อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ เปิดนิยาม ‘สื่อใหม่’ แก้ปัญหาสื่อเก่า ‘ยาก…แต่เป็นไปได้’

15.07.17 | 12:02 น.

นับเป็นช่วงเวลาที่แวดวงสื่อไทยกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าอย่างต่อเนื่อง เกิดการแข่งขันสูงในหลากหลายช่องทาง คนทั่วไปสามารถเผยแพร่เนื้อหาเองได้โดยไม่ต้องอาศัยสำนักข่าว

เวลานี้เองก็เกิดสื่อออนไลน์หน้าใหม่ขึ้นมาหลายแห่งที่เรียกตัวเองว่า “สื่อใหม่”

สร้างความหวาดหวั่นในวงการสื่อ โดยเฉพาะสื่อเก่าที่เริ่มสำรวจทิศทางว่าจะก้าวเดินต่อไปอย่างไร

แล้วก็มีผู้ออกมาค้านว่าสื่อออนไลน์ที่เกิดขึ้น “ไม่ใช่สื่อใหม่” เพราะการเป็นสื่อใหม่ต้องมีคุณค่าบางอย่างมากกว่าการอยู่บนแพลตฟอร์มใหม่

“ผมจะมีปัญหาเวลาได้ยินคำว่า ‘สื่อใหม่’ ซึ่งเปลี่ยนแค่แพลตฟอร์มเท่านั้น”

Advertisement

อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัยอิสระ เสนอนิยาม “สื่อใหม่” ผ่านงานวิจัย “Re-defining Thailand’s New Media : Challenges in the Changing Political Regime” ซึ่งศึกษาตั้งแต่ปี 2558 โดยเก็บข้อมูลจากสื่อทางเลือกหลายแห่งในประเทศไทย

งานวิจัยตั้งต้นที่ความหมายของ “สื่อใหม่” ซึ่งยังไม่ชัดเจนในสังคมไทย คนส่วนมากจะคิดว่าสื่อในแพลตฟอร์มใหม่อย่างโซเชียลมีเดีย เช่น สำนักข่าวออนไลน์ก็เรียกว่าสื่อใหม่ทั้งที่อาจไม่ได้มีอะไรใหม่

เขาบอกว่าในเบื้องต้น คำว่า “สื่อใหม่” ต้องพัฒนามาแก้ปัญหาของสื่อเก่า โดยลักษณะร่วมของสื่อใหม่ที่เขาพบจากการศึกษาสื่อทางเลือกมีดังนี้

1.ลดทอนความเป็นสถาบันสื่อ ทั้งวัฒนธรรมองค์กรและโครงสร้างเดิมที่เข้ามาควบคุมเซ็นเซอร์ตัวเอง

2.เป็นอิสระจากทุน แก้ข้อครหาในการรับโฆษณา โดยใช้โมเดลธุรกิจอื่นมาช่วยองค์กร

3.ลดทอนความเป็นมืออาชีพ ในแง่การเป็นวิชาชีพที่เรียนจบสื่อสารมวลชน

เสนอขึ้นมาแล้วอรรคณัฐก็ถูกคนในวงการสื่อค้านทันที เพราะดูเป็นอุดมคติ ไม่น่าเป็นไปได้ สั่นคลอนหลักการทำสื่อที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย

แต่เขาก็ยืนยันว่าเป็นไปได้ แม้อาจจะทำไม่ได้ครบทั้ง 3 ข้อ แต่หากทำได้จริงบางส่วนก็จะแก้ปัญหาเดิมของสื่อเก่าได้

หลักเกณฑ์คำนิยามต่างๆ นำมาจากไหน?

