามีมีญาติอยู่ที่ตลาดหัวลำโพง รับซื้อกระสอบป่านไปให้พวกค้าพืชไร่ อาหารไก่สมัยนั้นใส่กระสอบป่านซึ่งเป็นกระสอบมือหนึ่งเลย ให้คุณสามีไปซื้อกระสอบของเราเอง เราขาย แล้วสามีก็คุยกับอาโกว่ากระสอบป่านขายได้ใบละเท่าไหร่ อาโกบอกว่าราคาต่างจากที่เราขายที่นี่ ลูกละ 1-2 บาท อย่างนี้เราก็ไม่ขายให้คนในพื้นที่แล้ว เพราะคนในพื้นที่ก็เอาเข้าไปขายตลาดกรุงเทพฯ เหมือนกัน เลยให้สามีไปซื้อ รู้ว่าพี่ชายปล่อยเกษตรกรตรงไหนก็ไปซื้อ ชาวไก่เราเลี้ยงไก่อยู่ตรงไหน ก็ไปซื้อ เลยผันตัวเองเป็นผู้ประกอบการค้ากระสอบด้วย เลี้ยงไก่เนื้อด้วย ธุรกิจก็ดำเนินไปด้วยดี เติบโตไปเรื่อยๆ จนตอนหลังไม่ส่งกรุงเทพฯแล้ว แต่เปิดให้ผู้ค้าวัตถุดิบเข้ามาซื้อกับเราโดยตรงที่นี่ กระทั่งปีหนึ่งขายได้หลายล้านใบ

⦁ เมื่อฐานะเริ่มมั่นคง และมั่งคั่ง กลับเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นมาได้อย่างไร?

สุนิสา : ตอนนั้นทำ 3 ธุรกิจซึ่งดำเนินไปด้วยดี คือ เลี้ยงไก่เนื้อ ค้ากระสอบ และเลี้ยงสุกรด้วย เพราะฉะนั้นเงินก็มาหลายทาง ปีหนึ่งก็ได้เยอะ ระหว่างนั้นปี 2528 ได้ลูกสาวอีกคนหนึ่ง พอมาปี 2532 ก็ได้ลูกสาวอีกคนหนึ่ง เท่ากับ 10 ปี แม่ได้ลูก 3 คน เพราะเราวางแผน ความที่เป็นคนถี่ถ้วน ฉันต้องสร้างฐานะก่อน ต้องให้ครอบครัวมั่นคงก่อน ถ้ามีลูกถี่เกินไปก็ไม่มีเวลา เพราะต้องทำงานคู่กับคุณสามี ซึ่งก็สุขใจมาตลอด จนเจอวิกฤตภัยธรรมชาติในปี 2533 เกิดมรสุมพายุอีล่า ล่าจนทรัพย์สินเราไปกับน้ำ ไก่ที่เลี้ยงอยู่ในอำเภอบ้านนา อำเภอวิหารแดง และอำเภอเมืองนครนายกไปกับน้ำหมด เสียหายหลายสิบล้านในยุค 30 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งมันเยอะมาก

ถามว่ารู้สึกอย่างไร มันไม่ถึงกับล้มทั้งยืน แต่ใจก็หล่น อย่างไรก็ตาม สามีเป็นคนเข้มแข็ง บอกว่าเรายังมีชีวิต เรายังแข็งแรง สติปัญญายังมี เราเริ่มจากมือเปล่า วันนี้เริ่มใหม่ก็ยังไม่ช้า เพราะเพิ่งอายุ 30 กว่าๆ เท่านั้น

อรรณพ : ถ้าเรามัวแต่เศร้าสร้อย ก็ไม่ใช่เส้าหลิน เส้าหลินต้องสู้ (ยิ้ม)

