มันไม่ยากนักหรอกที่จะ “คิด” ในสิ่งที่เหมาะควร กระทั่งถูกต้อง เที่ยงธรรม
อาจจะเป็นบางทีเรื่องราวหนึ่งควรจะดำเนินไปอย่างไร ด้วยวิธีคิดแบบไหน เด็กเล็กคนหนึ่งสามารถบอกกล่าวได้
เนื่องเพราะเรื่องราวมากมาย ออกจะเป็นส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ ใครก็รับรู้ความเหมาะความควรที่จะเป็นไปได้ เพียงแค่มี “สามัญสำนึก”
“สามัญสำนึก” มีในมนุษย์ยีน หรือดีเอ็นเอมนุษย์อยู่แล้ว
เหตุที่ “สามัญสำนึก” เลือนจากความรู้สึกนึกคิดของผู้คน เนื่องเพราะมนุษย์เราให้คุณค่ากับ “ประสบการณ์” มากกว่า
“ประสบการณ์” ทำให้เกิดการจำได้ หมายรู้ และนำสิ่งนั้นมาปรุงแต่งความรู้สึกนึกคิด กระทั่ง “สามัญสำนึก” ถูกบดบังด้วยเครื่องย้อมจิตที่เคยชินกับการปรุงแต่งเช่นนั้น
และนี่คือเหตุที่ทำให้ “แม้จะรู้ว่าอะไรเหมาะ อะไรควร” แต่กระทั่ง “พูดในสิ่งที่เหมาะที่ควรนั้นไม่ได้” ยิ่งเป็นการ “ทำ” ด้วยแล้ว บ่อยครั้งที่เป็นคนละเรื่องกับที่ “คิด”
แน่นอนว่า “ความคิดเป็นประธาน” นำ “การพูด” และ “การกระทำ” นั้นเป็น “สัจธรรม”
คนเราพูดและทำตามที่ “คิด”
แต่สัจธรรมนี้ซับซ้อนอย่างยิ่ง
โกลาหล อลหม่านในส่วนที่เป็นที่มาของความคิด
เริ่มต้นจากรู้ว่า “ความเหมาะความควร” ของเรื่องนั้นๆ คืออะไร จากนั้นประสบการณ์ได้สร้างปรารถนา สร้างความอยากให้เป็นขึ้นมา และสิ่งนั้นเข้ามาปรุงแต่งความคิดให้ห่างออกไปจากความเหมาะความ พลังของความอยากมีมากเท่าไร และต้องเผชิญกับอุปสรรคที่กีดกันไม่ให้สมอยากมากเท่าไร การปรุงแต่งจะยิ่งสลับซับซ้อน และโอกาสที่จะกดทับ “ความเหมาะความควร” ให้จมหายจะยิ่งมีมากขึ้น
คนเราแม้จะรู้ว่าอะไร “เหมาะสม” แต่เมื่อจะพูดกลับต้องคิดถึงสิ่งนั้น คนนี้ คนนั้น สิ่งโน้น มากมายกระทั่งบ่อยครั้ง ที่ “พูด” กลายเป็นสาระที่ห่างไปจาก “ความคิดเริ่มต้นที่มาจากสามัญสำนึก”
ยิ่ง “การกระทำ” ยิ่งไปใหญ่ เพราะทันทีที่ลงมือจะเผชิญแรงเสียดทานอันเกิดจากผลกระทบกับคนอื่น สิ่งอื่นที่แปรมาเป็นปฏิกิริยาตอบโต้
ถ้าไม่หนักแน่น หรือมุ่งมั่นพอ จะไม่สามารถรักษา “ความเหมาะความควร” ที่คิดในช่วงเริ่มได้
ประเด็นอยู่ที่ “มีสักกี่คนที่มุ่งมั่นอย่างหนักแน่นพอที่จะเผชิญหน้ากับแรงเสียดทานทุกรูปแบบอย่างไม่ยอมเปลี่ยนแปลง”
“หัวชนฝากับสามัญสำนึก” มีสักกี่คนที่กล้าหาญชาญชัย
ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ประนีประนอมยอมที่จะเป็นไปตามแรงเสียดทาน เพื่อลดแรงกดดันที่ทำให้ต้องเคร่งเครียด และเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้จากสังคมมิใช่หรือ
และนี่คือต้นเหตุของ “ความไม่เป็นตัวของตัวเอง”
เป็นแค่ “หนึ่งในชิ้นส่วนของสังคมที่ไหลลู่ไปกับกระแส”
คนที่โดดเด่นได้ เพราะ “ยืนหยัดในความคิดของตัวเองอย่างเชื่อมั่น”
แต่คนที่ปลอดภัยคือ “สลายตัวเองให้เป็นแค่สิ่งหนึ่งที่เลื่อนไหลไปตามกระแส”
แค่คิดว่าจะเลือกเองว่าจะเป็นแบบไหน ก็วิเศษแล้ว
เพราะส่วนใหญ่ “ปล่อยให้ไหลไป” ไม่แม้กระทั่งเกิดความตระหนักรู้ว่า “ตัวเองมีสิทธิเลือก”

