“สามก๊ก” วรรณกรรมอมตะที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกทางปัญญา ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยแนวคิด แง่มุม กลยุทธ์ กลศึกมากมาย ผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปลายราชวงศ์ฮั่น ซึ่งขณะนั้นประเทศจีนเกิดความระส่ำระสายแทบทุกหย่อมหญ้า
โดยความวุ่นวายนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่ตามมาด้วยเรื่องราวต่างๆ ทำให้แผ่นดินจีนที่ยิ่งใหญ่แตกแยกแบ่งออกเป็นสามก๊ก คือ วุยก๊ก จ๊กก๊ก และง่อก๊ก แต่ท้ายที่สุดทุกก๊กก็กลับมารวมกันอีกครั้ง ด้วยการสถาปนาราชวงศ์จิ้น ของพระเจ้าจิ้นอู่ หรือสุมาเอี๋ยน หลานชายของ สุมาอี้ กุนซือคนสำคัญของโจโฉ
แม้เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นประวัติศาสตร์ที่ผ่านมากว่า 1,000 ปีแล้วก็ตาม แต่ “สามก๊ก” ยังคงถูกเล่าต่อ ถูกถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ และยังสร้างปรากฏการณ์นอกตำรามากมาย หลากหลายรูปแบบ รวมถึง “ไลฟ์ทอล์ค สามก๊ก ปลุกชีวิต คิดการใหญ่” ที่เครือมติชน ร่วมกับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด (ช่อง 3) และบริษัท บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยมี 7 ผู้นำความคิดร่วมถ่ายทอด “สามก๊ก” ตามแบบฉบับของตัวเอง

รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ นักประวัติศาสตร์ เล่าย้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างสามก๊กกับประวัติศาสตร์ไทยว่า ในการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี 2325 เราต้องการตำราพิชัยสงครามที่ใช้กอบกู้เอกราช รักษาอธิปไตยของชาติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 จึงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นผู้แปลและเรียบเรียง “สามก๊ก” ฉบับภาษาไทยขึ้น เพื่อนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ เป็นพิชัยศึก เป็นภูมิปัญญาใหม่
“แต่การใช้กลยุทธ์สามก๊กไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ หากแต่มีหลักฐานว่า ก่อนหน้านั้นคนไทยน่าจะได้เรียนรู้กลศึกจากเรื่องสามก๊กมาก่อนแล้ว” รศ.ดร.ศานติอธิบาย
พร้อมยกตัวอย่าง สงครามอะแซหวุ่นกี้ เมื่อปี 2318 ซึ่งเป็นศึกครั้งใหญ่ที่ชี้เป็นชี้ตายต่อการสถาปนากรุงธนบุรี
