พริ้ม บุญภัทรรักษา
ความหวังของแม่ ความฝันของไผ่ (ดาวดิน)
‘อยากให้ความยุติธรรมเกิดกับทุกคน’
“พ่อเขาเป็นไอดอล ส่วนแม่ก็เป็นความรัก”
รากฐานความคิดที่หล่อหลอมเด็กชาย จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ให้เติบโตขึ้นมาเป็นลูกหลานชาวบ้าน เคลื่อนไหวในนาม(สกุล) ‘ไผ่ ดาวดิน’ กระทั่งได้รับการยกย่องในฐานะเจ้าของรางวัล ควังจูเพื่อสิทธิมนุษยชนในปี 2560 และจารุพงษ์ ทองสินธุ์ ในปีนี้
‘พ่อ’ พาเขาไปรู้จักโลกของกฎหมายและการต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน ส่วน ‘แม่’ มอบความรักความอบอุ่น และพื้นที่อิสระให้ลูกได้เรียนรู้ ทดลอง ตัดสินใจ เป็นความสัมพันธ์ที่เติมเต็ม ‘ไผ่’ ให้มีใจเมตตาเสียสละล้นเหลือเผื่อแผ่ไปยังสังคม
เขาติดสอยห้อยท้ายพ่อไปว่าความเพื่อชาวบ้าน ค่อยๆ ซึมซาบเรื่องราวความไม่เป็นธรรมที่สัมผัสมากับตา ก่อนจะเลือกเส้นทางของตัวเองบนถนนสายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
เริ่มต่อสู้เพื่อชุมชนในภาคอีสาน ขยายกว้างไปสู่การเผชิญหน้ากับอำนาจของคณะรัฐประหาร แม้รู้ดีว่าทางที่เลือกจะต้อง ‘แลก’ มาด้วยอะไรก็ตาม
นับแต่ปี 2563 ไผ่ ดาวดิน ต้องเผชิญคดีความถึง 21 กรณี
และในเดือนพฤศจิกายนนี้ กำลังจะถูกตัดสินอีกหน
ในคดีอาญามาตรา 112 จากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร
อยู่นอกเกณฑ์ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ไม่ต้องพูดถึงนิรโทษกรรม เพราะแม้แต่การ ‘ยื่นประกันตัวชั่วคราว’ เขาก็ยังไม่ได้รับสิทธินั้น ครอบครัวต้องอยู่บนความหวาดหวั่น พลัดพราก และการตั้งกล้องสอดแนม
นักปรัชญาอย่าง ‘มิเชล ฟูโกต์’ บอกว่า ‘เรือนจำสามารถสลายตัวตนได้’ ทว่า สำหรับไผ่ กลับยิ่งหล่อหลอมให้แข็งแกร่งขึ้นราวเหล็กกล้า เขายังคงยิ้มแย้มแจ่มใสเหมือน ‘เนลสัน แมนเดลา’ วีรบุรุษผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ หลังต้องถูกจองจำถึงครึ่งค่อนชีวิต
ไผ่มุ่งมั่นฟิตกล้าม อ่านหนังสือมหาศาล และขึ้นว่าความให้เพื่อนนักโทษทางความคิด จนที่บ้านถึงกับแซวว่า เขากำลังจะกลายเป็นนักปรัชญา
ในวันที่ลูกถูกคุมขัง ‘พริ้ม บุญภัทรรักษา’ ผู้เป็นมารดา ไม่ขอนั่งรออยู่นิ่งๆ เปิดตำรากฎหมาย ใช้ความรู้ในฐานะ ‘ทนายความ’ ลุกขึ้นทวงถามเพื่อสิทธิของลูกครั้งแล้วครั้งเล่า แม้บางครั้งความรักของแม่จะขัดแย้งสวนทางกับ ‘ความเชื่อในหลักการของลูก’ ต้องกลั้นใจให้รับสารภาพ
“แม่เสียใจ แต่ไม่เคยพูด”
ตะกอนความรู้สึกผิดยังติดค้าง ในวันนี้เพิ่งเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ‘ทำไมเราต้องยืนหยัด’
ความรักและความเจ็บปวดที่ต่างมี ‘หลักการ’ เป็นเดิมพัน เหตุใดกระบวนการยุติธรรมจึงไม่เปิดโอกาสให้ลูกได้พิสูจน์ความจริง? เป็นคำถามที่แม่พริ้มยังคงคิดไม่ตก
พิณตัวเก่งที่ไผ่หอบไปด้วยทุกม็อบ ในวันนี้แม่หิ้วติดตัวมาด้วย ภูมิใจใน ‘ความไม่ลืมรากเหง้า’ และผืนแผ่นดินอีสานที่เขาเกิดและเติบโต
ต่อไปนี้คือบทสนทนาของครอบครัวที่ ‘ไม่ใจสลาย’ และบทเรียนที่ชวนรัฐ กลับมาทบทวนความหมายของคำว่า ‘อำนาจ’ กับ ‘ความยุติธรรม’ บนความเมตตา อันเป็นพื้นฐานของศีลธรรม
⦁ ทำไมถึงตั้งชื่อว่า ‘ไผ่’?
