คอลัมน์ เดินไปในเงาฝัน : การศึกษาใกล้ปลายเหว

16.07.17 | 16:12 น.

ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่าหากเราตั้งใจเรียนหนังสืออย่างเต็มที่ในห้องเรียน เวลากลับบ้านมีการทบทวนตำรับตำราในวันนั้นๆ อยู่บ้าง

ผ่อนคลายด้วยกิจกรรมที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นอ่านวรรณกรรมเยาวชน การ์ตูน หนังสือแปล ฟังเพลง ดูหนัง หรือเล่นกีฬาประเภทต่างๆ ที่เราชอบ

ก็จะช่วยทำให้เราเป็นคนเรียนหนังสือเก่งโดยไม่ยาก

ผ่านมาตั้งแต่อดีต เราจะพบว่าคนที่เรียนหนังสือเก่งๆ มักใช้วิธีนี้ในการฝึกตัวเอง แต่เป็นเพราะอะไรไม่ทราบ หลังๆ รูปแบบการเรียนหนังสือจึงเปลี่ยนไป

แทนที่ครูจะสอนหนังสือในห้องเรียนอย่างเต็มที่ แต่กลับรับสอนพิเศษหลังเลิกเรียน หรือเสาร์-อาทิตย์ หนักกว่านั้น ผู้บริหารโรงเรียนมีนโยบายสำหรับการสอนพิเศษอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

Advertisement

รายได้ส่วนหนึ่งเข้าโรงเรียน

รายได้ส่วนหนึ่งนำไปให้ครูที่สอนวิชานั้นๆ

ผมตั้งข้อสังเกตเองว่าอาจเป็นเพราะสถาบันกวดวิชาเริ่มมองเห็นช่องว่างทางการศึกษา เพราะการศึกษาในระบบไม่สามารถตอบโจทย์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้

ที่สำคัญบุคคลเหล่านี้เป็นคนหนุ่มสาว เข้าใจความต้องการของนักเรียนเหล่านี้ดีว่าพวกเขาต้องการเรียนแบบไหน เรียนอย่างไรถึงจะทำข้อสอบได้

ทำอย่างไรถึงจะนำสิ่งที่เรียนไปสอบเข้ามหา’ลัยต่อไปในอนาคต

ผลเช่นนี้ จึงทำให้สถาบันกวดวิชาผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด เพราะฉะนั้นตลอด 30 ปีผ่านมาจนถึงปัจจุบันจะเห็นว่าสถาบันกวดวิชาเหล่านี้ต่างมีทุกเซ็กเมนต์ที่นักเรียนต้องการ

ใครอยากเก่งเคมีไปหาอาจารย์คนนี้?

ใครอยากเก่งฟิสิกส์ไปหาอาจารย์คนนี้?

ใครอยากเก่งเลขไปหาอาจารย์คนนี้?

จนทำให้อาจารย์เหล่านี้กลายเป็นไอดอลสำหรับนักเรียนที่อยากจะเรียนหนังสือกับพวกเขา กระทั่งผู้ปกครองต้องยอมจ่ายเงินเรียนต่อคอร์สหลายพันบาท

เพราะเรียนแล้วมีความหวังว่าลูกของเขาจะสอบเข้ามหา’ลัยอย่างที่ลูกๆ ต้องการได้ ช่วงหลังๆ หนักกว่านั้นอีก มีการเจาะลึกลงไปในรายละเอียดเลยว่าถ้าอยากสอบเข้าแพทย์, วิศวะ, สถาปนิก, ตำรวจ, ทหาร จะต้องเรียนกับติวเตอร์คนนี้เท่านั้น

ผมเห็นแล้วก็ได้แต่ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะอะไร? ทำไม? ระบบการศึกษาไทยถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ทั้งๆ ที่หลายๆ รัฐบาลพยายามปฏิรูปการศึกษา

พยายามเปลี่ยนระบบการเรียนการสอน การสอบเอ็นทรานซ์ แอดมิสชั่นส์ แต่ที่สุด กลับไปสู่ระบบเดิม นั่นคือการเรียนเพื่อต้องการเกรดเฉลี่ยที่ดี

เพื่อมีสิทธิในการเลือกคณะ

และเพื่อมีสิทธิในการเลือกมหา’ลัยตามที่ตัวเองต้องการ

โดยมีโรงเรียนต่างๆ ช่วยกันปล่อยเกรดเพื่อให้เด็กของตัวเองมีสิทธิเลือกสอบในคณะต่างๆ ที่นักเรียนสนใจ โดยลืมไปว่าระบบโดยรวม การปล่อยเกรดเช่นนี้เป็นการทำร้าย และทำลายนักเรียนของตัวเองชัดๆ