หลังจากที่อ่านงานวิจัยต่างประเทศ มีคนเสนอให้เรียกแตกต่างกัน เยอะจนไม่รู้จะหยิบอันไหนมาใช้ Alternative media, Independent media, Citizen media, Civic media อย่าง Citizen media บ้านเราจะใช้ว่า “นักข่าวพลเมือง” ซึ่งถูกใช้โดยไทยพีบีเอส เป็นข่าวชาวบ้านร้องเรียน ข่าวชนเผ่าต่างๆ ทั้งที่ใครก็เป็น Citizen media ได้ ในต่างประเทศหมายถึงใครก็ได้ที่ลุกขึ้นมาผลิตคอนเทนต์เอง จะเรียกว่าสื่อใหม่หรือสื่อทางเลือกก็ได้

พอโฟกัสคำว่า “สื่อใหม่” ผมก็คิดว่าควรจะต้องเป็นสื่อที่พัฒนามาจากสื่อเก่า แก้ปัญหาที่สื่อเก่าไม่สามารถสลัดได้ คือ เรื่องของทุน การเซ็นเซอร์ แล้วก็ตามไปสัมภาษณ์สื่อที่ดูเหมือนจะเป็นทางเลือก เช่น ประชาไท, ประชาธรรม, อีสานเรคคอร์ด ก็พบว่าพวกนี้เขาไม่ได้มานั่งคุยว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มีความซ้อนทับกันเรื่องแนวคิดการทำงาน และคุณสมบัติที่เขามีคล้ายกันไปตอบโจทย์เรื่องปัญหาของสื่อเก่า จึงน่าจะมาเป็นกรอบคิดสำหรับคนที่จะเรียกตัวเองว่า “สื่อใหม่” ได้

เสนอว่าต้องลดทอนความเป็นสถาบันสื่อ?

ความเป็นสถาบัน ในแง่ที่ว่าคนเข้ามาทำงานจะถูกหล่อหลอมด้วยวัฒนธรรมองค์กร ทำให้วิธีคิดเป็นแบบเดียวกัน ความเป็นสถาบันมีโอกาสทำให้เราเกิดอคติได้ ความหลากหลายและความเป็นอิสระจะน้อยลง แต่เขาก็บอกว่าต้องทำตัวเองให้เป็นสถาบัน เพราะการเป็นสื่อขนาดเล็กคนไม่สนใจ จึงต้องทำตัวเองให้มั่นคง อย่าง Deep South Watch ก็เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาของผม เขาบอกว่าถ้าไม่เป็นสถาบันก็ไม่มีใครฟังคุณ เลยเอาตัวเองไปผูกติดกับสถาบันการศึกษา ไปอยู่ใน ม.อ.ปัตตานี

การลดทอนความเป็นสถาบันมีหลายเรื่อง ทั้งวัฒนธรรมองค์กร รูปแบบการทำงาน สื่อเก่าจะมีโต๊ะข่าว มี บก. ผมไม่ได้บอกว่าต้องไม่มี บก. แต่ฟังก์ชั่นของ บก.ต้องไม่ใช่แบบเดิมที่คอยสั่งให้ไปทำเรื่องนี้เขียนส่งมา เรื่องนี้ไม่ดีตัดทิ้ง อันนี้คือการเซ็นเซอร์ ผลิตซ้ำปัญหาแบบเดิม การเซ็นเซอร์ต้องหมดไป ต้องให้อิสระ นักข่าวต้องรับผิดชอบตัวเอง บก.แนะนำได้ว่าอันนี้ไม่พอ ไปเพิ่มมาหน่อย แต่ไม่ใช่บอกว่าไม่เวิร์กตัดออก ถ้ามันห่วยคนอ่านจะตัดสินเอง ใส่ชื่อนักข่าวไป แล้วองค์กรก็ต้องยอมรับถ้าเขาฟ้อง คุณจะดูแลตัวเอง แต่ถ้าเขาฟ้องมา ผมจะปกป้องคุณให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

สื่อใหม่ต้องลดทอนความเป็นมืออาชีพ?

มืออาชีพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงไม่มาทำงานสาย แต่เป็นลักษณะทักษะ คุณไม่จำเป็นต้องจบสื่อสารมวลชน จบอย่างอื่นแต่คิดว่าสื่อสารได้ก็มาทำ องค์กรสื่อก็จะบอกว่าสื่อต้องมีจรรยาบรรณ ต้องเรียนนั่นนี่มา ต้องผ่านการอบรม นี่คือการพยายามสร้างความเป็นสถาบันขององค์กรที่เป็นร่มใหญ่ สื่อทางเลือกที่ผมศึกษาก็ไม่ได้สนใจว่าคุณต้องจบสื่อสารมวลชน อาจจบนิติศาสตร์แต่อยากเขียนข่าว ไม่จำเป็นต้องมีใบประกอบวิชาชีพ ไม่ต้องรับใบอนุญาต ไม่ต้องผ่านการอบรมจากสมาคมสื่อ ใครก็เป็นได้

จะทำให้เกิดความหลากหลายขึ้น?