“ครั้งนั้นอะแซหวุ่นกี้แม่ทัพของพม่า ได้ยกทัพมาล้อมเมืองพิษณุโลก รัชกาลที่ 1 ซึ่งดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรี พร้อมด้วยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ได้ทำการสู้รบต้านทานพม่า จนกระทั่งเห็นว่าไม่สามารถรักษาเมืองต่อไปได้ กลศึกที่ถูกนำมาใช้และปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารคือ “กลอุบายเมืองเปล่า” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ปรากฏในสามก๊ก เมื่อตอนที่ขงเบ้งรบกับสุมาอี้เเล้วไม่มีทหารอยู่ในเมืองจึงนำขิมขึ้นไปดีดบนกำแพงเมือง หรือที่เราเรียกว่า “ขงเบ้งตีขิม” โดยเจ้าพระยาจักรีสั่งให้นำวงมโหรีขึ้นไปบนกำแพงเมืองแล้วให้บรรเลงเพลงเพื่อลวงว่าในเมืองยังมีผู้คน ยังมีเสบียงอาหาร และทุกคนยังอยู่กันอย่างรื่นเริงมีความสุข ทำให้พม่าเข้าใจผิด ก่อนที่จะตีฝ่าออกจากเมือง ทำให้อะแซหวุ่นกี้ จำเป็นต้องยกทัพกลับ”
เป็นเหตุการณ์ที่เห็นชัดว่ากลยุทธ์สามก๊กสามารถนำมาใช้ได้จริง เเละถือได้ว่าเป็นตำราพิชัยสงครามเล่มหนึ่งของไทย

รศ.ดร.ศานติบอกอีกว่า นอกจากจะเป็นตำราพิชัยสงครามแล้ว สามก๊กยังได้รับความนิยมและเผยเเพร่ผ่านงานศิลปกรรมและประติมากรรม โดยเราพบเรื่องราวสามก๊ก ปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และกรุงธนบุรี ยังพบความนิยมจากสามก๊กในวรรณกรรม ที่มีการต่อยอดเป็นสามก๊กฉบับต่างๆ ทั้งสามก๊กฉบับวนิพกของยาขอบ, สามก๊กฉบับนายทุน เป็นต้น ยังมีสามก๊กรูปแบบภาพยนตร์และสื่อบันเทิงประเภทอื่นอีกด้วย
อีกมุมมอง สำคัญจาก พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มองว่า “สามก๊ก” เป็นตำราที่มีคุณค่าซ่อนอยู่ภายใต้วรรณกรรม
“สิ่งที่ผู้นำทั้งหลายควรจะศึกษาคือ โจโฉ ทั้งเรื่องความใจกว้าง เรื่องการเลือกใช้คน อย่างคำคมของโจโฉที่ว่า ?ไม่ต้องสนใจว่าแมวจะสีขาวหรือสีดำ ขอให้จับหนูได้ก็พอ? คำพูดเหล่านี้เปลี่ยนวิสัยทัศน์และสร้างทัศนคติเชิงบวก ที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้” พล.อ.นิพัทธ์อธิบาย
ยังระบุถึงความเชื่อมโยงและการนำ “สามก๊ก” มาใช้กับการเป็นทหารด้วยว่า การเป็นทหารนั้น เราต้องเจอกับความไม่แน่นอน ความกดดัน ทุกเรื่องต้องมีการตัดสินใจ และเรายังต้องนำคน ในเวลาเดียวกันก็ต้องตามคนด้วย ซึ่งทั้งหมดอยู่ในตัวหนังสือในเรื่องสามก๊ก
ขณะที่ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) มองความเชื่อมโยงระหว่างการบริหารและการจัดองค์กรกับสามก๊กอย่างน่าสนใจว่า
โดยสรุป ก๊กเล่าปี่ คือ คนร่วมอุดมการณ์เดียวกันมาอยู่ด้วยกัน สู้ด้วยกัน ซึ่งตลอดชีวิตเล่าปี่ไม่เคยฆ่าลูกน้องและลูกน้องก็ถวายชีวิต และรักษาคำมั่นสัญญา นี่เป็นวิธีการบริหารอย่างหนึ่ง ที่เริ่มด้วยดีและจบด้วยดี
ก๊กซุนกวน เป็นเหมือนธุรกิจครอบครัว คือพ่อกับพี่ชายได้สร้างอะไรไว้มากมาย เมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์อารมณ์อาเสี่ยก็ออกมาใครขัดใจอะไรไม่ได้ชีวิตช่วงหลังทำลายคนมากมาย
