เยือนยุทธจักร ‘กู่ฉิน’ สนทนา ชัชชล ไทยเขียว ผู้ถ่ายทอดท่วงทำนองแห่งปรัชญา

9.07.17 | 14:46 น.

อาจเป็นบทสัมภาษณ์ที่เต็มไปด้วยนามธรรม และเสียงเพลงคลอเบาๆ ระหว่างตัวอักษร
เพราะต่อไปนี้คือการพูดคุยกับนักดนตรี “กู่ฉิน” เครื่องสายที่คนไทยอาจยังไม่คุ้นหู

ในวัยเพียง 30 ปี ชัชชล ไทยเขียว คือผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีจีน ไม่ใช่เพียงเพราะการคว้าปริญญาจากมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง เมื่อปี 2010 หากแต่ศึกษามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กมัธยมนุ่งขาสั้น ถูกผลักดันด้วยความหลงใหลในสุ้มเสียงและปรัชญาที่แฝงอยู่ กระทั่งทุ่มเทตามหาศาสตราจารย์อันดับต้นๆในยุทธภพการดนตรีมากมายเพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ ราวกับฉากในภาพยนตร์จีนกำลังภายใน

ไม่เพียงฝึกปรือฝีมือการบรรเลงขั้นสูง แต่ยังศึกษาวิชาการช่างกู่ฉิน จากสถาบันวิจัยและพัฒนากู่ฉินจวินเทียนฝาง กับช่างทำกู่ฉินอันดับหนึ่งแห่งแดนมังกรนามว่า อาจารย์หวังเผิง ถึง 3 ปี

ครั้นเดินทางกลับเมืองไทย เปิดสถาบันสอนกู่ฉินในชื่อ “หยวนอวิ้นซานฟาง” หยวนอวิ้น หมายถึง ท่วงทำนองดั้งเดิม ส่วนซานฟาง แปลตรงตัวว่าห้องในหุบเขา
ชื่อเสียงเรียงนามนี้ให้ภาพตรงกับสถานที่จริงซึ่งเร้นกายอยู่ในสวนร่มรื่นที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์เชิงปรัชญา
ชัชชล ออกมาต้อนรับด้วยชุดเก่งที่เห็นในสื่อต่างๆเป็นประจำนั่นคือ เสื้อยืดสีเขียว ซึ่งเจ้าตัวบอกว่ามีอยู่ในตู้หลายตัว ทั้งสีและแบบเดียวกัน เนื่องจากไม่อยากเสียเวลาไปกับการต้องมานั่งคิดว่าวันนี้จะใส่เสื้อสีอะไร

และหากกำลังนึกอยู่ว่า ทำไมคุ้นนามสกุลนักดนตรีผู้นี้เหลือเกิน
นั่นเพราะเขาคือลูกชายคนโตในจำนวน 2 คนของ ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมที่มีความคิดความเห็นน่าสนใจในประเด็นสังคมมากมาย

Advertisement

มานั่งคุยกับลูกไม้ที่หล่นลงบนผืนดินแห่งปรัชญาและศิลปะการดนตรีผู้นี้ไปพร้อมๆกัน

เสน่ห์ของกู่ฉินคืออะไร ?
แรกๆไม่เข้าใจเหมือนกัน ตอนหลังรู้สึกว่า มันนิ่ง ลงลึก ละมุน ความรู้สึกชุ่มฉ่ำ และอบอุ่น ฟังแล้วสงบทันที ยิ่งเล่นเอง ยิ่งรู้สึก นักจีนศึกษามักพูดว่าเล่นกู่ฉินแล้วทำให้จิตใจสงบ แต่สุดท้ายแล้วอยู่ที่คนเล่นมากกว่า เหมือนปฏิบัติธรรม เรานั่งสมาธิแล้วคนอื่นมานั่งดูเรา คนอื่นจะสงบไหม ก็คงไม่ใช่

ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว เสียงแบบไหนที่ให้ความสงบ ?
เสียงต่ำซึ่งเป็นโทนเดียวกับเสียงที่มนุษย์พูด แรกเริ่มเดิมทีเครื่องดนตรีทั่วโลกก็เป็นอย่างนั้น ตรงที่กดนิ้วหรือฟิงเกอร์บอร์ดสั้นมาก คือรองรับแค่เสียงเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ หรือเท่าที่มนุษย์ได้ยินจากธรรมชาติ เสียงนกบ้าง เสียงสัตว์ร้องในป่าบ้าง แต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ในขณะที่เครื่องดนตรีอื่นๆพัฒนาศักยภาพให้สูงขึ้นๆ กู่ฉินก็ยังอยู่ในย่านเสียงที่คนฟังรู้สึกว่าเป็นย่านที่ตัวเองรู้สึกใกล้ชิดที่สุดมากกว่า ดนตรีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดนตรีไทย ดนตรีพม่า เขมร ก็ยังเป็นอย่างนี้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจ เวลาผมพูดว่าเล่นกู่ฉินให้ตัวเองฟัง ทุกคนก็ถามว่า ทำไมล่ะ ต้องเล่นให้คนอื่นฟังสิ แต่ลืมไปว่าเวลาอาบน้ำ เรายังเพลง ก็ไม่ได้ให้ใครฟังเหมือนกัน (ยิ้ม)

ดนตรีเพื่อการแสดงเกิดขึ้นภายหลังอยู่แล้ว ?
ใช่ๆ ต้องเกิดเพื่อตัวเองก่อน ในอดีตเกิดจากการใช้แรงงาน เช่น เลื่อยไม้ ฮุ่ยเล่ฮุ่ย หรือพายเรือ นานๆเข้ามีการปกครองกันเป็นชนเผ่า เริ่มเอาดนตรีเป็นเครื่องมือทางอำนาจอย่างหนึ่งว่าเราเท่านั้นที่จะติดต่อกับเทพเจ้าได้ คนฉลาดแกมโกงจะเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือในการปกครอง

ถ้าอย่างนั้นก็กล่าวได้ว่าดนตรีเป็นเครื่องมือรับใช้การเมือง ?
ครับ มีส่วนในการปกครองมาก ในยุคขงจื๊อที่ว่ามีโรงเรียนดนตรีแห่งแรกในโลก เขาสั่งให้คนในท้องถิ่นต่างๆเก็บเนื้อเพลงและท่วงทำนองของท้องถิ่นมาดัดแปลงให้มีเนื้อหาที่สนับสนุนระบอบ แล้วส่งกลับไปให้เด็กยุคใหม่เรียนจนแผ่ไปวงกว้าง คนบอกว่าขงจื๊อมีความเท่าเทียม แต่จริงๆแล้ว มีลำดับการนั่งว่าใครนั่งหน้าสุด หลังสุด เครื่องดนตรีบางอย่างอย่างกู่ฉินเอง หรือกู่เจิ้งในบางยุค ถ้าคุณเป็นเจ้าแคว้น คุณจะมีเครื่องดนตรีจำนวนเท่าไหร่ เช่น 40-50 ไล่ลงมาตามตำแหน่ง คิดว่ามันทำหน้าที่เหมือนดาวบนไหล่ข้าราชการ
พอถึงปลายยุคราชวงศ์โจว มีขุนนางคนหนึ่งใช้วงดนตรีเกินตำแหน่งตัวเอง ขงจื๊อบอก ตายละ มันเข้าสู่ยุคศีลธรรมเสื่อมโทรม ดนตรีล่มสลาย จริงๆแล้วดนตรีไม่เคยล่มสลาย ดนตรีไม่ได้ให้ศีลธรรมเรา มันแค่สะท้อนสังคม ในกรณีนี้ใช้เครื่องดนตรีเป็นลำดับชั้น พอมีคนปีนเกลียว ขงจื๊อเลยเอาคำนี้ขึ้นมาพูด

นักดนตรีจีนสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลายๆชิ้นเหมือนคนในวงปี่พาทย์ไหม ?
อันนี้น่าจะเป็นความเข้าใจในดนตรีอุษาคเนย์ คนปี่พาทย์แต่ละคนเล่นได้หลายอย่าง สามารถผลัดเปลี่ยนกันได้ คนหนึ่งขาด อีกคนแทนได้ แต่ในโลกดนตรีอื่นโดยเฉพาะจีนทำไม่ได้ เพราะจะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ โน้ตก็ใช้ระบบบันทึกของแต่ละเครื่องเลย ยากที่จะกระโดดข้าม แต่เชื่อว่ามีหลายคนที่ชอบ ซน และศึกษาเพิ่มเอง

โน้ตเพลงโบราณของจีน ใช้วิธีบันทึกแบบไหน ?
เป็นการเขียนบอกเช่น นิ้วโป้งกดที่จุดเก้า นิ้วชี้ดีดเข้าดีดออก อะไรอย่างนี้ เป็นภาษาจีนโบราณ ซึ่งก็แบ่งเป็นยุคต่างๆ ภาษาจีนในปัจจุบันเกิดขึ้นยุคหลังฏิวัติที่มีการเรียบเรียขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นภาษากลางในการสื่อสาร ส่วนภาษายุคขงจื๊อ ยุคจิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นภาษาที่คนจีนมองว่าเท่ที่สุด เพราะมีความสมมาตร คนจีนเชื่อว่าทุกอย่างในธรรมชาติสมมาตรหมด บทกวีก็เหมือนกัน แต่ตอนหลังแนวคิดพวกนี้เริ่มเสื่อมคลาย ทุกอย่างที่จีนสร้างขึ้น มันเป็นการสะท้อนคอนเซ็ปต์ทางธรรมชาติที่คนจีนเข้าใจ แต่ยุคหลังคนอาจเบื่อ หลีกหนีแนวคิดนี้ไปเรื่อยๆ บทกวีเริ่มไม่สมมาตร

ความสมมาตรให้ความสบายที่สุด แม้จะจืด แต่เป็นความจืดที่สบายใจ กู่ฉินเองก็มีคนพยายามพัฒนาโดยการปรับโครงสร้างภายใน เสียงต่ำให้หนาหน่อย เสียงสูงให้บางหน่อย ด้วยความคิดของเครื่องดนตรีฝรั่งอย่างไวโอลิน ปรากฏว่าให้เสียงดีจริงๆ ไหลลื่น ในขณะที่โครงสร้างแบบเก่ามันแบนแต้ ไม่มีอะไรเลย แต่ให้ผลลัพธ์ความสงบที่ต่างกัน

สนใจเครื่องสายเป็นพิเศษ ?
ใช่ครับ ชอบเครื่องสายและเครื่องเป่า เพราะมันไม่ฟิกซ์อย่างเปียโนที่เป็นสายตายตัว หรือขิมที่เราอาจเล่นในความหนักเบา ความละเอียดอ่อนในการสื่อสารทางอารมณ์มันไม่เท่าเครื่องสายที่จะยืด หด ขยายเสียงอย่างไรก็ได้

ทำไมต้องเอาจริงเอาจังทางกู่ฉินขนาดนี้ ทั้งที่ไม่ใช่เครื่องดนตรีที่คนไทยรู้จักด้วยซ้ำ ?
มันเป็นความชอบอย่างที่สุด ผมไม่สามารถอธิบายอะไรได้ หลักการง่ายนิดเดียว คือเหมือนเด็กที่เรียนหนังสือบางอย่าง แล้วโอ้โห ยาก ไม่ไหว จริงๆไม่ได้ยากหรอก คุณไม่ชอบ แค่นั้นเอง
ส่วนหนึ่งอาจจะเกี่ยวกับนิสัยด้วยว่าเป็นคนทำอะไรจริงจังตั้งแต่เด็ก ซีเรียสมาก อย่างสมัยมัธยม เรียนภาษาจีนก็จริงจังมาก จนเจ้าของโรงเรียนบอกไม่เก็บตังค์แล้ว