แม่เป็นคนอำเภอบ้านไผ่ เกิดที่ขอนแก่น ก็เลยตั้งชื่อเขาว่า ไผ่ เราถูกเลี้ยงมาแบบแม่เลี้ยงเดี่ยว ความอบอุ่นนั้นมันทำให้เราเข้มแข็ง เขาตามพ่อไปต่างจังหวัด เวลาอบรมกฎหมายเสร็จจะมีสันทนาการก็จะเล่นดนตรี กิน ร้องกัน ครอบครัวเราไปด้วยกันตลอดเลยใกล้ชิด คือ ‘ความชอบ’ ของคนเราบังคับไม่ได้หรอก ลูกสองคนเนี่ย คนโตชอบเครื่องดนตรี ลูกสาวทำยังไงก็ไม่ชอบ เขาก็ศึกษา อยากเป็น อยากทำ ทำยังไงถึงจะเล่นเก่ง เขาก็เรียนรู้จากพ่อ เป็นความใกล้ชิดแบบลูกผู้ชาย
เด็กก็จะมีความซนเป็นธรรมดา เขายังไม่รู้หรอกไปซ้าย-ไปขวา แต่เราประคองเขา ถ้าเขาชอบการ์ตูนเรื่องนี้ ชอบไอ้มดแดง ไอ้มดเอ็กซ์เนี่ย เราก็ดูไปด้วยกันกับเขา เป็นเหมือนเพื่อน แม่กับลูกจะคุยกันได้ทุกเรื่อง เพื่อนชื่ออะไรแม่รู้หมด เพราะเรา ‘ไว้ใจซึ่งกันและกัน’ มีอะไรก็ถามกันตรงๆ แล้วไผ่เขาเป็นคนยิ้มง่าย ตั้งแต่เกิดเขาก็ยิ้มมาตลอด (ยิ้ม) เด็กๆ ก็จะเห็นภาพที่เขายิ้ม
⦁ สิ่งที่ภูมิใจที่สุดในความเป็นตัวเขา?
ลูกทั้งสองคนจากที่แม่สัมผัส น้องก็เสียสละให้พี่ พี่ก็เสียสละให้น้อง อันนี้คือสิ่งที่แม่ภูมิใจ ไม่มีการใส่ร้ายกัน ไม่เคยบังคับ ให้เป็นการตัดสินใจของเขาเอง เพียงแต่ว่าถ้ามันไม่ถูกไม่ต้อง เราก็จะดึงเขาไว้ คุยกับเขา คือไม่ได้ไปตีหรือพูดจนทำร้ายจิตใจ เพียงแต่ว่าคุยกันแล้วเขาเองก็เข้าใจ ต่างคนต่างถอยคนละก้าว
เขาเลยไว้ใจแม่ มีปัญหาอะไรก็จะบอกเรา การเลี้ยงลูกมันไม่ง่ายเลย สิ่งที่แม่ภูมิใจที่สุดเลยก็คือคำพูดที่ออกจากปากของลูกชาย ‘ภูมิใจมากที่มีเราเป็นแม่’ เราภูมิใจมากที่สุด (สะอื้นไห้)
⦁ พอเขาโตขึ้นมาแล้ว คาดหวังกับอนาคตลูกไหม?