ส่วนก๊กโจโฉ บริหารโดยรับคนเก่งเข้ามา แต่ไม่สนใจว่าคนเก่งนั้นมีคุณธรรมหรือไม่ คือต้องการผลประโยชน์และต้องการเป้าหมาย ทำให้ยิ่งใหญ่อย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความที่ไม่สนใจเรื่องคุณธรรมคนรอบตัวโจโฉจึงปัดเเข้งปัดขากันเอง และต้องคอยระแวงกัน สุดท้ายตระกูลสุมาอี้ก็ล้มตระกูลโจโฉขึ้นมา

“ทั้ง 3 ก๊กมีอารมณ์คนละแบบ ในการบริหารงานของผมเลือกจะใช้แนวทางของเล่าปี่ คือคนในทีมรักกัน หัวหน้าจะต้องไม่รังแกลูกน้อง ต้องรักษาศักดิ์ศรีของลูกน้อง ทำให้ทุกคนร่วมใจทำการใหญ่ได้” เป็นตัวอย่างการนำ “สามก๊ก” มาใช้กับการบริหารงานของประธานกรรมการบริหารซีพี
ปิดท้ายด้วยการตีความใหม่ ให้เข้ากับยุคสมัย โดยผู้นำความคิดที่มาจากงานไอทีอย่าง อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ BLOGNONE.com ที่มองว่า สามก๊กเป็นเรื่องเล่าที่ถูกตัดแปลงในรูปแบบสื่อต่างๆ นับไม่ถ้วน ตั้งแต่ภาพเขียน งิ้ว นิทาน นิยาย เพลง ในสมัยใหม่ก็มีตั้งแต่ภาพยนตร์ เกมคอมพิวเตอร์ เป็นหนังสือการ์ตูน เป็นแอนิเมชั่น ทั้งหมดเป็นการตีความสามก๊กทั้งสิ้น
ส่วนการตีความ “สามก๊ก” ตามแบบฉบับของอิสริยะ ให้เข้ากับการแข่งขันของบริษัทไอที ได้เปรียบ “เล่าปี่” แห่ง “จ๊กก๊ก” เหมือนกับ “สตาร์ตอัพ”
“ผมนิยามสตาร์ตอัพว่าเป็นกิจการของคนรุ่นใหม่ที่อาจจะมีต้นทุนไม่มาก แต่มีความสามารถ และที่สำคัญคือ มีความฝัน หรือ “คิดการใหญ่ อยากจะเปลี่ยนแปลงโลก” ซึ่งเหมือนกับชีวิตของเล่าปี่ ที่เกิดมาเป็นคนสานรองเท้า ไม่มีต้นทุนทางสังคมมากนัก แต่เขาเป็นคนคิดการใหญ่ อยากฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ฮั่น โดยรวบรวมคนเก่งจำนวนมาก ที่เรารู้จักกันดีอย่าง กวนอู, เตียวฮุย ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมสาบาน และกลุ่มขุนพล คือจูล่ง ม้าเฉียว ฮองตง ยังมีกุนซือเก่งกาจอย่างขงเบ้ง”
นี่คือเส้นทางสตาร์ตอัพของเล่าปี่ที่เริ่มจากศูนย์ แต่สุดท้ายสามารถสถาปนาจ๊กก๊กได้
“ถ้าให้เทียบกับบริษัทไอที ชีวิตของเล่าปี่เปรียบเหมือน “กูเกิล” ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จ โดยเริ่มจากศูนย์ แต่คิดการใหญ่อยากเปลี่ยนแปลงโลก เเละมีภารกิจคือการรวบรวมข้อมูลข่าวสารให้คนทั้งโลกค้นหาได้แค่ปลายนิ้วคลิก นอกจากนี้ยังรวบรวมเอาคนเก่งมาทำงานด้วย” อิสริยะอธิบาย
ส่วน “โจโฉ” แห่ง “วุยก๊ก” อิสริยะมองว่า เหมือนกับซีอีโอของบริษัทมหาชน คือเส้นทางชีวิตไม่ได้เริ่มจากศูนย์ มีครอบครัวเป็นขุนนาง เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นทหารไต่เต้าขึ้นมา โดยสืบทอดอำนาจของอาณาจักรฮั่นเดิมที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง สุดท้ายสามารถบริหารจัดการจนเป็นวุยก๊ก