ทำให้เกิดความหลากหลาย ผมไม่รู้ว่าในสถาบันที่สอนสื่อสารมวลชนเขาสอนอะไรบ้าง เข้าไปเรียนแล้วถูกสถาปนาความเป็นสถาบันให้กับตัวเองในแง่วิชาชีพ ออกมาทำงานก็ถูกสถาปนาในแง่องค์กรอีก ถูกประกอบสร้างกลายเป็นเราโดยไม่รู้ตัว จะมีความคิดว่า “นี่คืออาชีพของเรา ต้องเรียนวารสารศาสตร์เท่านั้น” ทั้งที่ใครก็เป็นนักข่าวได้

หรือเรื่องสามเหลี่ยมหัวกลับก็เก่าแล้ว เขาดูกันที่คอนเทนต์ เด็กยุคนี้เติบโตมากับการถ่ายรูป ไม่นั่งอ่านแล้ว สื่อก็ต้องคิดวิธีการปรับตัว ถ้าผู้บริโภคเขาไม่สนใจการอ่าน ก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน เส้นแบ่งความเป็นวิชาชีพจะถูกสลายไป ไม่ควรต้องไปกำหนด

อีกปัญหาในสื่อเก่าคือเรื่องทุน?

โมเดลธุรกิจในสื่อเก่าไม่สามารถพ้นข้อครหาได้ว่าเลือกข้างเพราะทุนหรือผูกติดอยู่กับอำนาจทางการเมือง ถ้าคุณจะเสนอตัวเป็นสื่อใหม่โดยไม่อยากถูกมองว่าเป็นฝั่งนี้ฝั่งนั้น ก็จะต้องเป็นอิสระจากอำนาจที่เข้ามาครอบงำ ทั้งอำนาจทางการเมืองหรืออำนาจทางการเงิน

หลายคนมองว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้สื่อแสวงหากำไร?

ใช่ ทุกคนโจมตี แต่ต้องอธิบายว่าไม่ใช่ว่าไม่ให้สื่อทำธุรกิจ ทำได้แต่ต้องไม่สะสมทุนเพื่อให้ตัวเองใหญ่ขึ้น แล้วไปทำโรงแรม ทำมหาวิทยาลัย หรือไปไล่ซื้อสื่อขนาดเล็ก พอทำธุรกิจแล้วก็ไม่สามารถแก้ข้อครหาได้ ถ้าสื่อจะทำธุรกิจคือทำเพื่อให้ตัวเองและองค์กรอยู่รอด แต่ไม่ใช่เพื่อสะสมทุน

มีโมเดลไหนที่สื่อจะไม่สะสมทุนหรือรับเงินโฆษณา?

สื่อในไทยมีที่ตั้งเป็นบริษัทแต่พยายามเป็นโซเชียลเอ็นเตอร์ไพรส์ ใช้ความเชี่ยวชาญของตัวเองไปรับจัดประชุม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงานสื่อที่ตัวเองทำ แล้วเอาเงินมาหล่อเลี้ยงองค์กร อาจมีโฆษณาบ้างก็ส่งผลต่อดีกรีความน่าเชื่อถือ อีกสื่อหนึ่งรับเงินจากแหล่งทุนที่เป็นมูลนิธิเอ็นจีโอ แต่ก็จะเป็นปัญหาของสื่อใหม่อีก เมื่อต้องการเป็นอิสระ โมเดลในการทำธุรกิจไม่แสวงหากำไร แต่เงินที่เข้ามามันน้อย คนอยู่ไม่ได้ก็ต้องออกไปทำอย่างอื่น ฉะนั้นผมคาดเดาว่ามันจะไม่โตไปกว่านี้ มีคนใหม่เข้ามา คนเก่าก็ออกไป

ถ้าในต่างประเทศเขามีวัฒนธรรมการบริจาค อย่าง PCIJ ที่เป็นต้นแบบของ TCIJ เขารับบริจาคจากประชาชนทั่วไปที่ไม่พอใจการทำหน้าที่ของสื่อ แล้วพอเริ่มมีชื่อเสียงก็มีองค์กรมาสนับสนุน แต่บ้านเราไม่มี น่าจะเป็นเพราะโครงสร้างวัฒนธรรม เราเอาของฟรี แต่ไม่ชอบบริจาค

แล้วการรับเงินจากแหล่งทุนมีปัญหาไหม?