แม่เนี่ยจบ ปวช. การศึกษาไม่สูง แต่ภูมิใจมากที่ส่งลูกมาได้ถึงขนาดนี้ เราก็เลยไม่คาดหวัง แต่ปูทาง ให้เขาคิดเอง พ่อก็พยายามสนับสนุนให้แม่เรียน ป.ตรี นิติศาสตร์ต่อ สภาพความเป็นอยู่ของเรามันยากจน ไม่ได้ปูด้วยพรมแดง อย่างน้อยๆ ก็เป็นตัวอย่างให้ลูกได้ ปรากฏว่าเราเรียน ป.ตรี ม.สุโขทัยธรรมาธิราช สอบตั๋วทนายได้ มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกรู้สึกว่า แม่เราอย่างนี้ ก็ยังเรียนได้ แล้วทำไมเขาจะเรียนไม่ได้ เขาก็เลยสอบกฎหมาย
เรียนปี 1 ก็จะเริ่มห่างกันแล้ว เพราะเราอยู่ อ.ภูเขียว เขาไปเรียน ม.ขอนแก่น การตัดสินใจก็เป็นเรื่องของไผ่ ในทางเลือกที่จะเป็นนักกิจกรรม ระหว่างนั้นแม่ก็ยังขายลูกชิ้นส่งไผ่เรียนมหา’ลัย
⦁ ไผ่เริ่มสนใจการเมืองเมื่อไหร่?
ช่วงเด็กๆ ตอนที่ไผ่ประมาณ 7 ขวบ พ่อเขาเป็นทนายความ ไปอบรมกฎหมายของ ‘ทองใบ ทองเปาด์’ เขาจะมีโควต้าออกอบรมสัญจร ไผ่ก็จะติดตามไป มันก็จะมีการมาปรึกษาคดีที่ถูกกระทำ น่าจะซึมซับทีละเล็กทีละน้อย พ่อเขาก็เป็น NGO เก่า รู้จักเครือข่าย ‘ชาวบ้านถูกละเมิดสิทธิ’ เขาได้ยินมาตลอด ไผ่ก็รู้ แต่ยังเล็กอยู่ ยังอยู่ในใจของเขานั่นแหละ แต่แม่ไม่ได้แสดงออกด้านนี้เต็มที่เหมือนอย่างที่ไผ่ หรือพ่อทำ
⦁ ค่ายแรกที่ไปคือเหมืองแร่โปแตชก่อน ไปค่ายแรกก็ถูกจับติดคุกเลย?
ตอนนั้นยังขายลูกชิ้นอยู่เลย นี่แหละไปช่วยชาวบ้าน เราก็รีบไป น้ำมันรถก็ไม่มี ทุบกระปุกไปหาเขา เขาโดนจับกับรุ่นพี่ คือรถแม็คโครจะไปขุดที่ชาวบ้าน ไผ่เห็นสภาพแล้วทนไม่ได้ เลยไปปฏิบัติการร่วมกับชาวบ้าน
⦁ เหมือนเป็นการอารยะขัดขืน?
ใช่ แล้วก็โดนจับ กระชากเสื้อ กระเป๋า ลากขึ้นรถไปขังคุก พอไปเขารู้ว่าพ่อเป็นทนายความ ให้ลูกขึ้นมารออยู่กับเรา ไผ่บอกตำรวจว่าไงรู้ไหม? ‘ไม่อยู่! คุณจับมากี่คน เราก็จะอยู่กับคนนั้นแหละ’ คือยืนหยัด ไม่ใช้อภิสิทธิ์ ยังบอกให้พ่อฟ้องตำรวจด้วย ทำร้ายร่างกาย ทำลายทรัพย์สิน
⦁ คดีแรกของไผ่ คือ ‘แชร์ข่าว BBC’? เหตุการณ์นี้รู้ข่าวจากไหน หรือเห็นหน้าจอเลย?
นิสัยไผ่กับแม่นี่เหมือนกันเลย คือถ้าจะทำอะไรไม่บอกใครเลย จะรู้ก็ตอนเป็นข่าว เราเห็นแล้วตกใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นวันสอบ ในมุมมองเรา เขารัฐประหารเข้ามา แล้วเราไปยืนชู 3 นิ้วต่อหน้า เสื้อเขียนว่า ‘ไม่ เอา รัฐ ประ หาร’ มันเป็นการลบเหลี่ยมทหารไหม? คือคุณรัฐประหารใช้อาวุธเข้ามา แต่เด็กนักศึกษา 5 คนไปชู 3 นิ้ว มันจึงเป็นเหตุให้เขาจับตาเป็นเบอร์แรก
⦁ ตอนนั้นถึงขั้นทะเลาะกับลูก?
ถูก! เราเป็นแม่ เขามีปืน อันตราย เราไม่สามารถรองรับอารมณ์ไหวถ้าลูกเป็นอะไร ก็เกิดความขัดแย้ง ระหว่างแม่กับลูกเหมือนกัน
⦁ ตอนนั้นไม่ถูกตั้งคดีอะไร แค่ถูกจับตามองมากขึ้น?