“ถ้าเทียบกับบริษัทไอทีชีวิตโจโฉ คือ “บริษัทไมโครซอฟท์” ในยุคของ สัตยา นาเดลลา ซีอีโอคนปัจจุบัน ที่รับช่วงต่อจาก บิล เกตส์ โดยสัตยาเริ่มไต่เต้าจากการเป็นพนักงานตัวเล็กๆ จนเป็นผู้บริหาร ในช่วงที่ไมโครซอฟท์เริ่มดร็อปลง เมื่อสัตยามารับช่วงก็เริ่มกลับมาดูดีขึ้น”
ขณะที่ “ซุนกวน” แห่ง “ง่อก๊ก” เปรียบเหมือนทายาทกิจการกงสี
“ง่อก๊ก เกิดจากพ่อของซุนกวน คือซุนเกี๋ยน และพี่ชาย คือซุนเซ็ก ซึ่งทั้ง 2 คนเป็นคนที่มีความสามารถน่าเสียดายที่อายุสั้นไม่ทันเห็นความสำเร็จของการเป็น 1 ในก๊กที่ครองแผ่นดิน ผมจึงเทียบก๊กนี้กับบริษัท ?แอปเปิล? โดย สตีฟ จ็อบส์ เทียบเคียงกับซุนเซ็ก ที่มีความสามารถสูงแต่อายุสั้น ส่วนซุนกวนเปรียบเหมือน ทิม คุก ซีอีโอคนปัจจุบัน ที่สืบทอดบริษัทมา ซึ่งแอปเปิลในยุคนี้ไม่ได้หวือหวา เซ็กซี่เหมือนยุคสตีฟ จ็อบส์ แต่เป็นยุคที่มีความมั่นคงมาก” เป็นมุมมองสามก๊กกับ 3 บริษัทไอที

อิสริยะบอกอีกว่า ตามประวัติศาสตร์สามก๊ก เกิดสงครามใหญ่ครั้งหนึ่ง คือ ศึกผาแดง หรือสงครามเซ็กเพ็ก เป็นการจับมือกันระหว่างเล่าปี่กับซุนกวน เพื่อต่อกรกับโจโฉ ที่มีอำนาจเหนือกว่าสุดท้ายจบด้วยความพ่ายแพ้ของโจโฉ แล้วแผ่นดินก็ถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน
“ในโลกไอทีมีเหตุการณ์หนึ่งที่คล้ายกัน ผมอยากจะเรียกว่าสงครามเซ็กเพ็กไอที ถ้ามองย้อนไปปี 2007 มีเหตุการณ์สำคัญ คือการเปิดตัวไอโฟน ขณะนั้น อีริค สมิทช์ ซีอีโอของกูเกิลขึ้นเวทีเพื่อบอกว่าไอโฟนจะมีระบบเสิร์ชและระบบแผนที่ของกูเกิล ซึ่งการจับมือของแอปเปิลและกูเกิลสามารถเอาชนะวินโดวส์ของไมโครซอฟท์ได้ ทำให้ไมโครซอฟท์ที่ในอดีตเป็นอันดับ 1 ถูกลดขนาดลงมาเป็นบริษัทใหญ่อันดับ 1 ใน 3 ของโลกไอที
“ผมคิดว่าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเสมอหลังสงครามเซ็กเพ็ก เล่าปี่กับซุนกวนทะเลาะกันเองและทำสงครามกัน สามก๊กไอทีก็เช่นกัน หลังแอปเปิลจับมือกับกูเกิล ก็มีปัญหากันเรื่องไอโฟนเป็นศัตรูกับแอนดรอยด์ จนเกิดภาวะแข่งขันดำเนินต่อมาจนถึงวันนี้” อิสริยะอธิบาย

และทิ้งประเด็นที่น่าเก็บไปคิดต่อว่า
“ตอนจบสามก๊ก ไม่มีก๊กไหนชนะ เพราะท้ายที่สุด สุมาอี้ซึ่งแฝงตัวอยู่ในวุยก๊กได้ครองแผ่นดินจีน และก่อตั้งราชวงศ์จิ้นขึ้นมา แล้วในสามก๊กไอที ใครคือสุมาอี้?”
ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ปรากฏใน “ไลฟ์ทอล์ค สามก๊ก” ซึ่งยังมีผู้นำความคิดอีกหลายท่าน คือ ดร.ป๋วย อุ่นใจ นักคิด นักเขียน นักชีวฟิสิกส์, วัชรบูลย์ พงศ์ศุภนิมิตร ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ฮวงจุ้ย และ นิธิพันธ์ วิประวิทย์ สุดยอดแฟนพันธุ์แท้ราชวงศ์จีน
เป็น 7 ผู้นำทางความคิดที่ร่วมเปิดประสบการณ์ “สามก๊ก” นอกตำรา