มีกรณีที่พวกมูลนิธิเอกชนเขาไม่ได้เอาเงินมาสนับสนุนรายเดือน ส่วนมากสนับสนุนเป็นโครงการ แต่องค์กรสื่อเขาต้องจ่ายเงินเดือน ก็เลยต้องยักย้ายถ่ายเทเรื่องเงิน ทำกิจกรรมเพื่อเอากำไรมาหล่อเลี้ยง ทั้งที่ผู้สนับสนุนเขาต้องการให้เอาไปใช้ในการทำกิจกรรมอย่างเดียว แต่สื่ออิสระพวกนี้ก็ยักย้ายถ่ายเทเพื่อให้องค์กรอยู่รอด แล้วคุณมีความชอบธรรมอะไรในการไปตรวจสอบทุจริตคนอื่น คุณรับเงินเป็นโปรเจ็กต์ก็ต้องจ้างคนเป็นโปรเจ็กต์ไป อย่าไปแบกรับ

ฟังดูเป็นอุดมคติไหม?

อุดมคติ ทุกอันเป็นอุดมคติหมด ผมไม่ได้บอกว่าสื่อใหม่จะต้องทำได้ตามนี้หมด คุณไม่ต้องทำได้ 100% ก็ได้ คุณทำได้สัก 20-30% ก็ดีกว่าแบบเดิมแล้ว

แนวโน้มสื่อในอนาคต มองว่าจะเปลี่ยนแปลงไปทางไหน?

เล็กลงแน่นอน เขาลดคนลงเพราะเทคโนโลยีทำให้ต้นทุนน้อยลง ในอเมริกามีสำนักข่าวที่พอมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น จะมีโปรแกรมอัตโนมัติเขียนข่าวขึ้นเป็นข่าวด่วนเลยว่าที่ไหนแผ่นดินไหว ขนาดกี่ริกเตอร์ โดยที่ไม่ผ่านคนเลย

การนำเสนอข่าวจะเปลี่ยนไป ทุกวันนี้เวลาศึกษาเรื่องสื่อมักสนใจคนผลิตสื่อกับเนื้อหา แต่ไม่ค่อยสนใจผู้อ่านเท่าไหร่ รวมทั้งเทคโนโลยีด้วย เพราะเทคโนโลยีมากำหนดการทำงานของคนอีกทีหนึ่ง เช่น หัวข่าวในเว็บตั้งได้แค่ 40 ตัวอักษร คนก็ต้องคิดคำตามนี้ คุณอาจเรียนเขียนหัวข้อข่าวให้กระชับได้ใจความ แต่พอทำงานจริงกระชับแล้วก็ยังเกินข้อจำกัด

ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไปทั้งหมด เมื่อก่อนอาจจะอ่านแค่ฉบับเดียว แต่ทุกวันนี้อยู่เฉยๆ ฟีดข่าวก็ขึ้นมาเอง ทำให้เรามีโอกาสเลือกรับสารจากช่องทางที่หลากหลาย ผมคิดว่าเป็นยุคทองของผู้ชมที่มีโอกาสได้เลือก

มีสำนักข่าวออนไลน์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก แล้วสื่อเดิมรู้สึกหวาดหวั่น?