ตอนเข้าเรียนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดลเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ?
ครับ คือต้องดูแลตัวเองหมด ทั้งซักเสื้อผ้า บริหารการเงินใน 1 สัปดาห์ รู้สึกได้เจอชีวิตจริงจากเด็กติดบ้านที่พ่อประคบประหงม ดูแลเยอะ แต่ไม่ดุนะ ขนาดอยู่มัธยมแล้วก็ยังขึ้นรถเมล์ไม่เป็น พ่อต้องไปส่ง พอโตมา เลยทำอะไรไม่เป็นหลายอย่าง เช่น ไปติดต่อธนาคารก็กลัวเขาจะว่าเรา ตอนหลังกลับมานั่งคิด เขาจะว่าอะไรเราล่ะ (หัวเราะ)

ตอนเรียนที่นั่นได้พบอาจารย์อานันท์ นาคคง สอนวิชาดนตรีโลก ท่านบอกว่าเมืองไทยไม่ใช่พื้นที่สำหรับกู่ฉิน ถ้าจะเรียนต้องไปจีนอย่างเดียว เลยตัดสินใจลาออกแล้วขอทุนรัฐบาลจีน โดยยื่นผลงานที่เรียนเองตั้งแต่เด็กกับภาษาจีนและภาพวาดแนวจีนๆ ปรากฏว่าได้ทุนเรียนด้านภาษาและวัฒนธรรม แต่เรื่องดนตรีไปเรียนข้างนอก

เพลงที่นำมาเล่นกู่ฉิน สามารถสร้างสรรค์เพิ่มเติมได้ไหม หรือต้องตามขนบดั้งเดิมอย่างเดียว ?       จริงๆกู่ฉินมีความเป็นสำนัก แต่เป็นเรื่องที่ให้ผลประโยชน์กับเจ้าของสำนักอย่างเดียวโดยไม่ให้ผลดีกับศิลปะเลย ทุกคนต้องก๊อปปี้เล่น แต่ผมไม่เอาสำนักอะไรเลย เรียนไปสักพักอาจารย์บอกสำเนียงการเล่นเปลี่ยนจากสำนักไปแล้วนะ

ถ้าอย่างนั้นคิดสร้างสำนักเองในไทยไหม ?
ผมบอกนักเรียนทุกคนเลยว่า เมื่อมีเบสิกที่ค่อนข้างมั่นคงแล้ว จะเล่นยังไงก็เล่นไปเลย ไม่ต้องมาเป็นชัช 2

เนื้อหาของเพลงที่นำมาเล่นกับกู่ฉินมักเกี่ยวกับอะไร ?
เป็นปรัชญาจีนชั้นสูง อย่างเล่าจื๊อ ขงจื๊อ จวงจื๊อ เรื่องรูปแบบดนตรีไม่ค่อยถูกพัฒนามากนัก จะเป็นแนวช้าๆเนิบๆ เปลี่ยนบ้างตามยุคสมัย เช่น คนยุคนี้ ชอบเพิ่ม ยุคนี้ชอบลด มากน้อยแล้วแต่ แต่เพลงแต่งที่แต่งใหม่ก็ยังตงคอนเซปต์ปรัชญาเดิมอยู่ โดยพูดถึงความสงบ การเร้นกาย ความไม่วุ่นวายในสังคม และความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก การสงครามหรืออะไรทางโลก

ตัวอย่างเพลงก็เช่น ‘อาวรณ์เส้นไหม’ คือ ไหมที่ได้มาใหม่ๆ เป็นสีขาว พอย้อมก็กลายเป็นสีต่างๆ คนในโลกมนุษย์ก็คงเป็นอย่างนี้ละมั้ง ทุกคนเกิดมาบริสุทธิ์ ก่อนถูกเจือปนเป็นสีต่างๆ จึงรู้สึกเศร้า
อีกปรัชญาหนึ่งคือ จวงจื๊อ ฝันว่าตัวเองบินเป็นผีเสื้อ อยู่ก็ตื่นขึ้นมา เลยสงสัยว่าเขาฝันว่าตัวเองเป็นผีเสื้อ หรือผีเสื้อฝันว่าเป็นเขากันแน่ สะท้อนว่า ถ้าเราละวัตถุและความเป็นตัวตน จิตใจเราจะเป็นอะไรก็ได้

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ปรัชญาจีนที่เก่าแก่ยังคงสืบทอดมาถึงวันนี้ ?
คงเหมือนปรัชญาอื่นๆของโลกคือ มันเป็นอกากิโล เหนือกาลเวลา เช่น น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ ตราบใดยังไม่ออกไปอวกาศ มันก็เป็นอย่างนี้