สุนิสา : ตอนนั้นเกษตรกรที่เราให้ไก่ไปเลี้ยง ขอให้ไปช่วยย้ายไก่ พอย้ายจากตำบลหนึ่งไปอีกตำบลหนึ่ง วันรุ่งขึ้นน้ำก็ตามมาท่วม เลยบอกเขาว่า ไม่ต้องย้ายแล้ว แต่เปิดตาข่ายให้ไก่ไปกับน้ำเลย ชาวบ้านจะได้เอาไปกิน แต่ชาวบ้านเก็บไม่ทัน ก็ไหลไปตามคลอง เลยเป็นสาเหตุที่ว่า ทีวีช่อง 7 มาสัมภาษณ์ทำข่าว เจอไก่เป็นกองๆ หมกอยู่ ทำให้หน่วยราชการเข้ามาช่วย เอาแบ๊กโฮมาฝังให้ ถามว่าเราได้ชดเชยไหม รัฐบาลช่วยไก่มา 200 ตัว (หัวเราะ)

เหตุการณ์น้ำท่วมบ้านนาครั้งนั้น ทำให้ไก่เนื้อเสียหายหลายล้านตัว ชาวไก่เนื้อภาคอื่น ตบมือดีใจใหญ่ เพราะของมันหายไปจากระบบเยอะขนาดนี้ ของที่มีอยู่ราคาเขาขึ้นพรวด หลังจากน้ำแห้งเราก็สู้ต่อ แม้จะเศร้าในใจ แต่ไม่ถอย

อรรณพ : ตอนนั้นบริษัทที่ช่วยเหลือเรามากที่สุดคือแหลมทอง ทั้งปล่อยไก่และยืดเครดิตให้ ทำให้เราเดินต่อได้

⦁ จากฟาร์ม ‘ไก่เนื้อ’ มาสู่ ฟาร์ม ‘ไก่ไข่’ ที่เติบโตก้าวกระโดด สร้างความฮือฮาให้วงการไข่ขณะนั้นพอสมควร?

อรรณพ : ฟาร์มไก่ไข่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2538 เฟส 1 อยู่หลังวัดโพธิ์แก้ว (วัดโพธิ์แก้วเบญจธาราม อำเภอบ้านนา) พอเสร็จแล้วเราก็ไปสร้างเฟส 2 ที่บ้านชะวากยาว และเฟส 3 ที่บ้านพริก เราทำทั้งหมดตั้งแต่ปี 2538-2540 สามารถสร้างเล้าไก่ไข่ได้ 600,000 ตัว ในวงการเขาก็แขวะกันน่าดู ว่ามันสร้างแล้วจะขายให้ใคร

สุนิสา : คือตอนนั้นพอเข้าวงการไก่ไข่ เราขึ้นแบบทีเดียวต่อเนื่อง 600,000 ตัวภายใน 2 ปี ซึ่งเจ้าเดิมๆ เขาไม่ได้ขึ้นแบบนี้ เลยมาต่อว่าเรา ว่าถ้าเราเข้าอย่างนี้ ขึ้นแบบนี้แล้วมีตลาดรองรับไหม แต่เราเป็นคนทำอะไรต้องดูแลใกล้ชิด คุณภาพจึงดีกว่า มีลูกค้านอกเข้ามาซื้อ ในขณะเดียวกัน สมัยนั้นธุรกิจไก่ไข่มันเป็นวัฏจักร เวลาปิดเทอม หรือเทศกาลกินเจสินค้าจะล้น เพราะชาวไทยเรากินเจกันเยอะพอสมควร คุณอรรณพเลยไปติดต่อการตลาดที่ฮ่องกง เพราะนโยบายของเราต้องขายไข่สดทุกวัน

⦁ เรียกว่าเป็นการที่เรา ‘คิดนอกกรอบ’ จึงแตกต่างจากผู้ทำธุรกิจรายอื่นในวงการเดียวกัน?

อรรณพ : ไม่ได้คิดนอกกรอบหรอก คิดแค่ว่าจะทำ

สุนิสา : คิดว่าปล่อยให้เหลือไม่ได้ จะไปขายตีตลาดก็ไม่ได้ มันจะไปกระทบผู้ประกอบการ เขาจะด่าเราว่า คุณขึ้นมาเยอะๆ แบบนี้ต้องรับผิดชอบ เลยต้องหาทางไปตลาดฮ่องกง พอได้แล้ว ทุกเทศกาลที่มีปัญหาเราก็ส่งออกไปที่นั่น

⦁ ในวิกฤต ‘ไข้หวัดนก’ เมื่อปี 2547 พิสูจน์คุณธรรมความซื่อสัตย์ ทั้งที่มีช่องให้ได้รับการเยียวยามหาศาล แต่ทั้ง 2 ท่านไม่ยอมบิดเบือนความจริง?