เขาเอาเข้าค่ายเลยนะ 5 คนนี้ พ่อคีโมเสร็จพอดีก็เลยไป ลูกคนอื่นส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ เขาก็ยอมเซ็น MOU แต่มีอยู่ 3 คนที่ไม่ยอม การต่อสู้ของไผ่ถามว่ามันร่ำรวยขึ้นไหม ไม่ใช่ แต่เราจะอยู่ยังไงเพื่อให้ไผ่ไม่ต้องห่วงเรา นี่คือเรื่องสำคัญในการต่อสู้กับผู้มีอำนาจ ถ้าครอบครัวแตกแยกทะเลาะกัน นี่ต่างหากที่ถึงจะทำให้ใจลูกเราสลาย เราไม่ได้เสียชาติเกิด ที่เกิดมาไม่ได้ช่วยสังคม
⦁ การที่เราไม่ได้ปิดกั้นลูก มันเลยทำให้เขา ‘กล้าพูด’ กล้าสื่อสาร?
ใช่ อันดับแรกไผ่โดน คสช.จับจ้อง จนดร็อปจบช้า 1 เทอม พอมาโดนจับเคส 15 นักศึกษา และกรณีแชร์ข่าว BBC ทีนี้เขาเหลือวิชาสอบตัวสุดท้าย ขอประกันตัวไปสอบเพื่อจบการศึกษา ขอยังไงก็ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงๆๆ แล้วคนเป็นแม่ทำยังไง ลุยสิ ไปหาอธิการบดีมหา’ลัย ปกติตามกฎหมาย ถ้าคดีไม่ถึงที่สิ้นสุด คุณต้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องให้ได้รับการประกันตัว เขาต้องเรียนจบ ก็เลยมีการประนีประนอมเพราะว่าเราไม่ยอม จะให้ไปสอบในเรือนจำ ลูกเราโดนจับมา จะเอาความรู้ที่ไหนมาสอบ! ไม่ได้ คุณต้องไปสอนลูกฉันก่อน 3 วัน เพื่อเตรียมตัวในการสอบ ก็เลยมีมติออกมาอย่างนั้น เราเป็นผู้ปกครอง ทำอะไรได้เราทำ อย่าไปอยู่เฉยๆ อย่าไปกลัวอำนาจ สิทธิของเราก็มี มันไม่ได้เสียหายอะไร
⦁ ต้องยืนยันสิทธิ?
ยืนยันสิทธิ ลูกก็เลยจบ ‘จบในเรือนจำ’ แล้วก็รับปริญญาหน้าศาลทหาร
⦁ เป็น ‘บัณฑิต’ คนไทยคนแรก ที่รับปริญญาหน้าศาลทหาร?
(หัวเราะ) คือถามว่าภูมิใจไหม ไม่ภูมิใจ เพราะมันฆ่าสิทธิของการที่จะออกมาเฉลิมฉลองกับความสำเร็จในการจบมหา’ลัย
⦁ ด้วยความที่เป็นลูกนักกฎหมาย เราได้เห็นภาพคุณแม่และน้องสาว นั่งขวางรถที่ขอนแก่น เกิดอะไรขึ้น?