ศึกษาปรัชญามากๆอย่างนี้ส่งผลต่อมุมมองในชีวิตอย่างไรบ้าง ?
เบื่อโลกเร็วครับ ปลง (ยิ้ม)

หลังจากเปิดโรงเรียนสอนกู่ฉิน มีคนสนใจเรียนเยอะไหม ?
มีคนติดต่อไม่น้อย แต่เรียนจริงน้อย เพราะผมถามจี้มาก เนื่องจากสุดท้ายคุณต้องซื้อเครื่อง ซึ่งไม่ใช้ถูกๆ อย่างน้อยเป็นหมื่น แพงๆก็หลายล้าน ไหนจะค่าเรียนอีก ดีด้วยซ้ำที่คนคิดว่าไม่ใช่แล้วไม่มาเรียน ไม่เสียเวลา เคยกลับไปคิดเหมือนกันว่าตอนที่เราสนใจกู่ฉินแล้วไม่มีคนสอน ก็เคว้งคว้าง พอกลับมาจากจีนน่าจะเปิดรับทุกคน แต่ถึงเวลาจริงๆ มันไม่ใช่แค่ดนตรี กู่ฉินเป็นกึ่งแนวคิดในชีวิตคน

นอกจากกู่ฉินแล้ว ทำวงดนตรีกับเพื่อนด้วย ?
ครับ ชื่อวง one world project เป็นวงที่รวมเครื่องดนตรีไทย ฝรั่ง อีสาน มาเล่นด้วยกัน เจตนาคืออยากให้เห็นว่าเสียงมีคุณค่าเท่ากัน ในสังคมไทย พอพูดถึงดนตรีไทย กลายเป็นดนตรีในพิธีกรรม บางคนรู้สึกว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ สูงส่ง พอเราเห็นไวโอลิน รู้สึกว่าไฮโซ ผู้ดีเท่านั้นจึงจะฟังและเล่นได้ สิ่งที่วงทำคือให้ทุกคนอยู่ในบทบาทเดียวกัน แนวเพลงไม่ซ้ำ มีเพลงอุลตราแมนบ้าง เพลงลูกทุ่งบ้าง ไมเคิล แจ็คสันบ้าง เหมือนเราเป็นพู่กัน เบื่อสีไหน จุ่มล้างสีนั้นทิ้ง เริ่มสีใหม่

นอกจากทำวงก็พัฒนาเครื่องดนตรีด้วย เปิดเพจให้ความรู้ ชื่อเพจ “อวี้เซิง กู่เจิง” รับพรีออเดอร์บ้าง ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้ากล้าลองไหม ถ้ากล้าจะได้เครื่องที่ราคาประมาณนึง แต่สเปคอีกอย่างหนึ่งเลย ซึ่งก็มีคนกล้านะ (ยิ้ม)

วางแผนอนาคตไว้อย่างไรบ้าง ?
อาจจะหายจากโลกนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งในป่า อยู่กับธรรมชาติ หรือโฟกัสด้านการแปลปรัชญาจีน เพราะปรัชญาเก่าซึ่งมีคนแปลแล้วพอสมควร แต่อ่านแล้วไม่เข้าใจ คือ ต้องแปลไทยเป็นไทย แปลในแปลกันอีกรอบ แทนที่จะเข้าถึงปรัชญานั้นโดยง่าย

คุณพ่อว่าอย่างไรบ้าง ?
ชอบเลย เป็นสายนี้อยู่แล้ว ตอนนี้เขาก็เตรียมตัวอีก 2 ปีเกษียณ สร้างใหม่ที่ชัยนาทแล้ว ปลูกส้มโอ มะพร้าว เตรียมตัวไปรดน้ำ (ยิ้ม)

การปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมเก่า-ใหม่ของจีน จุดเชื่อมอยู่ตรงไหน?
ความโดดเด่นของวัฒนธรรมจีนในประเทศจีนคือมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในขณะที่วัฒนธรรมไทยค่อนข้างถูก freeze หรือแช่แข็งไว้ อย่างเพลงกู่ฉินเพลงหนึ่งอายุ 2,000 ปี แต่พอย้อนกลับไปดูต้นฉบับจะเห็นว่าเปลี่ยนทุกสมัย มีการเติมท่อนนั้นท่อนนี้ คือเป็นการสืบทอดที่อนุญาตให้เปลี่ยนแปลงตามรสนิยมของคนแต่ละยุค ทุกอย่างเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เฉพาะดนตรีแต่รวมถึงประเพณี ธรรมเนียม ศิลปะ ภาพวาด การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่เขายอมรับกันได้ จะเห็นว่าตอนนี้จีนก็ยังไม่หยุดเปลี่ยน แต่ยังไม่ลงตัวด้วยช่วงต่อของการเมืองที่ขาดสะบั้นไปในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม

วัฒนธรรมจีนในแง่มุมไหนที่คนไทยแม้จะมีเชื้อสายจีนยังไม่รู้จักอย่างถ่องแท้ ?
สิ่งที่ขาดหลักๆคือคอนเซ็ปต์ของความเป็นจีนที่แท้จริง ที่สำคัญที่สุดหนีไม่พ้นพวกปรัชญาเล่าจื๊อ โจวอี้ อี้จิง จวงจื๊อ ซึ่งเป็นปรัชญาหลักที่กำหนดทิศทางของสังคมและวัฒนธรรมจีนอย่างเต็มที่

ชะตากรรมนักดนตรีอาชีพ ระหว่างไทยกับจีนต่างกันไหม ?
ไม่ต่างกัน คนที่ผ่านการเรียนวิทยาลัยมีการแข่งขันสูง มีเรื่องคอนเน็คชั่น บางคนเรียนจนจบปริญญาโท แต่ไม่มีพื้นที่ให้ทำงานต่อได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า บางคนอาจไปสอนในสถาบันเล็กๆแถวบ้าน บางคนขายประกัน บางคนมีงบหน่อยก็เปิดสถาบันสอนดนตรีของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ไม่หายไปจากสังคมจีน คือ ถ้าผมจะสอบเข้าวิทยาลัยอาจารย์เอ แต่ที่ผ่านมา เรียนกับอาจารย์บีมาตลอด อย่าหวังจะได้เข้า

อะไรที่ทำให้จีนทำสิ่งที่โลกมองว่ายิ่งใหญ่ในสายตามนุษยชาติมาตั้งแต่ยุคโบราณ ?
ในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของจีน จะเห็นว่าเวลาเขาทำอะไรทิ้งไว้ในโลก จะระวังให้คนด่าน้อยที่สุด อาจารย์ที่ผมรู้จักคนหนึ่งทำกู่ฉินออกมา แล้วความโค้งมันไม่ได้ ก็จามทิ้งเลย เพราะเขาต้องสลักชื่อตัวเองลงไปข้างใน คนจดบันทึกทุกเรื่อง บางคนเป็นกบฏในราชวงศ์หนึ่ง ผ่านมา 2,000 ปี ยังตามเจอว่าลูกหลานคือใคร ในขณะที่คนไทยไม่ชอบจดบันทึก ลืมหมด

คนจีนใช้ทั้งใจและฝีมือในการทำสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะงานศิลปะ อย่างกู่ฉินบางตัวต้นทุนเฉพาะวัตถุดิบเกือบ 500,000 บาท ยางรักธรรมชาติที่ใช้เคลือบกันความชื้นกว่าจะได้มาจากต้นไม้ทีละหยด กู่ฉินเก่าที่สุดที่ยังอยู่และยังเล่นได้จริง อายุ 1,700 ปี ความจริงมีเก่ากว่านี้อีก อายุ 2,400 ปีแต่เป็นรุ่นที่ยังไม่พัฒนาการเป็นทรงนี้ ทุกอย่างถูกทำขึ้นอย่างช้าๆ และประณีต

เพราะคนจีนเชื่อว่าอะไรเกิดขึ้นเร็ว ก็ตายเร็ว

ชมคลิปผลงาน COVER ของ ONE WORLD PROJECT