สุนิสา : อันนี้เป็นความสัตย์จริง ครั้งนั้นเจ้าหน้าที่มาแนะนำเราว่า ทำไมจะทนลำบากล่ะ คนอื่นๆ เขาไปรับของหลวงมาเยอะแยะ เอาเงินก้อนใหญ่ๆ มาแล้วเรารวยเลย แต่เราวิ่งไปแบงก์ ขอความช่วยเหลือยืดหยุ่น วิ่งไปปลอบใจเกษตรกร ฉันพูดจริงๆ ว่ารับไม่ได้ เพราะไก่เราไม่ได้เจอโรค และตั้งแต่สมัยพ่อแม่สอนมา เงินหลวงตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ เราไปซี้ซั้วเอาเงินภาษีของราษฎรมาแล้วตัวเองจะไม่เจริญ ถ้ารุ่นเราไม่ได้รับกรรม มันจะส่งต่อไปรุ่นลูกรุ่นหลาน ไม่คิดแค่จะรวยแค่รุ่นเรา แต่มองไปถึงรุ่นสู่รุ่น ต้องซื่อสัตย์ จริงใจ จึงจะมีความมั่นคง

⦁ ถ้าให้สรุป ‘ฮาวทู’ สร้างเนื้อสร้างตัว จากการเลี้ยงไก่ให้พี่ชาย จนขยายสู่อาณาจักรยิ่งใหญ่ในวันนี้ มียุทธศาสตร์อย่างไร?

อรรณพ : ตัวผมไม่มียุทธศาสตร์ ผมก็ทำของผมไปแบบนี้ ทำไปแก้ไป เขา (ภรรยา) เป็นจอมวางแผน เวลาเราจะขยาย เขาก็ไม่ให้ขยาย แต่เวลาขยายสำเร็จ บอกว่าอันนี้ต้องของอั๊ว (หัวเราะอารมณ์ดี)

สุนิสา : คือทำไปแล้วก็ต้องคิดต่อว่าจะอยู่อย่างมั่นคงได้อย่างไร สินค้าผลิตออกมาแล้วก็ต้องหาที่จำหน่าย ถ้าภายในเรารองรับไม่หมด ก็ต้องออกต่างประเทศ ธุรกิจดำเนินมาหลังจากที่เจอมรสุมแล้วสัก 2-3 ปี พอผ่านไปเราก็กลับมาแข็งแรง เลยเป็นที่มาว่าเราไม่ควรทำสินค้าตัวเดียว จึงต้องไปที่ไก่ไข่

⦁ ปรัชญาการดำเนินชีวิตและธุรกิจที่อยากฝากถึงคนรุ่นใหม่?

อรรณพ : เราเป็นตี๋ใหญ่ ก็สู้กันไป ปรัชญาคือ มานะอดทน ซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง การครองรักครองเรือนไม่นอกลู่นอกทาง จะรวยมากรวยน้อยอยู่ที่โชควาสนา แต่ความมานะอดทนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว รวมถึงฐานที่พ่อแม่สั่งสมให้เพราะเราเป็นลูกคนโต ทุกวันนี้ยังดูแลน้องๆ อยู่พอสมควร

สุนิสา : อาชีพนี้เป็นอาชีพที่รักมาก เราเติบโตมาจากตรงนี้ เราเกิดจากตรงนี้ เราเลยรักสิ่งนี้ เหมือนเป็นสายเลือดของเราแล้ว สำหรับเด็กรุ่นใหม่ อยากฝากเตือนใจว่า สมบัติพ่อแม่คือโบนัส ไม่ใช่ที่พึ่ง ความขยันคือทุนที่ไม่มีวันหมด วินัยคือสิ่งที่พาไปไกลกว่าเงิน

ขอให้เชื่อมั่นในความถูกต้อง และสร้างคุณค่าชีวิตด้วยตัวเอง

ทีมข่าวเฉพาะกิจ – เรื่อง
สมจิตร์ ใจชื่น – ภาพ