คดีนี้อยู่ที่ศาลภูเขียว รู้ไหมคดีอะไร ประชามติ! 18 สิงหาฯ 2559 คือไผ่ไปรณรงค์ไม่รับร่างฉบับนี้ ทำเป็นรูปการ์ตูน ให้ชาวบ้านรู้ว่าผลกระทบมันจะมาถึงปัจจุบันนี้ ลูกเราสู้ เขายืนยันว่าเขาไม่ได้ทำผิด แต่มีคนมาอายัดด้วยข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ‘ร่วมกันมั่วสุมชุมนุมทางการเมือง 5 คนขึ้นไป…’ หลังศาลสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราว ทีนี้ไผ่ต้องลงทะเบียนเรียนวันสุดท้าย ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ เราเลยขอผู้บัญชาการเรือนจำไปพบลูก ปรากฏว่าปฏิเสธ แล้วจะอายัดตัวลูกเราไปขึ้นศาลทหาร
ในความคิดเรา ในฐานะแม่ “ไม่ยอมให้ลูกไปแน่ เพราะว่าศาลสั่งปล่อยแล้ว จะอายัดก็เอาหมายมาสิ” แต่ไม่เอามา มันขัดกับหลักกฎหมาย เขาจะถอยเอารถออก “แม่จะไปคุกเข่า จะไปไหม” ลูกสาวก็ไม่รู้เรื่องหรอกตามมากับแม่ นั่งคุกเข่าอยู่นั่นแหละ ปรากฏว่าภาพออกสู่สาธารณะ นี่แหละที่มันมีความหมาย ‘จดหมายฉบับเดียว หรือคนคนเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรอก’ มันเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ จนเขาให้เราไปพบ การเรียนจบของไผ่มันไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องต่อสู้ เขาผ่านความไม่ยุติธรรมมาด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่เรียนกฎหมายมา
ภาพนี้แหละที่จะบอกว่าไผ่ยืนหยัดการต่อสู้ของเขา เราก็ยืนหยัดความเป็นแม่ที่รักลูก เลยอยู่ข้างๆ กัน แม้จะขัดแย้งกันบ้าง ที่แม่เสียใจแต่ไม่เคยพูดที่อื่นเลย
หัวใจแม่สลายตรงที่ว่า คือลูกต้องการต่อสู้คดี คนแชร์ 2,000-3,000 คน แต่เขาโดนคดีคนเดียว ความยุติธรรมมันไม่เกิด เขาคิดว่า ‘ไม่ผิด’ แต่แม่รับไม่ไหวแล้ว คงจะออกจากศาลเลย นั่งรถบัสโดยสารร้องไห้ไปตลอดทาง ไม่รู้จุดหมายปลายทาง จะลงไหนก็ลง เขาก็หาเราไม่เจอ แล้วลูกเราก็อยู่ในคุก ร้องไห้ ไม่รับสารภาพ
เราไม่เคยบอกลูกว่า ‘แม่ขอโทษที่ให้ลูกรับสารภาพ’ (น้ำตาไหล) ถ้าเราให้ลูกต่อสู้ ลูกเราจะไม่มีคดีความตรงนั้นเลย (สะอื้นไห้) แต่มันก็พลาดก็ไปแล้ว เราไม่ได้ให้ลูกต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด เพราะเป็นคดีแรก คิดว่าความยุติธรรมจะเกิดบ้าง แม่เสียใจตรงนี้จริงๆ ที่แม่ไม่เคยบอกลูก
⦁ คิดยังไงกับ พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข?
ความหมายของคำว่า ‘สันติสุข’ คือ ทุกกลุ่มทุกฝ่ายเริ่มต้นกันใหม่ แต่ในทางปฏิบัติ เขาเลือกที่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะมาตรา 112 ซึ่งเป็นคดีนโยบาย ถ้ารัฐบาลเข้มแข็ง ผ่อนปรนในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข มันสามารถทำได้
‘หลักการของกฎหมาย’ ไม่ว่าใครก็ช่าง ถ้าเขาต้องการต่อสู้คดี คุณให้เขาสู้ไปเถอะ ถ้าคุณกลัวเขาออกนอกประเทศ มันทำได้หลายทาง ยึดพาสปอร์ต กระทั่งว่าขออยู่ที่บ้าน 24 ชม. ใส่ EM กักบริเวณเราทำให้หมด คุณอ้างแค่ว่า ‘จะออกนอกประเทศ’ ‘ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง’ ลูกสาวเคยถามว่า ‘แม่ ทำยังไงถึงจะมีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง?’ ใครตอบได้ล่ะ? เราทำไปหมดแล้ว คุณจำกัดเลยก็ได้ว่า ห้ามออกจากอำเภอนี้ ทำได้ แต่ไม่ทำ (สะอื้น)
⦁ เราแค่ขอในสิ่งที่อยู่ใน ‘กติกา’?
ถูกต้อง เราจะไปตีว่าคดีนี้หนีไป 5 คนแล้ว แล้วส่วนที่เหลือต้องหนี คุณคิดอย่างนี้ได้อย่างไร คุณต้องเอาหลักกฎหมายมาวางสิ คุณจะทำยังไงไม่ให้เขาหนี เพิ่มหลักประกันไหม?
เราเรียนกฎหมาย เลยตั้งคำถามว่า ถ้าความยุติธรรมไม่มีในสังคมนี้ ประชาชนทุกคนจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ยังไง? คุณสันติสุขแค่บางส่วน บางคน
⦁ ตอนนี้ไผ่เป็นยังไงบ้าง คดีคืบหน้าไปถึงไหน?