เขารู้สึกไม่ปลอดภัย คิดว่ามันจะมาแทนที่เขา ผมคิดว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่มีคุณูปการมาก ไม่มีอะไรเสีย เราอาจจะแค่หมั่นไส้ความหยิ่งยโส แต่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวไง แต่สิ่งที่สำนักข่าวเหล่านั้นทำเกิดประโยชน์มาก แข่งกันผลิตคอนเทนต์ ดึงเอาประเด็นที่คนไม่คิดว่าจะเป็นข่าว เพราะเขามีความหลากหลายของคนที่เข้าไปทำคอนเทนต์ ไม่ใช่คนที่เรียนสื่อสารมวลชนมาอย่างเดียว เพราะฉะนั้นจะเกิดคอนเทนต์ทะลักทลายหลากหลายและเกิดประโยชน์กับผู้อ่านมาก

เคยพูดว่าสื่อเหล่านี้ไม่ใช่สื่อใหม่ แล้วเรียกว่าอะไร?

เขาควรเรียกตัวเองว่า แม็กกาซีนออนไลน์ อย่างที่ The Cloud เรียกตัวเองว่าแม็กกาซีนออนไลน์ เพราะโมเดลคือแม็กกาซีน มีคอลัมนิสต์ ขายโฆษณา จริงๆ เขาจะเรียกตัวเองว่าสื่อใหม่ ผมก็ไม่ขัดข้อง แต่ผมไม่เรียกเขาว่าสื่อใหม่ เพราะมันไม่มีอะไรใหม่ แต่เกิดประโยชน์แน่นอน

จุดอ่อนเมื่อสื่อเก่ามาแข่งขันบนช่องทางออนไลน์?

เขายังไม่ปรับตัวไง สื่อเก่ายังคิดว่าจะแข่งกันเรื่องความเร็วเหมือนเดิม ผมคิดว่าไม่ควรแข่งกันที่ความเร็ว คุณแข่งกันที่ความลึกได้ สื่อออนไลน์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ได้เพราะเขาไม่ได้แข่งเรื่องความเร็ว แต่เขาตามขยายประเด็นปลีกย่อยในเรื่องที่สื่อเก่ามัวแต่แข่งกันที่ความเร็วนี่แหละ เป็นการเอาข้อมูลมาประมวลเพิ่มเติม

จะว่าไปก็เป็นคนละฟังก์ชั่น สื่อเก่าก็ยังคิดว่าข้อมูลที่ได้มาเป็นข้อมูลที่ถูกที่สุด ณ เวลานั้น คุณค่าของเขาคือการนำเสนอเร็วกว่าเจ้าอื่น พอมีเหตุการณ์อะไรคนอ่านก็จะไปตามดูในสื่อเดิมเหล่านี้ แต่เบื้องหลังหรือเหตุการณ์ข้างเคียงที่บางทีมีความสำคัญมากกว่าตัวเหตุการณ์ พวกที่เรียกตัวเองว่าสื่อใหม่ทำหน้าที่พวกนี้ได้ หยิบบางประเด็นที่สื่อเดิมละเลยมาขยายความ

นิยามสื่อใหม่ที่พูดมาคิดว่าเป็นไปได้ไหม?

ผมคิดว่าเป็นไปได้ ยากหน่อย แต่เป็นไปได้ ถ้าจะเป็นสื่อใหม่ในคำจำกัดความของผม ใกล้เคียงที่สุดคือต้องเป็นตัวเดียวคนเดียว อย่างพี่เป็ด (พิภพ อุดมอิทธิพงศ์-นักแปลอิสระ) เฮียหงวน (สงวน คุ้มรุ่งโรจน์-นักข่าวอาวุโส) หรือมีสำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสานที่เขาทำคนเดียวทั้งเพจและเว็บไซต์ เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเรื่องการปฏิรูปที่ดินเลยฝังใจและขับเคลื่อนด้วยพลังนี้ ตั้งสำนักข่าวขึ้นมาแล้วทำคนเดียว เทรนด์จะต้องเป็นอย่างนั้น

คุณจะเป็นอิสระได้ไง ถ้าคุณไม่เป็นอิสระจากเงิน เอ็นจีโอเป็นอิสระไม่ได้เพราะต้องขอทุน เพราะฉะนั้นโซเชียลเอ็นเตอร์ไพรส์จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนของเอ็นจีโอ แต่พวกนี้ก็ต่อต้านกันไม่ยอมทำ ที่ฟิลิปปินส์มีอีกราย เป็นเอ็นจีโอ เปิดร้านกาแฟ 5 ร้าน แล้วเอาเงินกำไรจากการขายกาแฟมาทำงาน ไม่มีใครไปกำหนดเรื่องที่เขาจะทำได้ อันนี้คือเป็นอิสระจริงๆ