เพราะเมื่อเข้าสู่ระบบการสอบโดยรวม

เจอข้อสอบกลาง

นักเรียนเหล่านี้ต่างมึนงงกับข้อสอบที่ไม่เคยเจอมาก่อน จนที่สุด พวกเขาและเธอไม่สามารถสอบเข้ามหา’ลัยดังที่หวังได้ ผลเช่นนี้ จึงกลายเป็นตราบาปของนักเรียนไปโดยปริยาย

เพราะสุดปลายทางของการสร้างนักเรียนขึ้นมาหนึ่งคน ต่างก่อรูปขึ้นมาผิดแบบ ฉะนั้น ผลสัมฤทธิ์ของรูปที่ก่อร่างสร้างตัวจากแม่พิมพ์ที่ไม่มีความชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้รูปที่ออกมา จึงพลอยมีความไม่ชัดเจนไปด้วย

ยิ่งตอนหลังดูจะมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่เชื่อลองไปดูแถวตึกวรรณสรณ์ พญาไท หรืออาคารสยามกิตต์ สยามสแควร์ดู ก็จะทำให้เราพบความจริงว่าแหล่งรวมสถาบันการศึกษาดีๆ อยู่ที่นี่

ครูดีๆ อยู่ที่นี่

ติวเตอร์ระดับประเทศอยู่ที่นี่

สำคัญไปกว่านั้นคือ ทุกๆ คอร์สของการเรียนการสอนของสถาบันกวดวิชาและติวเตอร์ ล้วนผ่านการจับจองของนักเรียนกันข้ามเดือน

บางแห่งข้ามปี

และบางแห่งต้องยืนจองคิวกันตั้งแต่บ่าย 2 โมงระเรื่อยไปจนถึงเช้าตรู่ เพื่อรอจ่ายเงินสำหรับบางคอร์สที่ธนาคารแห่งหนึ่งแถวบริเวณสีลมที่เปิดให้บริการประชาชนตั้งแต่ 7 โมงเช้าเป็นต้นไป

ถามว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร?

ถามว่าสิ่งเหล่านี้คือหนทางแห่งความสำเร็จของนักเรียนคนหนึ่งเพื่อปูทางเดินไปสู่มหา’ลัยดั่งที่ตัวเองต้องการใช่หรือไม่

ที่แปลกยิ่งนักคือคนที่มายืนจองคิวกลับไม่ใช่นักเรียน แต่กลับเป็นผู้ปกครองที่พยายามหาติวเตอร์ดีที่สุดให้ลูกของตัวเองเรียน มิหนำซ้ำ สนนราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ

ต้องลงกันอย่างน้อย 4 คอร์สอย่างต่ำ

รวมเป็นเม็ดเงินก็ 2-3 หมื่นบาท/คน คอร์สหนึ่งรับได้ประมาณ 100 คน ก็ลองคูณกันดูว่าติวเตอร์คนนั้นรับเงินไปก่อนที่คอร์สจะเปิดสอนแล้วประมาณเท่าไหร่

ผมถึงบอกไงว่าเพราะการศึกษาในระบบล้มเหลว

ผู้ปกครองจึงหันมาพึ่งติวเตอร์ข้างนอก ยิ่งถ้าติวเตอร์คนนั้นมีฝีมือในการสอน และมีความชำนาญพิเศษในการเจาะข้อสอบสำหรับผู้ที่ต้องการสอบเข้าแพทย์ ทันตแพทย์ ก็จะยิ่งทำให้ติวเตอร์คนนั้นมีคุณค่าเพิ่มในตัวเอง

ฉะนั้น ต่อคำบอกเล่าสมัยก่อนว่า หากเราตั้งใจเรียนหนังสืออย่างเต็มที่ในห้องเรียน เวลากลับบ้านมีการทบทวนตำรับตำราในวันนั้นๆ อยู่บ้าง

ผ่อนคลายด้วยกิจกรรมที่ชอบไม่ว่าจะเป็นอ่านวรรณกรรมเยาวชน การ์ตูน หนังสือแปล ฟังเพลง ดูหนัง หรือเล่นกีฬาประเภทต่างๆ ที่เราชอบ

ก็จะช่วยทำให้เราเป็นคนเรียนหนังสือเก่งโดยไม่ยาก

ไม่เป็นจริงเสียแล้วในปัจจุบัน

เพราะอนาคตของนักเรียนเหล่านี้ ถูกกำหนดโดยสถาบันกวดวิชา ติวเตอร์ และถูกกำหนดด้วยเงินว่าจะมีสำหรับจ่ายค่าคอร์สการเรียนให้กับพวกเขาได้หรือเปล่า

ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

แต่นักการศึกษาดัดจริตบ้านเราจะยอมรับได้หรือเปล่า…ผมไม่รู้

ผมก็แค่อยากเล่าให้ฟังเฉยๆ เท่านั้นเอง ?