เคสไผ่ไม่เหมือนชาวบ้านจริงๆ นะ ปกติพอศาลชั้นต้นพิพากษา เรายื่นอุทธรณ์ คดีอื่น 1-2 ปีถึงจะมา แต่ของไผ่ไม่ถึง 8 เดือนมาแล้ว ชั้นฎีกาก็เหมือนกัน ไม่ให้ประกันตัว
ของ อานนท์ นำภา ยังไม่มีคดีที่ถึงที่สุดสักอัน ทั้งๆ ที่ดำเนินคดีไปก่อน ติดคุกมา 3 ปีกว่าแล้ว แม่ก็เลยตั้งข้อสังเกตว่า คดีลูกเราเร็วมากจนงง มันมีอยู่คำนึงที่ทำให้เราสะกิดใจ ไผ่ถามว่า การยืนประกันตัวเสียเงินหรือเปล่า? ไม่เสียก็ยื่นสิ อาทิตย์นี้ไม่ได้ อาทิตย์หน้ายื่น ยื่นจนกว่าจะได้ แม่เลยปฏิบัติการ ยื่นๆๆๆ จนในที่สุดได้ คดี ม.112 ม็อบหน้า สน.ภูเขียว ให้ประกันตัวในชั้นฎีกา แต่มีเงื่อนไข
ปกติยื่นขออนุญาตประกันตัว ‘ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลง’ ไผ่ดีใจใหญ่เลย สิ่งของที่อยู่ในเรือนจำคือให้เพื่อนหมด เดี๋ยวจะมาเลี้ยงกุ้งแม่ กินข้าวด้วยกัน เลี้ยงวันเกิดย้อนหลัง แต่ปรากฏว่าศาลอาญา รัชดา ไม่ให้ประกันตัว
⦁ ความฝันของเขา และความหวังของแม่ตอนนี้?
ความหวังของแม่กับฝันของไผ่คือ อยากให้ความยุติธรรมเกิดกับทุกคน ให้มีมาตรฐานในการใช้กฎหมาย ถ้าใช้กฎหมายโดยตรงสังคมมันอยู่ด้วยกันไม่ได้หรอก มันถึงมีรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ มันถึงจะอยู่ด้วยกันได้
อันดับแรก คุณสอนนักศึกษาว่ายังไง คุณทำแบบนั้น สุดท้ายจะติดคุก เขาก็ต้องยอมรับ แต่คุณตัดสิทธิเขาตั้งแต่เริ่มต้น คุณขังเขาระหว่างพิจารณา แสดงว่าคุณพิพากษาไปแล้วว่าเขากระทำความผิด แม่ขอความยุติธรรม สำหรับเพื่อนมนุษย์ ไม่เฉพาะของไผ่ ของทุกคน
⦁ ไผ่ต่อสู้คดีมามาก นอกจากเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม มันเปลี่ยนอะไรในตัวแม่ไปบ้าง?
อย่างน้อยทำให้แม่เข้มแข็ง เพราะจะรอให้ลูกได้รับความยุติธรรมและออกมาอย่างปลอดภัย มันเปลี่ยนผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยแสดงออก ถ้าเราไม่ช่วยกันเป็นหนึ่งเสียง หนึ่งแรง ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงสังคม ต่อต้านสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถ้าอยู่เฉยๆ ‘ประเทศเรากำลังพัฒนา’ พูดกันมาจนตอนนี้อายุ 60 แล้ว
เราจะยอมให้ประเทศเราเป็นอย่างนี้เหรอ?
อธิษฐาน จันทร์กลม
เพราะสถานการณ์อันยากลำบาก
กลับยิ่งขับเน้น ‘ชื่อ’ ของเขาให้ถูกจดจำ
เ ช่นเดียวกับบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ ผลพวงที่ตกถึงครอบครัวทำให้แอมเนสตี้ฯ ไม่อาจนิ่งเฉย ผลักดันเคสของ ‘ไผ่ ดาวดิน’ ในแคมเปญ Write for Rights ปีนี้ หลังจากกรณีของ รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล เป็นคนไทยแรกของโลก ที่สู้จนได้รับการปล่อยตัว
ไม่ใช่ด้วยเสียงจากนักการเมือง หากด้วยจดหมายเป็นแสนฉบับ จากมนุษย์ในซีกโลกอื่น ที่ยังเห็นด้วย