แล้วคุณจะเรียกตัวเองว่าสื่ออิสระเหรอเมื่อคุณยังต้องเขียนโครงการให้ถูกใจแหล่งทุนอยู่เลย


ไม่ต้องควบคุมสื่อ แต่เพิ่มการรู้เท่าทันให้ประชาชน

ปัญหาหนึ่งในวงการสื่อ คือเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพ เมื่อมีการบิดเบือนข่าว ลอกข่าว สร้างข่าวเท็จ หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ขณะที่รัฐพยายามตั้งสภาวิชาชีพให้เกิดการควบคุม แต่องค์กรสื่อก็เสนอว่าควรใช้กลไกกำกับดูแลกันเองเพื่อไม่ให้เกิดการเซ็นเซอร์จากรัฐ

อรรคณัฐเห็นแย้งทั้งการควบคุมหรือกำกับดูแลกัน

“ผมว่าไม่ต้องคุม แต่เราต้องเพิ่มการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ให้กับประชาชน เราไม่ต้องไปบอกว่าอันนี้ดี อันนี้ไม่ดี เราให้ความรู้เขาได้ว่า อันนี้คือสิ่งที่คุณตรวจสอบได้ว่ามีข้อเท็จจริงหรือไม่”

อรรคณัฐอธิบายต่อว่า การรู้เท่าทันสื่อเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่ใช่แค่เรื่องสื่อ แต่รวมถึงอีกหลายเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้รัฐต้องเป็นเจ้าภาพให้มีการสอนในโรงเรียนตั้งแต่ประถม-มัธยม ให้คนมาสอนว่า “นักเรียน อันนี้คือข่าวปลอมนะลูก อันนี้คือข่าวจริง ถ้าเจอแบบนี้แล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ก็อย่าไปแชร์

“ที่อเมริกาเองก็มีปัญหาเรื่องข่าวปลอมมาก เขาไม่ได้ตั้งหน่วยงานขึ้นมาควบคุม แต่ออกไปเดินสายให้ความรู้ชุมชน ถือเป็นภาระที่มหาวิทยาลัยต้องช่วยปลดเปลื้องความโง่เขลาของสังคม ออกไปบรรยายสาธารณะว่านี่คือข่าวปลอม มีวิธีตรวจสอบอย่างไรว่านี่คือรูปจริงหรือรูปปลอม ข่าวจริงหรือข่าวปลอม มีเว็บไซต์ไว้ให้ตรวจสอบ ใส่ URL หรือคีย์เวิร์ดลงไป สามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้

“เพราะฉะนั้นผมคิดว่าไม่ต้องไปกำกับดูแลกันเอง จะไปให้อำนาจใครคนใดคนหนึ่งในการกำกับอีกคนหนึ่งไม่ได้ เป็นบ่อเกิดของระบบอุปถัมภ์ แล้วจะเป็นเนื้อร้ายกัดกิน ทุกอย่างในประเทศนี้พังเพราะระบบอุปถัมภ์นี่แหละ เราเกรงใจกัน เราไม่กล้าวิจารณ์กันเอง เพราะเขาให้คุณให้โทษเราได้

“ถ้ามีองค์กรคอยกำกับดูแลกันเองคือไม่ดีทั้งนั้น ไม่ว่ารัฐจะตั้งใครมาควบคุมสื่อ หรือสื่อจะกำกับดูแลกันเอง ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุคือการเซ็นเซอร์”

เขายืนยันว่าสำคัญที่สุด คือ การให้ความรู้กับประชาชน ให้รู้ว่าแบบไหนคือข่าวที่บิดเบือน แบบไหนคือคนเขียนมีอคติ

“ส่วนคนจะเลือกเชื่อแบบไหน ก็เป็นเรื่องของเขา เราจะไปกำหนดได้ยังไงว่าคุณต้องเชื่อข่าวนี้เพราะเป็นข่าวที่นายกฯลุงตู่พูด”